แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืช แสดงบทความทั้งหมด

11 ธันวาคม 2557

ว่านสี่ทิศ

ว่านสี่ทิศ
ว่านสี่ทิศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Hippeastrum johnsonii  จัดอยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae เช่นเดียวกับกระเทียม กุยช่าย พลับพลึงขาว พลับพลึงแดง พลับพลึงตีนเป็ด หอมแดง และหอมใหญ่  จริงๆ แล้วมีพืชที่คล้ายกันคือสกุล Amaryllis ซึ่งเดิมว่านสี่ทิศก็อยู่ในสกุลนี้ ต่อมามีการลงรายละเอียดในการจำแนกมากขึ้น จึงแยกว่าสี่ทิศสายพันธุ์ที่พบในทวีปอเมริกาออกมาเป็นสกุล Hippeastrum ต่างหาก ส่วนสกุล Amaryllis ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบในทวีปอาฟริกาเหลือพืชเพียงไม่กี่ชนิด แต่คนก็ยังเรียกว่านสี่ทิศติดปากว่าเป็นสกุล Amaryllis

ต้นว่านสี่ทิศ เป็นไม้ดอก พุ่มสูงประมาณ 35-60 เซนติเมตร มีลำต้นเป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน โดยส่วนที่โผล่ขึ้นมาจะเป็นส่วนของก้านและใบ โดยหัวของว่านสี่ทิศจะมีลักษณะคล้ายกับหัวหอมใหญ่

ว่านสีทิศความจริงมีหลายสี เช่น สีขาว สีแดง สีส้ม สีชมพูขาว สีส้มขาว เป็นต้น ขอผมน่าจะเป็นพันธุ์ Bright Spark ขอให้เครคิตภาพข้างล่างจาก http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2012/08/J12557490/J12557490.html

ว่านสี่ทิศ
ว่านสี่ทิศ
ว่านสี่ทิศ
การขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด และการผ่าหัว

ว่านสี่ทิศ

ว่านสี่ทิศ ว่านสี่ทิศ

29 กันยายน 2557

ต้นสาธร

ต้นสาธร
ต้นสาธร

คนทั่วไปมักจะไม่รู้จักต้นสาธร จึงมักจะถามว่า "สาธร" เป็นชื่อต้นไม้ด้วยหรือ? รู้จักแต่เขตสาทร ถนนสาทร แต่ว่าไม่ใช่เขียน “สาธร” นะ เขียนเป็น “สาทร” มากกว่า ดังนั้นจึงขอนำเสนอประวัติของคำว่า "สาธร" หรือ "สาทร" กันก่อน

สืบเนื่อง คำว่า “สาธร” ซึ่งเป็นชื่อสำนักงานเขตสาธร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ไม่มีประวัติความเป็นมา และไม่มีความหมายคำแปล ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 แต่คลองสาทร กับถนนสาทร มีประวัติความเป็นมาจากบรรดาศักดิ์ขุนนางในสมัยในรัชกาลที่ 5 คือ เมื่อปีพุทธศักราช 2431 มีคหบดีจีนชื่อ เจ๊สัวยม บุตรพระยาพิศลสมบัติบริบูรณ์ (เจ๊สัวยิ้ม) อุทิศที่ดินของตนและทำการขุดคลองขึ้น จากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ไปบรรจบคลองวัดหัวลำโพง นำดินที่ขุดคลองทำถนนทั้ง 2 ฝั่งคลอง คนทั่วไปเรียก “คลองเจ๊สัวยม” เมื่อเจ๊สัวยมได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงสาทรราชายุกต์คลองและถนนทั้ง 2 ฝั่ง เรียกว่า “คลองสาทร” และ “ถนนสาทร” ต่อมาเมื่อการเขียนภาษาไทย ได้มีการเขียนผิดเพี้ยนไปเป็น “สาธร” จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเขียนชื่อคลอง และถนนสาทร ผิดไปจากความเป็นมาในอดีต เมื่อจัดตั้งสำนักงานเขตขึ้น ได้นำชื่อถนนสาทรมาใช้เป็นชื่อเขตสาทร โดยใช้ “ธ ธง” จึงทำให้ไม่ถูกต้องด้วย เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า การเขียนชื่อเขตสาธร คลองสาธร และถนนสาธรเหนือ-ใต้ ไม่ถูกต้องตามประวัติความเป็นมาของคลองและถนน ซึ่งหลักฐานคำว่า “สาทร” ใช้ ท ทหาร ทั้งหมด กรุงเทพมหานครจึงได้เสนอ กระทรวงมหาดไทย โดยคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย ของกระทรวงมหาดไทย คณะที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า “สาธร” ไม่มีความหมาย และคำแปลตามหลักภาษาไทย ส่วน คำว่า “สาทร” มีความหมายและคำแปลว่า “เอื้อเฟื้อ เอาใจใส่” ตามหลักภาษาไทย ในพจนานุกรม และเป็นคำที่มาจากบรรดาศักดิ์ของหลวงสาทรราชายุกต์ (เจ๊สัวยม) ซึ่งตามประวัติอักขรานุกรม ขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 จะใช้ ท ทหาร ทั้งหมด เมื่อเขตสาทรจัดตั้งขึ้น และใช้ชื่อคลองสาทร และถนนสาทร เป็นชื่อสำนักงานเขต โดยใช้ “ธ ธง” จึงเป็นการเขียนไม่ตรง กับที่มาชื่อบรรดาศักดิ์ และหลักภาษาไทย กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศ ลงวันที่ 23 เมษายน 2542 เปลี่ยนแปลงชื่อ “เขตสาธร” เป็น “เขตสาทร” ตามหลักฐานดังกล่าว

ดังนั้น ชื่อสำนักงานเขตสาทร ต้องใช้ ท ทหาร และถนนสาทรเหนือ-ใต้ ตลอดจนซอยแยก จากถนนสาทร ต้องเขียนป้ายชื่อ เป็น ท ทหาร ทั้งหมด ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 116 ตอนพิเศษ 35 ง. ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 ตั้งแต่ วันที่ 23 เมษายน 2542 เป็นต้นไป “สาธร” เป็น “สาทร” ที่ถูกต้อง ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ ความเป็นมาแต่อดีต และถูกต้องตามหลักภาษาไทย สรุปมีแต่ ต้นสาธร เท่านั้น ที่เขียนโดยใช้ “ธ ธง”

"สาธร" เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นไม้มงคลของจังหวัดนครราชสีมา ชื่อวิทยาศาสตร์: Millettia leucantha วงศ์: Leguminosa-Papilionoideae เป็นพืชวงศ์ถั่วชนิดหนึ่ง  ชื่ออื่น: ขะเจ๊าะ กะเซาะ ขะแมบ กระเจา ขะเจา เป็นไม้ต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 18 - 20 เมตร ออกดอกสีขาวแบบช่อกระจายแยกแขนง เดือนมีนาคม - พฤษภาคม ฝักแก่เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม

เนื้อไม้และแก่นของต้นสาธรเมื่อตัดใหม่ๆ สีเทาอมม่วง เมื่อถูกอากาศนานๆ เข้า เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วงถึงน้ำตาลปนสีช็อกโกแลตเข้ม มีริ้วสีอ่อนและแก่กว่าสีพื้นสลับ เสี้ยนค่อนข้างตรง เนื้อละเอียดปานกลาง แข็ง เหนียว หนัก แข็งแรงทนทานดีมาก เลื่อยผ่าไสกบตกแต่งและชักเงาได้ดี จึงนำมาใช้ในการก่อสร้าง ใช้ทำเครื่องเรือน และด้ามเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสาเรือน ขื่อ รอด เพลา เกวียน เครื่องนอน ครก สาก ลูกหีบ ทำส่วนประกอบของกระบะรถยนต์ ทำกระสวยทอผ้า และไม้เท้า

สิ่งที่น่าสนใจคือมีต้นไม้ที่บางครั้งมีชื่อเรียกว่า "สาธร" แต่เป็นคนละต้นกัน นั่นคือต้นสะทอน หรือต้นสะท้อน (บางครั้งคนฟังเสียงแล้วเลยไปสับสนว่าเป็น"สาธร") ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia utilis ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับต้นสาธคือวงศ์ Leguminosa-Papilionoideae เนื่องจากเป็นญาติกันลักษณะต้นเลยคล้ายกัน เจ้าต้นสะท้อนนี้ชาวจังหวัดเลยนำมาหมัก โดยเริ่มจากการตัดยอดอ่อนของต้นสะทอนช่วงระยะเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ นำใบสะทอนอ่อนมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำไปแช่ด้วยนำสะอาดในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท 2 คืน จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำ และนำน้ำหมักสะทอนที่ได้มาต้มจนแห้ง จะได้น้ำปรุงรสที่เรียกว่า “น้ำผักสะทอน” ใช้ระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง รสชาติออกหวานธรรมชาติและเค็มเล็กน้อย ชาวบ้านที่ด่านซ้ายนิยมนำมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งใช้แทนน้ำปลา

ส่วนอีกต้นซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นสาธรมากคือต้นกระพี้จั่น ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia brandisiana เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับต้นสาธรมาก (เนื่องจากเป็นญาติกัน) แต่จะมีดอกสีม่วงแทนที่เป็นดอกสีขาวเหมือนต้นสาธร ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมเหมือนกับต้นสาธรครับ

19 กันยายน 2557

ถั่ว...ไม่ใช่ถั่ว


เพื่อนๆ บางท่านที่อ่าน blog เรื่องพืชวงศ์ถั่วใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/blog-post_30.html มาก่อนอาจจะสังเกตว่ามีชื่อถั่วหลายชนิดที่ท่านรู้จักแต่ไม่ถูกนำมาใส่ในบทความดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากมีพืชหลายชนิดที่ภาษาไทยเรียกว่าอยู่ "กลุ่มถั่ว" แต่ไม่ใช่พืชวงศ์ถั่ว เราจะมาทำความรู้จักกับพืชเหล่านี้กัน

1.ถั่วอัลมอนด์ หรือ ถั่วแอลมอนด์ ชื่อภาษาอังกฤษ : Almond   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Prunus dulcis   วงศ์ : Rosaceae หรือวงศ์กุหลาบซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแอพริค็อท (Apricot)  ต้นสูง 4-10 เมตร
อัลมอนด์

2.ถั่วแมคคาเดเมีย ชื่อภาษาอังกฤษ : Macadamia   ชื่อนี้หมายถึงพืช 4 ชนิด ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ดังนี้ Macadamia integrifolia, Macadamia jansenii, Macadamia ternifolia และ Macadamia tetraphylla   วงศ์ : Protaceae ต้นสูง 2-12 เมตร
แมคคาเดเมีย

3.ถั่วมะม่วงหิมพานต์ ชื่อภาษาอังกฤษ : Cashew Nut   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anacardium occidentale   วงศ์ : Anacardiaceae  คือวงศ์มะม่วงนั่นเอง  ดังนั้นบางครั้งจึงเรียกว่า "มะม่วงหิมพานต์" เฉยๆ ซึ่งถูกต้องตามชื่อวงศ์แล้ว  ต้นมะม่วงหิมพานต์สูง 4-14 เมตร
มะม่วงหิมพานต์

4.ถั่วพิสทาชิโอ ชื่อภาษาอังกฤษ : Pistachio   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pistacia vera   วงศ์ : Anacardiaceae หรือวงศ์มะม่วง สูง 2-10 เมตร
พิสทาชิโอ

5.ถั่วบราซิล ชื่อภาษาอังกฤษ : Brazil Nut   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bertholletia excelsa   วงศ์ : Lecythidaceae หรือวงศ์จิก 
อัลมอนด์
โดยต้นถั่วบราซิลจะเป็นไม้ยืนต้น แต่มักจะมีคนไทยบางท่านไปสับสนกับถั่วปินโต (Pinto Peanut) ซึ่งเป็นพืชวงศ์ถั่ว (แต่ Brazil Nut อยู่วงศ์จิก)  เนื่องจากถั่วปินโตมีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิลเหมือนกัน จนบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Brazil Peanut บ้าง เหตุที่เรียกว่า Peanut เนื่องจากลักษณะของถั่วปินโตจะคล้ายกับถั่วลิสง ดังนั้นถ้าจะแปลชื่อภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องควรจะเรียกว่าถั่วลิสงบราซิล แต่มีคนไปตัดคำว่า "ลิสง" ออกกลายเป็น "ถั่วบราซิล" ซึ่งจะทำให้สับสนกับ Brazil Nut ซึ่งเป็นคนละต้นกัน (และไม่ใช่พืชวงศ์ถั่วด้วย) ดังนั้นชื่อเรียกที่ถูกต้องของ Pinto Peanut ภาษาไทยควรจะเรียกว่า "ถั่วปินโต" หรือ "ถั่วลิสงเถา" ครับ

6.ถั่วฮาเซลนัท ชื่อภาษาอังกฤษ : Hazelnut   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Corylus sp.   วงศ์ : Betulaceae หรือ วงศ์กำลังเสือโคร่ง
ฮาเซลนัท

ุ7.ถั่วเกาลัด ชื่อภาษาอังกฤษ : Chestnut   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Castanea sp.   วงศ์ : Fagaceae หรือ วงศ์ก่อ
เกาลัด

8.ถั่วพีแคน ชื่อภาษาอังกฤษ : Pecan   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Carya illinoensis   วงศ์ : Juglandaceae หรือวงศ์ค่าหด

9.ถั่ววอลนัท ชื่อภาษาอังกฤษ : Walnut   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Juglans sp.   วงศ์ : Juglandaceae หรือวงศ์ค่าหด

10.ลูกประ ชื่อภาษาอังกฤษ : Blume seed   ชื่อวิทยาศาสตร์ : Elater iospermum   วงศ์ : Euphorbiaceae


เนื่องจากพืชเหล่านี้ไม่ใช่พืชวงศ์ถั่ว  ดังนั้นจึงไม่มีคุณสมบัติในการตรึงไนโตรเจน

8 กันยายน 2557

โกฐ...สารพัดชนิด

ต่อจาก blog เรื่อง "โกฐจุฬา" ผมขออนุญาตขยายาความคำว่า "โกฐ" ซึ่งเป็น ชื่อเครื่องยาสมุนไพรจําพวกหนึ่ง ได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช มีหลายชนิด คือ

โกฐทั้ง ๕ ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา มีสรรพคุณแก้ไข้เพื่อเสมหะ หืดไอ แก้โรคปอด โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต

โกฐทั้ง ๗ มี โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้าไปในโกฐทั้ง ๕ มีสรรพคุณ แก้ไข้จับสั่น แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคในปอด แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก

โกฐทั้ง ๙ มี โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี เพิ่มเข้าไปในโกฐทั้ง ๗ มีสรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย

โกฐพิเศษอีก ๔ ชนิด คือ โกฐกักกรา โกฐกะกลิ้ง โกฐน้ำเต้า และโกฐจุฬา


หากเรามาดูชื่อวิทยาศาสตร์ของแต่ละโกฐจะพบว่าหมายถึงพืชต่อไปนี้

ชื่อภาษาไทยชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อวงศ์ชื่อภาษาอังกฤษ
๑. โกฐหัวบัวLigusticum sinense หรือ
Ligusticum chuanxiong
UmbelliferaeLovage Root
๒. โกฐสอAngelica dahuricaUmbelliferaeDhurian angelica root
๓. โกฐเขมาAtractylodes lanceaCompositaeAtractylodes Rhizome
๔. โกฐเชียงAngelica sinensisUmbelliferaeAngelica root
๕. โกฐจุฬาลัมพาArtemisia annua
Artemisia pallens
Artemisia vulgaris
AsteraceaeSweet Wormwood
Davanam
Mugwort
๖. โกฐกระดูกSaussurea lappaCompositaeCostus
๗. โกฐก้านพร้าวPicrorrhiza kurroaScrophulariaceaePicrorhiza
๘. โกฐพุงปลาTerminalia chebulaCombretaceaeMyrobalan fruit
๙. โกฐชฎามังสีNardostachys grandifloraValerianaceaeSpikenard
๑๐. โกฐกักกราAnacyclus pyrethrumAsteraceaePellitory
๑๑. โกฐกะกลิ้ง หรือแสลงใจStrychnos nux-vomicaStrychnaceaeStrychnine tree
๑๒. โกฐน้ำเต้าRheum palmatumPolygonaceaeRhubarb
๑๓. โกฐจุฬาEupatorium capillifoliumAsteraceaeDog fennel


ตํารายาแผนโบราณ เขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี

สนใจอ่านรายละเอียดของโกฐจุฬา โกฐจุฬาลัมพา และพืชชนิดอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/03/blog-post_18.html

5 กรกฎาคม 2557

รายชื่อพืชมีพิษ



คิดอยู่หลายรอบว่าจะเขียนบล็อกนี้ดีหรือไม่ เนื่องจากความรู้เรื่องพิษเป็นดาบ 2 คม แต่คุณพ่อของผมเคยเจอกรณีเด็กเข้ารับการรักษาเนื่องจากทานมันสำปะหลังดิบในขณะที่พ่อแม่ปล่อยเด็กอยู่ตามลำพัง เท่าที่ฟังจากคุณพ่อถ้าผู้ปกครองของเด็กไม่ช่วยให้ข้อมูลเรื่องพืชที่เป็นพิษให้กับแพทย์ และบังเอิญแพทย์ก็ไม่มีประสบการณ์พอเพียงที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง ก็มีโอกาสสูงที่เด็กอาจจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที และอาจเสียชีวิตได้ เพราะเด็กหลายคนที่มารักษายังเด็กมาก ยังพูดไม่ได้ เลยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยผู้ปกครองที่ต้องสังเกตุสภาพแวดล้อมเพื่อมาบอกข้อมูลให้กับแพทย์)

ดังนั้นจึงคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะรู้ว่าพืชอะไรที่อยู่ในบ้านของเราเป็นพิษบ้าง  ในกรณีที่เด็ก หรือสัตว์เลี้ยงบริโภคเข้าไปจะได้รีบแจ้งให้แพทย์ที่ทำการรักษาทราบเป็น ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะหมายถึงโอกาสที่จะรอดชีวิตของคนไข้เลยทีเดียว

พืชหลายๆ ชนิดในตารางข้างล่างใช้เป็นยาฆ่าแมลงในเกษตรอินทรีย์ และหลายอย่างก็ใช้เป็นพืชสมุนไพรเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม หลายอย่างเราก็บริโภคเป็นอาหารถ้ามีการเตรียมอย่างเหมาะสม (เช่น การล้างเพื่อเจือจางสารพิษ การปรุงด้วยความร้อนที่เพียงพอที่สารพิษจะสลายตัว)

ต้องขอขอบคุณข้อมูลหลายๆ อย่างจาก http://webdb.dmsc.moph.go.th และ http://www.rspg.or.th ครับ  ต่อไปนี้เป็นรายการพืชที่มีพิษบางส่วน โดยจะเน้นเรื่องพืชที่มีพิษกับคน  เพราะหลายๆ อย่างก็อาจจะไม่มีพิษกับสัตว์ (เช่น หมูสามารถกินมันสำปะหลังสดทั้งหัวได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเด็กที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม รับประทานหัวมันสดเพียง 20-40 กรัม ก็อาจทำให้ตายได้)

ชื่อชื่อวิทยาศาสตร์วงศ์ส่วนที่เป็นพิษ / อาการ
เห็ดพันธุ์อะมานิตา มัสคาเรียAmanita muscariaAmanitaceaeสารเป็นพิษที่สำคัญในเห็ดชนิดนี้คือ มัสคารีน(muscarine) เมื่อรับประทานเข้าไป 15-30 นาที จะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยาย มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเห็นภาพม่านตาหรี่ เหงื่อ น้ำลายและน้ำตาถูกขับออกมามาก ปวดบริเวณช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัดและถึงตายในที่สุด
เห็ดพันธุ์อะมานิตา ฟัลลอยเดสAmanita phalloidesAmanitaceaeมีสารเป็นพิษฟัลโลท็อกซิน(phollotoxin)ซึ่งมีพิษต่อตับ และสารเป็นพิษอะมาโตท็อกซิน(amatotoxin)  อาการเป็นพิษจะเห็นชัดภายใน 6-12 ชั่วโมง อย่างช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะมีอาการอาเจียน ปวดท้องอย่างแรง ท้องเดิน เป็นตะคริว ความดันเลือดต่ำ ตับบวม และถึงแก่ความตายในที่สุด หากรับประทานจำนวนมาก คนไข้จะตายภายใน 2-3 วัน
ว่านแสงอาทิตย์Haemanthus multiflorusAmaryllidaceaeหัวและใบทำให้ท้องเดิน หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ว่านสี่ทิศHippeastrum johnsoniiAmaryllidaceaeหัวและใบทำให้อาเจียนและท้องเดินได้
พลับพลึงตีนเป็ดHymenocallis littoralisAmaryllidaceaeหัว ใบ และราก รับประทานเข้าไปทำให้อาเจียน ท้องเดิน
จุ๊ยเซียนNarcissus tazettaAmaryllidaceaeหัวของพืชนี้ ถ้ากินเข้าไปจะเกิดอาการชัก ท้องเดินและม่านตาขยายกว้าง
ว่านเศรษฐีPancratium ZeylanicaAmaryllidaceaeหัวของพืชนี้เป็นพิษเช่นเดียวกับหัวจุ๊ยเซียน
มะม่วงหิมพานต์Anacardium occidentaleAnacardiaceaeเมล็ด ถ้ากินดิบๆมักจะทำให้เกิดอาเจียนอย่างรุนแรง กลิ่นพร้อมสารระเหยจากการคั่วเมล็ด ทำให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบได้
รักบ้านGluta renghasAnacardiaceaeขนตามใบแก่ที่ทำให้เกิดผื่นคันตามผิวหนัง
รักใหญ่Gluta usitataAnacardiaceaeขนใบตามแก่ และน้ำยางจากต้น, ทำให้เกิดผื่นคัน และบวมผองตามผิวหนัง
รักขาวHoligarna longifliaAnacardiaceaeยางทำให้ผิวหนังพอง
มะม่วงMangifera indicaAnacardiaceaeยางทำให้ผิวเป็นตุ่มพอง
ฮักไก่Rhus succedaniaAnacardiaceaeยางจากใบ เปลือก และผลเป็นพิษ
น้อยหน่าAnnona squamosaAnnonaceaeเมล็ดบดเป็นผง แล้วกินมักจะทำให้แท้งลูก และทำลายกระจกตา อาจทำให้ตาบอดได้ รากเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง ทั้งเมล็ดและใบที่บดเป็นผงใช้เป็นยาฆ่าแมลง
ชวนชมAdenium obesemApocynaceaeผงไม้หรือน้ำเลี้ยงจากกิ่งและลำต้น ถ้ากินเข้าไปจะทำให้เป็นตระคริว ปัสสาวะไม่ได้ และมีอาการชา กรรไกรแข็งหรือเป็นอัมพาต
บานบุรีเหลืองAllemanda catharticaApocynaceaeทุกๆส่วนของพืชนี้ถ้ากินเล็กน้อยจะช่วยเป็นยาระบายและทำ ให้อาเจียน ถ้ากินมากเกินขนาดจะทำให้ท้องเดินและอาเจียนไม่หยุด ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
พังพวยฝรั่งCatharanthus roseusApocynaceaeทุกส่วน ถ้ากินมากๆเป็นยาขับเลือดและทำให้แท้งได้
ตีนเป็ดทรายCerbera manghasApocynaceaeถ้ากินใช้พอเหมาะจะเป็นยาสมุนไพร ถ้ากินมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผล จะทำให้ท้องร่วง อาเจียน ทำให้แท้งลูกและตายได้
ตีนเป็ดทะเลCerbera odoratumApocynaceaeเปลือกผลให้ทำท้องเดิน เนื้อผลทำให้ท้องเดินและอาเจียน อาจถึงตายได้ ต้นและใบทำให้ท้องเดินและอาเจียน
แย้มปีนัง, บานบุรีสีม่วง Cryptostegia grandifloraApocynaceaeเมล็ด มีสาร G-strophanthin หรือ ouabain เมื่อรับประทานเมล็ดหรือยางจากเปลือก จะอาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัด มึนงง ชีพจรเต้นช้าหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตลด และตาย ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้ว ยิงสัตว์หรือคน
ยี่โถNerium indicumApocynaceaeใบมีสาร cardiotonic glucosides เช่น neriin, oleandrin เป็นต้น ออกฤทธิ์คล้าย digitalis   ถ้าดม ทำให้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน หน้ามืด หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ถ้ากินเข้าไปจะถ่ายเป็นเลือด และหัวใจหยุดเต้น เมล็ดเปลือกและรากมีฤทธิ์กดการหายใจ
ลั่นทมแดงPlumneria rubraApocynaceaeราก เป็นยาถ่ายอย่างแรง
ระย่อมRauwolfia serpentinaApocynaceaeราก ถ้ากินมากเกินไปทำให้เคลิบเคลิ้มและบีบหัวใจ และอาจเสียชีวิตได้
บานทนStroephanthus gratusApocynaceaeยางที่เปลือกทำให้สลบหรือตายได้ ชาวพื้นเมืองในแอฟริกาใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคน
ยางน่องเถาStrophanthus caudatusApocynaceaeยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองจะใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคน
เครือน่อง, ยางน่องเครือStrophanthus scandensApocynaceaeยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงสัตว์หรือคนได้
รำเพยThevetia peruvianaApocynaceaeน้ำยาง และเมล็ดมีสารพวก glycosides thevetin, thevetoxic ออกฤทธิ์คล้าย digitalis แต่ออกฤทธิ์ช้ากว่า  เป็นยาถ่ายอย่างแรง ทำให้อาเจียนและอาจแท้งลูกได้ ส่วนเมล็ด ถ้ากินจำนวนมาจะทำให้เกิดอัมพาตหัวใจ อัมพาตสันหลัง และลำไส้บีบตัวอย่างแรง
กระดาด, เผือกกะลาAlocarsia indicaAraceaeทั้งก้านใบและเหง้า ถ้าปรุงไม่ดีแล้วกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคันในปากและลิ้น ทำให้บวมได้
กระดาดดำAlocasia macrorrhizosAraceaeทั้งก้านใบและเหง้า ถ้าปรุงไม่ดี แล้วกินเข้าไปจะทำให้คันในปากและลิ้น
บุกคางคกAmopgophalius campanulatusAraceaeเหง้าและก้านใบถ้าปรุงไม่ดี กินเข้าไปทำให้คันปากและลิ้นพอง
บอนสีCaladium bicolorAraceaeทั้งต้น มีผลึกรูปเข็มของ calcium oxalate และสารอื่นๆ เช่น sapotoxin   ถ้ากินเข้าไปจะเกิดอาการไหม้ที่เพดานปาก ลิ้นและคอ กล่องเสียงอาจบวม การเปล่งเสียงจะผิดปกติ และมีอาการคัน อาจอาเจียนด้วย ถ้ายางเข้าตา ตาจะอักเสบระคายเคือง
ว่านหมื่นปีDieffenbachia sequineAraceaeทั้งต้นและใบถ้ากินเข้าไปจะระคายเคืองรุนแรง ทั้งปากและลิ้นอาจบวมจนพูดหรือกินไม่ได้
โหราHomalomena aromaticaAraceaeเหง้า กินเข้าไปทำให้ประสาท หลอน; ใช้เป็นยาฆ่าแมลง
พลูแฉกMonstera deliciosaAraceaeยางจากต้น และต้น มีสาร calcium oxalate, lycorine alkaloids  ถ้าเคี้ยวเข้าไปจะทำไห้ปาก ลิ้น เพดาน แสบและร้อนแดง เกิดอาการอาเจียน ท้องเสียเล็กน้อย เนื่องจากสารพิษไประคายเคือง mucosa และไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมการอาเจียน
ไฟเดือนห้าAsclepias curassavicaAsclepiadaceaeทุกส่วนมีสารพวกกลัยโคไสด์ ถ้ากินมากเกินไจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาตและอาจถึงแก่ชีวิตได้
รักCalotropis giganteaAsclepiadaceaeยางจากทุกส่วนเป็นยาถ่ายอย่าง แรง และบีบหัวใจ เปลือกจากต้นและรากทำให้อาเจียน
ตะบาHoya coronaria BlumeAsclepiadaceaeยางจากทุกส่วนของพืชชนิดนี้ ถ้ากินเข้าไปจะทำให้อาเจียนอย่างแรง
ข้าวสารดอกเล็กRaphistemma hooperianumAsclepiadaceaeเมล็ด หากกินมากเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาตและอาจถึงแก่ชีวิตได้
ข้าวสารดอกใหญ่Raphistemma pulchellumAsclepiadaceaeเมล็ดมีสารพวกกลัยโคไสด์ ที่เผป็นพิษต่อหัวใจ
เถาวัลย์ด้วนSarcostemma brunonianumAsclepiadaceaeลำต้นทำให้อาเจียนอย่างแรง
สลิด, ขจรTelosma minorAsclepiadaceaeรากทำให้อาเจียน เถาหรือลำต้นมีสารพิษ
ว่านหางจระเข้Aloe veraAsphodelaceaeยางสีเหลืองจากใบ ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้อาเจียน ท้องรุ่วง
ทุเรียนผีNeesia altissimaBombacaceaeขนแข็งภายในผลทำให้ผิวหนังพองเจ็บ และคันมาก
ช้างไห้Neesia malayanaBombacaceaeขนแข็งภายในผลทำให้ผิวหนังพองเจ็บ และคันมาก
หญ้างวงช้างHeliotropium indicumBoraginaveaeทุกส่วนของต้นมีสารพวก อินดิศีน ถ้ากินเข้าไปจะเข้าไปจะทำให้เกิดโรคตับอักเสบ ดอกและรากทำให้แท้งลูกได้
ราชาวดีป่าBuddleja asiaticaBuddlejaceaeทุกส่วนใช้เบื่อปลา และ ถ้าคนกินเข้าไปมากจะทำให้แท้งลูกได้
ช้องรำพันBuxus rolfeiBuxaceaeผล ใช้เบื่อปลา
ปีบฝรั่งLaurentia longifloraCampanulaceaeน้ำเลี้ยงจากต้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาตและระคายเคืองต่อปากและคอ
กัญชาCanabis sativaCannabidaceaeใบและช่อดอกและถ้าสูบหรือกิน ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน มีนเมาและอาเจียน
กุ่มน้ำCrateva magnaCapparaceaeน้ำเลี้ยงหรือยางจากรากและยอดอ่อนระคายผิวหนัง
ใบระบาดArgyreia nervosaConvolvulaceaeใบ และเมล็ด มีสาร cyanogenic glycosides   ใบ ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้คลุ้มคลั่ง ตาพร่า มึนงง  เมล็ด ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้ประสาทหลอน
ผักบุ้งทะเลIpomoea pes-capraeConvolvulaceaeเมล็ด - ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้ประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง หวาดผวาคล้ายวิกลจริต
เอื้องหมายนาCostus speciosus Verbenaceaeเหง้าสดมีพิษมาก ถ้าใช้ในปริมาณมาก จะทำให้ท้องร่วง อาเจียนอย่างรุนแรง
ขี้กาแดงGymnopetalum integrifoliumCucurbitaceaeผลทำให้ท้องเดินอย่างรุนแรง เมล็ดเป็นยาเบื่อที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย แต่ส่วนอื่นเป็นยาสมุนไพรที่มีประโยชน์
ฟักข้าวMomordica cochinchinensisCucurbitaceaeเมล็ดดิบมีพิษเช่นเดียวกับขี้กาแดง ส่วนอื่นเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก
กลอยDioscorea hispidaDioscoreaceaeหัวที่ยังดิบอยู่มีพิษอาจบริโภคเข้าไปตายทันที แต่ถ้านำมาฝานบางๆแล้วแช่ในน้ำไหล 2-3วัน นำมาผึ่งให้แห้งแล้วนำไปนึ่งให้สุกผสมกับข้าวเหนียวใช้บริโภค ใบมีสารพิษเช่นเดียวกับหัว
เม้าแดงLyonia ovalifoliaEricaceaeทุกส่วนกล่าวว่าเป็นพิษต่อคนและสัตว์
ตำแยแมวAcalypha indicaEupgorbiaceaeขนตามใบทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคัน
ตำแยช้างCnesmone javanicaEupgorbiaceaeขนตามเถาใบ ดอก และผล ทำให้ปวดและคันมาก
สลัดไดป่าEuphorbia antiquorumEupgorbiaceaeน้ำยางจากทุกส่วนที่ทำให้เกิดผื่นคันและเป็นแผลตามผิวหนัง
น้ำนมราชสีห์Euphorbia hirtaEupgorbiaceaeน้ำยางกัดผิวหนังทำให้เป็นผื่นและเป็นแผลได้
สลัดไดบ้านEuphorbia trigonaEupgorbiaceaeน้ำยางกัดผิวหนังทำให้เป็นแผลและผื่นได้
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallochaEupgorbiaceaeน้ำยางสีขาว ทำให้คัน ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้
กำลังกระบือExcoecaria cochinchinenesisEupgorbiaceaeยางจะทำให้ผิวหนังคันและเป็นแผล
ตังตาบอดExococaria bantamensisEupgorbiaceaeยางสีขาว ถ้าถูกผิวหนังทำให้เป็นผื่นคัน และเป็นแผล ถ้าเข้าตาจะทำให้ตาบอดได้
โพบาย, สลีนกSapium baccatumEupgorbiaceaeยางสีขาวตามเปลือก ทำให้คันและเป็นแผลพองตามผิวหนัง
ตาตุ่มบก, สะเก็ดแรดSapium insigneEupgorbiaceaeยางสีขาวจากเปลือกและใบ ทำให้คันและเป็นแผลพอง ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้
ตองแตกBaliospermum montanumEuphorbiaceaeเมล็ด ทำให้ท้องเดินอย่างแรง
โป๊ยเซียนEuphorbia miliiEuphorbiaceaeน้ำยาง มีสาร resin, diterpene ester  ถ้าน้ำยางถูกผิวหนังหรือเข้าตา ทำให้เกิดระคายเคือง แสบ บวม แดง ถ้ารับประทานจะทำให้ทางเดินอาหารอักเสบ
คริสต์มาสEuphorbia pulcherrimaEuphorbiaceaeน้ำยางสีขาวจากใบ ต้นมีสาร  resin   สารออกฤทธิ์เป็นกลุ่ม diterpene ester  น้ำยางถูกผิวหนังจะระคายเคืองมาก ผิวหนังเป็นปื้นแดง ต่อมาจะบวมพองเป็นตุ่มน้ำ ภายใน 2- 8 ชั่วโมง ถ้ารับประทานจะทำให้กระเพาะอักเสบ
พญาไร้ใบEuphorbia tirucalliEuphorbiaceaeน้ำยางสีขาวเหมือนน้ำนม  มีสาร 4-deoxyphorbol และอนุพันธ์เป็นสารร่วมก่อมะเร็ง euphorbon, euphorone, resin, taraxasterol, tirucallol  ถ้าถูกผิวหนัง ทำให้เป็นผื่น อักเสบ บวมแดง ถ้าเข้าตา ตาจะอักเสบแดง ถ้ารักษาไม่ถูกหรือทิ้งไว้ตาอาจบอดได้    ถ้ารับประทานเข้าไปมาก ช่องปากจะบวม คลื่นไส้ อาเจียน กระเพาะปัสสาวะและลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง อาจอุจจาระเป็นเลือด
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallochaEuphorbiaceaeยางจากต้น และสารจากต้น มีสาร  oxocarol, agalocol, isoagalocol ellagic acid, gallicacid   ยาง หรือควันไฟจากการเผาไหม้ตาตุ่มทะเลเข้าตา จะทำให้ตาเจ็บ ถ้ามากอาจทำให้ตาบอดได้ถ้าหอยปูไปเกาะไม้ตาตุ่ม เมื่อนำมารับประทานจะทำให้เกิดอาการพิษ ท้องเสียอย่างรุนแรง อาเจียน
สบู่ดำJatropha curcasEuphorbiaceaeน้ำยางและเมล็ด มีสารพิษ toxalbumin (curcin) และ phorbal ester หากน้ำยางถูกผิวหนังจะระคายเคือง บวมแดง แสบร้อนอย่างรุนแรง  เมื่อบริโภคเมล็ดและน้ำมันในเมล็ดเข้าไประมาณ 30-60 นาทีจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด  รายที่อาการรุนแรงจะมีการเกร็งของกล้ามเนื้อที่มือและเท้า หายใจเร็ว หอบ หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจเสียชีวิตได้
ปัตตาเวียJatropha integerrimaEuphorbiaceaeใบ - ถ้ารับประทานเข้าไปทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน
ฝิ่นต้นJatropha multifidaEuphorbiaceaeน้ำยางมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการอักเสบระคายเคือง เมล็ดมีสาร curcin, jatrophin ซึ่งเป็นสารพิษพวก toxalbumin  ถ้าน้ำยางถูกผิวหนังจะระคายเคือง บวมแดงแสบร้อน ถ้ารับประทานเมล็ดเข้าไปจะทำให้กระเพาะอักเสบ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง อาจมีอาการชา แขนขาอาจเป็นอัมพาต ได้ถึง 24 ชั่วโมง และจะค่อยๆดีขึ้นภายใน 7 วัน การหายใจเต้นเร็ว ความดันต่ำ ถ้ารับประทาน 3 เมล็ด อาจตายได้
หนุมานนั่งแท่นJatropha podagricaEuphorbiaceaeเมล็ด และยาง มีสารพิษมีฤทธิ์คล้าย toxalbumin,curcin พิษจาก resin alkaloid glycoside  น้ำยาง - ถูกผิวหนังเกิดอาการแพ้ บวมแดงแสบร้อน เมล็ด - ถ้ารับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กล้มเนื้อชัดกกระตุก หายใจเร็ว การเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันต่ำ พิษคล้ายละหุ่ง เมล็ดมีรสอร่อยแต่รับประทานเพียง 3 เมล็ด ก็เกิดอันตรายได้
มันสำปะหลังManihot esculentaEuphorbiaceaeถ้านำมาบริโภคดิบๆ จะมีพิษถึงตายได้ ส่วนที่มีพิษมากที่สุดคือเปลือกและหัว พบว่าเปลือกแห้งมีกรดไฮโดรไซยานิคอยู่ราวร้อยละ 0.035 ในหัวแห้งมีร้อยละ 0.009 เปลือกสดมีอยู่ 5-10 เท่าของเนื้อในหัว ในน้ำคั้นหัวสดมีร้อยละ 1.66 ดังนั้นถ้าเด็กที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม รับประทานหัวมันดิบ 20-40 กรัม ก็อาจทำให้ตายได้  อาการเป็นพิษคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ชัก หอบ มึนงง หายใจขัด หมดสติ อาจตายภายใน 2-4 ชั่วโมง
ละหุ่งRicinus communisEuphorbiaceaeใบ ลำต้น และเมล็ดละหุ่งประกอบด้วย โปแตสเซียม ไนเตรท (Potassium nitrate) และกรดไฮโดรไซยานิค ( Hydrocyanic acid) ขนาดของพิษ ricin ที่ทำให้คนถึงแก่ชีวิตประมาณ 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือประมาณละหุ่ง 8 เมล็ด การกินเมล็ดละหุ่งโดยการเคี้ยวและกลืนเข้าไปจะเป็นอันตรายมากโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในเด็ก ซึ่งมีโอกาสที่จะแพ้สารพิษได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงแค่เคี้ยวและกลืนเข้าไปเพียง 1 เมล็ดเท่านั้นก็อาจเสียชีวิตได้
ไฮแดรนเยียHydrnagea macrophyllaHydrangeaceaeทั้งต้นสด มีสาร Cyanogenetic glycosides  ถ้ารับประทานจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กัน เดินเซเหมือนคนเมา หายใจลำบาก กล้ามเนื้อเปลี้ย ถ้าเป็นมากหมดสติ บางรายมีอาการชัก
เห็ดพันธุ์อีโนไซบ์Inocybe spp.Inocybaceaeถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดท้อง เนื่องจากกระเพราะอาหารและลำไส้หดเกร็ง
ชุมเห็ดเทศCassia alataLeguminsoae-Caesalpinioideaeดอก และใบ  มีสารกลุ่มแอนทราควิโนน เช่น rhein, emodin และ aloeemodin  ทำให้ถ่ายท้อง  (ทานในปริมาณน้อยจะเป็นยาระบาย)
ลูกเนียง, ชะเนียงArchidendron jiringaLeguminsoae-Mimosaceaeรับประทานลูกเนียงดิบเป็นจำนวนมาก จะทำให้ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะขุ่นขาวเป็นสีน้ำนม อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ถ้าอาการมากระบบไตจะล้มเหลว และถึงตายในที่สุด
มะกล่ำตาหนูAbrus precatoriusLeguminsoae-Papilionideaeเมล็ดมะกล่ำตาหนู ภายในเมล็ดมีส่วนประกอบของ N-methyltryptophan, abric acid, glycyrrhizin, lipolytic enzyme และ abrin ซึ่งสูตรโครงสร้างของ abrin คล้าย ricin เป็นส่วนที่มีพิษสูงมาก หากเคี้ยว หรือกินเข้าไป เนื่องจากสารพิษจะไปทำลายเม็ดเลือดแดง ระบบทางเดินอาหาร และไต  ขนาดเพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือกินเพียง 1 เมล็ด ก็ทำให้เสียชีวิตได้ หากสารพิษถูกผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นคัน หากถูกตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและอาจถึงกับตาบอดได้
หมามุ่ยน้อยMucuna bracteataLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ และใบแก่ ทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนัง
หมามุ่ยMucuna giganteaLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ จะทำให้เกิดอาการคัน และปวด
หมามุ่ยขนMucuna gracilipesLeguminsoae-Papilionideaeขนจากส่วนต่างๆของพรรณไม้ชนิดนี้ทำให้เกิดอาการผื่นคัน
หมามุ่ยแม้วMucuna hainanensisLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ทำให้เกิดระคายเคืองและผื่นตามผิวหนัง
สะบ้าลายMucuna interruptaLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ทำให้ปวดและคันตามผิวหนัง
หมามุ่ยใหญ่Mucuna monospermaLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ ทำให้ปวดและคันตามผิวหนัง
หมามุ่ยฝักงอนMucuna pruriensLeguminsoae-Papilionideaeขนตามส่วนต่างๆของพรรณไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝัก ทำให้เกิดอาการคันตามผิวหนังและปวดตามข้อ
หมามุ่ยฝักย่นMunuca biplicataLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่จะทำให้เกิดอาการคัน และปวดมาก
มันแกวPachyrhizus erosusLeguminsoae-Papilionideaeเมล็ดมีสารที่มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง หลายชนิด ได้แก่ pachyrrhizin, pachyrrhizone, 12-(A)-hydroxypachyrrhizone, dehydropachyrrhizone, dolineone, erosenone, erosin, erosone , neodehydrorautenone, 12 -(A)-hydroxy lineonone, 12-(A)-hydroxymundu- serone (8), rotenone (9) นอกจากนี้ยังมีสารซาโปนิน ได้แก่ pachysaponins A และ B ซึ่งละลายน้ำได้ และเป็นพิษต่อปลาทำให้ปลาตาย ส่วนใบของมันแกวนั้นมีสารพิษคือ pachyrrhizid ซึ่งมีพิษต่อโคและกระบือมากกว่าม้า   ถ้ารับประทานเข้าไป จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน การหายใจเข้าไปพิษจะรุนแรงกว่า โดยไปกระตุ้นระบบการหายใจ ตามด้วยการกดการหายใจ ชัก และอาจถึงชีวิตได้  มีรายงานว่าถ้ารับประทานเมล็ดมันแกวเพียงครึ่งเมล็ดจะเป็นยาระบาย และบางแห่งใช้เป็นยาขับพยาธิ ดังนั้นจึงควรระมัดระวัง นอกจากนี้อาจเกิดอาการพิษเรื้อรัง โดยทำให้ไขมันในตับและไตเปลี่ยนแปลง ส่วนพิษของสารซาโปนิน จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหารเช่นกัน คือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีปัญหาในระบบกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้ ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติและทำให้ชักได้
ช้างแหกSpatholobus ferrugineusLeguminsoae-Papilionideaeขนตามฝักแก่ทำให้เกิดการคันตามผิวหนัง
เพชฌฆาตสีทองGelsemium  elegansLoganiaceaeทุกส่วนของต้นให้น้ำยางที่เป็นพิษ โดยจะพบ alkaloid ที่เป็นพิษมาก ได้แก่ Gelsemine, Gelsemicine, Koumine, Kouminine, Kouminicine, Kumatenidine  alkaloids ที่เป็นพิษดังกล่าว เมื่อกินเข้าไป จะทำให้เกิดการหลั่งน้ำลายมาก, สมองมึนงง, ความรู้สึกสับสน, กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง, สั่น, ชัก และถ้ามีอาการหนักก็ทำให้หยุดหายใจได้ ในทางยาเรานำมารักษาโรคเนื้องอกในโพรงจมูก และเนื้องอกที่ผิวหนังบางชนิด ในขนาดต่ำ ๆ ใช้เป็นยาลดไข้ ยาชงจากใบเพียงสามใบใช้เป็นยาสั่ง (ตาย) ได้
โพทะเลThespesia populneaMalvaceaeยางจากต้น เปลือก  ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้ เปลือกมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน
เลี่ยนMelia  toozendanMeliaceaeดอก ผล เปลือก และต้น มีสารอัลคาลอยด์ azaridine  ถ้ารับประทานเข้าไปมาก (โดยเฉพาะส่วนผล) จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรง อาจเป็นลม กระหายน้ำอย่างรุนแรง ความจำสับสน หายใจลำบาก ชักและเป็นอัมพาต อาจง่วงหลับ มีรายงานว่า เด็กรับประทานผลเลี่ยน 6-8 ผล ถึงแก่ความตาย
ยางน่องAntiaris toxicariaMoraceaeยางจากเปลือกทำให้สลบหรือตายได้ คนพื้นเมืองใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วใช้ยิงคนหรือสัตว์
ขนุนArtocarpus heterophyllusMoraceaeยางทั้งจากใบ เปลือกและ ผล ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นเป็นแผลได้
มะเดื่องปล้องFicus hispidaMoraceaeยางทั้งจากใบ เปลือกและ ผล ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคันและตุ่มพอง
ข่อยStreblus asperMoraceaeใบ ถ้าถูกผิวหนังส่วนที่อ่อนๆ จะทำให้ผิวหนังเป็นแผลได้ ยางจากเปลือกทำให้เป็นผื่นและตุ่มพองตามผิวหนัง
เสม็ด, เสม็ดขาวMelaleuca cajuputiMyrtaceaeน้ำมันจากใบทำให้ระคายเคืองและเป็นผื่นคันตามผิวหนัง
สถานJasminum grandiflorumOleaceaeดอกมักมีการนำมาร้อยเป้นพวงมาลัยใส่ข้อมือและสวมคอ อาจทำให้เป็นผื่นคันได้
ผักหวานป่าMelientha sauvisOpiliaceaeการบริโภคใบสดๆ ในปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมาเป็นไข้และอาเจียนได้
ผักหวานเมา, ผักหวานดงUrobotrya siamensisOpiliaceaeลักษณะดูคล้ายกับผักหวานป่ามาก เมื่อบริโภคใบเข้าไปจะมีอาการเมาเบื่อ
ฉก, ลูกชิดArenga pinnataPalmaeขนตามผิวผล รวมทั้งน้ำเลี้ยงจากเปลือกผล ทำให้เกิดอาการตคันอย่างรุนแรงตามผิวหนัง
เต่าร้างแดง, เต่ารั้งหนูCaryota mitisPalmaeชนตามผล และน้ำเลี้ยงตามผิวใบของลำต้น ทำให้เป็นผื่นคันตามผิวหนัง ถ้าเข้าตาทำให้ตาบอดได้
เต่าร้างยักษ์Caryota obtusaPalmaeขนตามผิวผลและน้ำเลี้ยงตามผิวในของลำต้นทำให้เป็นผื่นคันตามผิวหนัง ถ้ายางเข้าตาทำให้ตาบอดได้
เต่ารั้ง, เต่าร้างCaryota urensPalmaeขนตามผิวผล และยางตามผิวในของลำต้น,ทำให้และเป็นผื่นตามผิวหนัง ถ้าเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
พิษลักษณ์Phytollacca AmericanaPhytolaccaceaeทั้งต้นมีสารพิษ ซาโปนินแฟรคชั่น  เมื่อบริโภคมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นตะคริวที่ท้อง หรือในรายที่สูดดมเข้าไปจะพบว่าระคายเคืองต่อคอดวงตา บางรายมีผลกดระบบหายใจ
ถุงมือจิ้งจอกDigitalis spp.Plantaginaceaeต้นและดอกมีสาร Digitalis ซึ่งใช้ทำยารักษาโรคหัวใจ  เมื่อทานเข้าไปปริมาณมากจะทำให้หัวใจวาย และเสียชีวิตได้
เห็ดพันธุ์โคปรีนัส อาทราเมนทาเรียสCoprinus atramentarius หรือ
Coprinopsis atramentaria
Psathyrellaceaeมีสารที่รวมตัวกับแอลกอฮอล์แล้วจะเกิดพิษ คนดื่มสุราพร้อมกับรับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการใจสั่น หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ
เหมือดคน , ต้นขี้หนอน, นมวัวScleropyrum wallichianumSantalaceaeใบมีลักษณะคล้ายผักหวานป่า ซึ่งชาวบ้านมักเก็บผิดเสมอๆ ใบและดอกของไม้ชนิดนี้เป็นพิษ   เมื่อบริโภคจะทำให้มึนเมา คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ ทุรนทุราย บางรายอาการมากจะเจ็บในลำคอ เจ็บในท้อง หมดสติ และถึงแก่ความตายในที่สุด
ขี้หนอนZollingeria DongnaiensisSapindaceaeดอกอ่อนเป็นพิษ เมื่อกินเข้าไปทำให้เกิดอาการมึนเมา อาเจียนและอาจทำให้ถึงตายได้
ราตรีCestrum noctumumSolanaceaeผลดิบมีสารพวก solanine alkaloids ผลสุกมี  atropine alkaloids ใบมี nicotine, nornicotine alkaloids ถ้ารับประทานเข้าไปภายในครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปากคอแห้ง มึนงง ม่านตาขยาย อุณหภูมิในร่างกายขึ้นสูง หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะไม่ออก การหายใจจะช้าลง
ลำโพง, มะเขือบ้าDatura albaSolanaceaeเมล็ดและใบซึ่งมีสารเป็นพิษประเภทอัลคาลอยด์ คือ สโคโปลามีน (scopolamine) ไฮออสไซยามีน (hyoscyamine) และอะโทรปีน (atropine)  ถ้ากินเข้าไปจะทำให้คอแห้ง ลิ้นแข็ง หัวใจเต้นเร็ว เสียสติคล้ายคนบ้า อาการจะปรากฏภายในเวลา 5-10 นาทีหลังจากกินเข้าไป แต่ไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิต เพราะพิษจะเกิดกับระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ โดยจะแสดงอาการอยู่ราว 2-3 วัน
ยาสูบNicotiana tabacumSolanaceaeใบยาสูบเป็นแหล่ง alkaloids หลายชนิด โดยเฉพาะ Nicotine และ Nor-nicotine, Nicoteine, Nicotelline, Nicotinine, Anabasine และสารอื่น ๆ อีก  ถ้าทำการสกัด Nicotine ออกมาจากซิการ์เพียงมวนเดียว แล้วฉีดเข้าเส้นเลือดในคน จะมีพิษถึงขนาดทำให้ตายได้
แสลงใจStrychnos nux-vomicaStrychnaceaeเมล็ดแก่แห้ง พบว่ามีแอลคาลอยด์ strychnine และ brucine ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง มีความเป็นพิษสูง strychnine มีพิษมากประมาณ 60-90 มก. ก็ทำให้คนตายได้ มีพิษต่อระบบส่วนกลาง เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารและลำไส้ หลังจากนั้นประมาณ 1 ชม. คนไข้จะชักแขนขาเกร็งและหยุดหายใจในที่สุด
หานช้างฮ้องDendrocnide basilotundaUrticaceaceขนหรือเกล็ดตามส่วนต่างๆ ของช่อดอกทำให้เกิดอาการคันเป็นผื่นแดงและปวดมาก
กะลังตังช้างDendrocnide sinuataUrticaceaceขนตามใบและส่วนต่างๆของช่อดอก ทำให้คัน ผิวหนังไหม้ หรือแดงเป็นผื่นและปวดมาก
ตำแยช้าง, สามแก้วDendrocnide stimulansUrticaceaceขนหรือเกล็ดตามส่วนต่างๆ เช่น ใบ ช่อดอก จะทำให้เกิดอาการคัน ผิวหนังไหม้เกรียม หรือแดง เป็นผื่นและปวดมาก
หานสาGirardinia diversifoliaUrticaceaceขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บคันและปวด
หานช้างร้องGirardnia heterophyllaUrticaceaceขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บ คัน และปวดมาก
ลังตังช้าง, ตำแยLaportea bulbiferaUrticaceaceขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บคันและปวด
หานLaportea disepalaUrticaceaceขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บคันและปวด
ตำแยตัวเมียLaportea interruptaUrticaceaceขนตามส่วนต่างๆ จะทำให้ระคายเคืองตามผิวหนังและผื่นแดง
กะลังตังช้างGirardinia heterophyllaUrticaceaeขนหรือหนามตามส่วนต่างๆทำให้เจ็บ คัน และปวดมาก
เทียนหยดDuranta repensVerbenaceaeใบ ผล มีสาร saponin และผลมีสาร narcotine alkaloids   รับประทานผลอาจตายได้ จะทำให้อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ มีไข้ ตาพร่า กระหายน้ำมาก ถ้าได้รับพิษมาก เม็ดเลือดแดงแตกได้ พืชนี้เป็นพิษต่อสัตว์เลือดเย็นด้วย
ผกากรองLantana camaraVerbenaceaeใบ - มีสาร triterpenes ชื่อ lantadene A และ B และสารขม corchorin เป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่ไม่เป็นพิษต่อตับ แต่อนุพันธ์ของมันเป็นพิษต่อตับ ในใบยังมีสารขม corchorin กินมากทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ม่านตาขยาย ชีพจรผิดปกติ และอาจหมดสติ  เมล็ด - ในผลแก่แต่ยังไม่สุกมีสาร glycosides corchoroside A และB จะกระตุ้นหัวใจ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

30 มิถุนายน 2557

มะเดื่อไทย - มะเดื่อฝรั่ง

มะเดื่อ (ภาษาอังกฤษ Fig) เป็นชื่อไม้ต้นหลายชนิดในสกุล Ficus วงศ์ Moraceae (ไทร) มะเดื่อเป็นต้นไม้ที่แทรกอยู่ในตำนาน ความเชื่อ คติธรรมและการใช้ประโยชน์ในทุกศาสนา ในพุทธศาสนา กล่าวไว้ในพระไตรปีฎกว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 26 จะตรัสรู้ใต้ควงไม้มะเดื่อ ในศาสนาอิสลาม กล่าวว่า มะเดื่อและมะกอกเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับมนุษย์ ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ สูง ในศาสนาฮินดู เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ในคริสต์ศาสนายังปรากฏเรื่องราวของมะเดื่อ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกและความละอายของอีฟและอดัม ที่แอบขโมยผลไม้กิน ซึ่งก็คือมะเดื่อ บ้างก็ว่าเป็นผลแอปเปิล และอาดัมใช้ใบมะเดื่อปิดบังความอาย มะเดื่อยังเป็นต้นไม้ที่อารยะชนตั้งแต่ยุคโบราณให้ความเคารพบูชา ถือเป็นต้นไม้มงคลมาจวบจนถึงปัจจุบัน

มะเดื่อทั่วโลกมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งอาจมีมากถึงกว่า 600 สายพันธุ์ เป็นพืชในวงศ์เดียวกับ ต้นโพธิ์ ต้นไทร หรือหม่อน คือวงศ์ MORACEAE ในประเทศไทยมะเดื่อที่รู้จักกันแพร่หลายคือ มะเดื่อปล้องและมะเดื่ออุทุมพร โดยเฉพาะมะเดื่ออุทุมพร หรือเรียกว่ามะเดื่อชุมพรอาจจะคุ้นมากกว่า เพราะรากของมะเดื่อนี้เป็นหนึ่งในตัวยาของตำรับยาห้าราก หรือยาเบญจโลกวิเชียร ยาแก้ไข้สำคัญของไทย เป็นตำรับยาที่ได้รับการบรรจุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และมะเดื่อนี้ยังเป็นไม้ประจำจังหวัดชุมพรด้วย

แต่จริงๆ แล้วมีมะเดื่อที่พบในประเทศไทยหลายชนิด ได้แก่

  • มะเดื่ออุทุมพร หรือ มะเดื่อชุมพร (ภาษาอังกฤษ Cluster Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus racemosa
  • มะเดื่อปล้อง (ภาษาอังกฤษ Hairy Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus hispida
  • มะเดื่อกวาง หรือ ลิ้นกระบือ (ภาษาอังกฤษ Calloused Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus callosa
  • มะเดื่อดิน (ภาษาอังกฤษ Weeping Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus chartacea
  • มะเดื่อฝรั่ง (ภาษาอังกฤษ Common fig หรือ Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus carica
  • มะเดื่อฉิ่ง หรือ ฉิ่ง (ภาษาอังกฤษ Laurel Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus botryocarpa
  • มะเดื่อเถา หรือ ตีนตุ๊กแก (ภาษาอังกฤษ Creeping Fig หรือ Climbing Fig) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus pumila
  • มะเดื่อหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus hirta
  • มะเดื่อน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus ischnopoda
สาเหตุที่คนไทยไม่นิยมบริโภคมะเดื่อ อาจด้วยมะเดื่อนั้นเป็นพันธุ์ไม้ในพุทธประวัติ ไม่กล้ากิน จึงไม่ปรากฏการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอาหาร และส่วนมากจะเน้นไปทางการใช้ทำยา ซึ่งไม่แตกต่างจากมะขามป้อมเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อีกประการคือผลมะเดื่อเป็นแหล่งรวมแมลงวี่จำนวนมาก เพราะในระหว่างที่มะเดื่อผลิดอกบาน แมลงหวี่จะบินเข้ามาตอมและอาศัยเป็นที่ฟักไข่ พร้อมกันนั้นก็ทำให้เกสรดอกเกิดการผสมพันธุ์กันขึ้น จนมะเดื่อกลายเป็นลูก พอเราเอามากินก็เจอกับแมลงวี่เต็มไปหมด หรือแถวต้นมะเดื่อมีแมลงวี่บินว่อนยิ่งผลสุกหล่นเต็มใต้ต้นส่งกลิ่นหึ่ง แมลงหวี่ก็ตอมหึ่งๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครชอบปลูกและกินมะเดื่อก็เป็นได้ มันจึงกลายเป็นอาหารอันโอชะของนกแทน

สำหรับมะเดื่อในประเทศไทยนั้นจะมีขนาดลูกเล็ก ไม่ใคร่พบว่ามีการนำมาบริโภคอย่างแพร่หลาย หรือไม่เป็นที่รู้จักเลยก็ว่าได้ อาจเป็นเพราะเป็นที่รู้จักน้อยมากเมื่อเทียบกับไม้ต้นชนิดอื่นๆ และยังไม่นิยมปลูกทั่วไปหรือปลูกตามบ้านเรือน ส่วนมากมักพบตามป่า ชาวบ้านมักเด็ดลูกมะเดื่ออ่อนมาเป็นผักเคียงกับน้ำพริก บ้างก็กินสด บ้างก็ต้มให้สุกแล้วแต่ความชอบ

มะเดื่อฝรั่งจะมีขนาดลูกใหญ่กว่ามะเดื่อไทย รสหวาน อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งวิตามิน เกลือแร่ แคลเซี่ยม ไฟเบอร์ ช่วยสร้างสมดุลของกรดในร่างกาย ช่วยชะลอความชรา เป็นต้น มะเดื่อฝรั่งจึงได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสิบผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดในโลก ชาวตะวันตกนิยมนำมารับประทานในโอกาสที่แสดงถึงความยินดี การเฉลิมฉลอง ในประเทศไทยมีการทดลองและปลูกมะเดื่อฝรั่งมานานร่วม 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมและรู้จักนัก เพิ่งจะเริ่มนิยมปลูกกันในปัจจุบัน

ความจริงแล้วพืชวงศ์ไทร (Moraceae) มีสมาชิกทั่วโลกประมาณ 800 ชนิด การกระจายพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อน ในไทยมีประมาณ 115 ชนิด ซึ่งชื่อเรียกในภาษาไทยอาจจะมีคำว่า "เดื่อ" อยู่หรือไม่ได้ก็ได้ (แต่ชื่อวิทยาศาสตร์จะขึ้นด้วยคำว่า Ficus )  ในสกุลมะเดื่อยังแบ่งเป็น 6 สกุลย่อย  ได้แก่

  • สกุลย่อย Ficus ในไทยมีประมาณ 20 ชนิด เช่น ไทรใบขน Ficus fulva, มะนอดน้ำ Ficus hirta, เดื่อน้ำ Ficus ischnopoda, มะเดื่อไทย Ficus thailandica, มะเดื่อฝรั่ง Ficus carica, มะเดื่อญี่ปุ่น Ficus erecta, มะเดื่อหอม Ficus hirta เป็นต้น

    สกุลย่อย Ficus ส่วนใหญ่ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น มักออกเป็นคู่ตามซอกใบหรือตามกิ่งที่ใบหลุดร่วง ใบประดับที่โคน 3 ใบ ดอกเพศผู้อยู่ใกล้ช่องเปิดหรือกระจายทั่วไป กลีบรวม 3-5 กลีบ แยกกัน เกสรเพศผู้ 1-4 อัน ดอกเพศเมียแบบก้านเกสรเพศเมียยาวไม่เท่ากัน ยอดเกสรเพศเมียแตกแขนงหรือเรียบ
  • สกุลย่อย Pharmacosycea ในไทยมี 5 ชนิด เช่น มะเดื่อกวาง Ficus callosa เป็นต้น

    สกุลย่อย Pharmacosycea ดอกแยกเพศร่วมต้น แผ่นใบมีซิสโทลิททั้งสองด้านหรือเฉพาะด้านล่าง figs ออกเป็นคู่ เดี่ยว หรือเป็นกระจุก ส่วนมากออกตามซอกใบ มีก้านผลหรือก้านผลเทียม ใบประดับที่โคนส่วนมากมี 3 ใบ ช่องเปิดมี 3-5 ใบ กลีบรวม 2-6 กลีบ เกสรเพศผู้ 1-3 อัน มีที่เป็นหมัน ยอดเกสรเพศเมียส่วนมากมี 2 อัน
  • สกุลย่อย Sycidium ในไทยมี 15 ชนิด เช่น ไทรหิน Ficus anastomosans, มะนอดน้ำ Ficus heterophylla, มะเดื่อหิน Ficus montana เป็นต้น

    สกุลย่อย Sycidium ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น มีซิสโทลิทบนแผ่นใบทั้งสองด้านหรือเฉพาะด้านล่าง figs มีปุ่มหรือจุดโปร่งแสง ออกเดี่ยวๆ หรือเป็นคู่ ตามซอกใบ กิ่ง หรือลำต้น ใบประดับที่ก้าน 1-3 ใบ ส่วนมากมีใบประดับด้านข้าง ช่องเปิดขนาดเล็กหรือมีใบประดับที่ปลายชี้ขึ้น ดอกเพศผู้อยู่ใกล้ช่องเปิด มี 1 หรือหลายดอกในแต่ละแถว กลีบรวม 3-6 กลีบ เกสรเพศผู้มักมี 1 อัน มีดอกเพศผู้ที่เป็นหมัน ดอกเพศเมีย กลีบรวม 3-6 กลีบ แยกกัน
  • สกุลย่อย Sycomorus ในไทยมี 16 ชนิด เช่น เดื่อหว้า Ficus auriculata, โพะ Ficus obpyramidata, มะเดื่ออุทุมพร Ficus racemosa, มะเดื่อปล้อง Ficus hispida, จิ้งเขา Ficus schwarzii, เดื่อปล้องหิน Ficus semicordata, ฉิ่ง Ficus botryocarpa เป็นต้น

    สกุลย่อย Sycomorus ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นหรือแยกเพศร่วมต้น มักมีต่อมไขตามข้อกิ่ง figs เกลี้ยง มีปุ่มหรือเป็นสัน ออกเป็นคู่หรือออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ตามกิ่ง หรือเป็นช่อตามลำต้นหรือไหล ใบประดับ 3-7 ใบ ส่วนมากมีใบประดับด้านข้าง ใบประดับที่ช่องเปิดมีมากกว่า 3 ใบ ดอกเพศผู้เรียงอยู่ใกล้ช่องเปิด มี 1 หรือหลายแถว ส่วนมากมีใบประดับย่อย 2 ใบ วงกลีบรวม 2-3 กลีบ เกสรเพศผู้ส่วนมากมี 2 อัน ดอกเพศเมียวงกลีบรวม 3-6 กลีบ เชื่อมติดกัน แยกกัน หรือลดรูป ยอดเกสรเพศเมีย 1 อัน
  • สกุลย่อย Synoecia ในไทยมี 14 ชนิด เช่น ตีนตุ๊กแก Ficus pumila, เดื่อเถาใบใหญ่ Ficus punctata เป็นต้น

    สกุลย่อย Synoecia เป็นไม้เถา มีรากเกาะ สั้นๆ ตามข้อ ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น ใบที่โคนรูปร่างและขนาดต่างจากใบที่ออกตามเถาที่มี figs ติดอยู่ ปลายใบคล้ายรูหยาดน้ำ (hydathode-like) figs ออกตามกิ่ง ลำต้น หรือตามไหลที่โคนต้น ออกเป็นคู่ เดี่ยว ๆ หรือเป็นกระจุก ใบประดับที่โคน 3 ใบ ส่วนมากไม่มีใบประดับด้านข้าง ช่องเปิดขนาดเล็ก บุ๋มเล็กน้อย อาจมีขนแข็งที่ด้านในช่องเปิด เกสรเพศผู้ 1-2 อัน กลีบรวม 0-7 กลีบ สีแดงเข้ม รังไข่ส่วนมากมีก้าน มีดอกที่ไม่มีเพศในช่อดอกเพศเมีย
  • สกุลย่อย Urostigma ในไทยมีประมาณ 45 ชนิด เช่น ไฮ Ficus annulata, นิโครธ Ficus benghalensis, กร่าง Ficus altissima, ไทรย้อยใบแหลม Ficus benjamin, ไทรย้อย Ficus microcarpa, ลุงขน Ficus drupacea, เฮือด Ficus lacor, ไฮหิน Ficus orthoneura, โพศรีมหาโพ Ficus religiosa, โพขี้นก Ficus rumphii เป็นต้น

    สกุลย่อย Urostigma ส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่งอิงอาศัย มีรากอากาศ ไม่มีรากตามข้อ ดอกแยกเพศร่วมต้น แผ่นใบด้านล่างมีต่อมไขที่โคนเส้นกลางใบ 1 ต่อม figs เกลี้ยง ออกเป็นคู่หรือออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบหรือตามกิ่ง พบน้อยออกตามลำต้น ใบประดับที่โคน 2-3 ใบ ไม่มีใบประดับด้านข้าง ช่องเปิดมีใบประดับ 2-5 ใบ ปิดด้านบน ดอกเพศผู้เรียงกระจัดกระจายระหว่างดอกเพศเมีย หรืออยู่ใกล้ช่องเปิด กลีบรวม 3-5 กลีบ เกสรเพศผู้ 1 อัน ยอดเกสรเพศเมียส่วนมากมี 1 อัน


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

25 พฤษภาคม 2557

ต้นชายา

ต้นชายา

เจ้าต้นในภาพได้รับกิ่งพันธุ์มาจากพี่ทิดโสซึ่งสามารถผ่านฤดูแล้งที่สวนฯ มาโดยไม่ได้รดน้ำเลยทั้งๆ ที่ปลูกอยู่กลางแจ้ง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความทนความแล้งของต้นที่มีชื่อว่า ต้น"ชายา" ซึ่งไม่ได้แปลว่ามเหสี เนื่องจากเป็นการเรียกทับศัพท์ชื่อภาษาอังกฤษของต้นชายาที่ว่า Chaya หรือ Tree Spinach ( ผักโขมต้น)  ชื่อวิทยาศาสตร์ Cnidoscolus aconitifolius วงศ์ Euphorbiaceae เชื่อกันว่าต้นชายามีแหล่งกำเนิดที่แหลม Yucatán ในประเทศเม๊กซิโก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวพบต้นชายาหลากหลายสายพันธุ์มากที่สุด และยังเป็นศูนย์การของอารายธรรมของชาวมายาแห่งหนึ่ง

ชาวมายาใช้ต้นชายาในการทำอาหารมานานก่อนที่ชาวสเปนเข้าไปยึดครองดินแดนของพวกเขา ต่อเมื่อชาวตะวันตกจึงนำเอาต้นชายาไปทวีปต่างๆ แต่เนื่องจากต้นชายาไม่ค่อยจะออกดอก หรือเป็นเมล็ด โดยทั่วไปทำการขยายพันธุ์ทำโดยใช้การปักชำกิ่ง ทำให้การพกพาไปกับเรือเพื่อพาไปยังดินแดนใหม่ไม่สะดวกเหมือนพืชชนิดอื่นที่เอาไปแต่เมล็ดก็เพียงพอ (ไม่ต้องรดน้ำ หรือดูแลมากตอนอยู่ในเรือ) นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้นชายาไม่ค่อยจะแพร่หลายจนเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในแถบอาเซียน เท่าที่อ่านดูเหมือนว่าชายาจะถูกนำเข้ามาครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากชาวบ้านคิดว่าเป็นต้นมันสำปะหลัง จากนั้นคงจะเข้าในประเทศไทยทางเวียดนาม และกัมพูชา (น่าจะคล้ายๆ กับเส้นทางการนำเอามันแกวเข้ามาในประเทศไทย) ต้นที่ผมมีในครอบครองก็ดูเหมือนว่าจะมาจากกัมพูชา ความจริงแล้วต้นชายามีหลายพันธุ์แต่เนื่องจากความรู้เรื่องพืชชนิดนี้ในไทยมีน้อยมาก ทำให้ไม่ทราบว่าต้นที่ผมมีอยู่เป็นพันธุ์ไหน

ชายาเป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง 6 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นได้ถึง 6 นิ้ว แต่ส่วนใหญ่จะตัดแต่งต้นให้สูงประมาณ 2 เมตรเพื่อให้ง่ายในการเก็บเกี่ยวใบ โดยเมื่อกิ่งของต้นชายาโดนตัดจะมียางสีขาวไหลออกมา ต้นชายาสามารถเติบโตได้ดีในดิบทุกประเภทชอบความชื้น แต่ก็ทนความแล้งได้ในระดับหนึ่ง (ที่สวนขี้คร้านก็ปลูกโดยไม่มีการรดน้ำเลย)

ใบชายาสามารถเติบโตกลับขึ้นมาใหม่หลังจากที่ถูกตัดไปแล้วได้อย่างรวดเร็ว ใบเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน, วิตามิน, แคลเซียมและเหล็กและยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ใบชายาจึงถูกใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเม็กซิกัน และอาหารอเมริกากลางหลายชนิด ใบชายาเองไม่ค่อยจะมีรสชาติมากนัก แต่จะดูดซับกลิ่นและรสชาติของเครื่องปรุงอื่นที่เราใช้ผสมในการทำอาหาร

ในใบชายาจะมีสาร hydrocyanic ที่เป็นพิษ การปรุงให้สุกก่อนที่จะกินจะช่วยสลายสาร hydrocyanic ให้ส่วนที่เป็นพิษกลายเป็นไอทำให้สามารถรับประทานใบที่ผ่านความร้อนแล้วได้อย่างปลอดภัย การรับประทานใบชายาดิบในปริมาณน้อยๆ พิษอาจจะยังไม่แสดงอาการ แต่สาร hydrocyanic สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์ได้ (เหมือนกับโลหะหนักอย่างตะกั่ว) หากมีการรับประทานดิบๆ ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานอาจจะทำให้พิษแสดงอาการในภายหลัง แต่ถ้าเราทำให้สุกก่อนแล้วนำมารับประทานเหมือนที่ชาวมายันทำมาเป็นพันๆ ปีก็น่าจะปลอดภัย ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://www.rilab.org/pdfs/Ross-Ibarra_Molina-Cruz-2002.pdf

ต้นชายาจะเป็นญาติกับต้นมันสำปะหลัง (Cassava) ชื่อวิทยาศาสตร์ Manihot esculenta วงศ์ Euphorbiaceae ซึ่งใบของมันสำปะหลังก็เป็นพิษเหมือนกับต้นชายา แต่จะมีปริมาณพิษที่มากกว่า นอกจากนั้นในหัวของมันสำปะหลังก็มีพิษของไซยาไนด์เช่นกัน ในการนำหัวมันสำปะหลังมาบริโภคจึงจำเป็นต้องทำให้สุกด้วยความร้อนก่อน ผมจึงเอาภาพของใบต้นมันสำปะหลังที่สวนฯ มาให้ดูเปรียบเทียบกับใบต้นชายาด้านบน เพื่อนๆ จะสังเกตุว่าจริงๆ แล้วลักษณะใบแตกต่างกันชัดเจน แต่ถ้าดูเร็วๆ เราอาจจะไม่ทันสังเกตว่าเป็นคนละต้นกัน

มันสำปะหลัง

คุณสมบัติที่ทำให้การบริโภคใบชายา น่าสนใจกว่าการบริโภคใบมันสำปะหลัง คือ คุณสมบัติทางยา ซึ่งมนุษย์มายาใช้เป็นยารักษา พิษสุราเรื้อรัง โรคนอนไม่หลับ โรคเกาต์ พิษจากแมลงป่อง บำรุงสมอง และสายตา นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เองก็ทำการทดลองในสัตว์เพื่อยืนยันคุณสมบัติดังกล่าว เช่น การรักษาตับอักเสบ http://alcalc.oxfordjournals.org/content/46/4/451.full หรือ http://alcoholreports.blogspot.com/2011/05/cnidoscolus-aconitifolius-leaf-extract.html และยังมีบางคนเชื่อว่าการบริโภคใบชายาจะช่วยรักษาโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติที่ไม่เหม็นเขียวมากนักทำให้บางกลุ่มนำมากินสด หรือคั้นน้ำคลอโรฟิล ซึ่งจะกินง่ายกว่าผักชนิดอื่นที่เหม็นเขียว แต่ก็ยังคงกังวัลเรื่องความเป็นพิษในใบชายาสด อย่างไรก็ตามในอเมริกากลางก็มีชาวบ้านเอามาใบชายามาทุบให้ละเอียด และกินสด ซึ่งยังไม่มีผลของพิษทางร่างกายที่ปรากฎเด่นชัดในกลุ่มชาวบ้านดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่าการทุบใบชายาทำให้สาร hydrocyanic สัมผัสอาหารอาจจะเพียงพอที่จะทำให้ไซยาไนด์กลายเป็นไอ แต่ก็ยังไม่มีผลสรุปอย่างเป็นทางการว่าจะช่วยลดพิษของสาร hydrocyanic ได้จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงขอให้หลีกเลี่ยงการรับประทานใบสดจะดีกว่าครับ

สุดท้ายอยากจะพูดถึงผักโขมธรรมดาที่เป็นพืชล้มลุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus lividus วงศ์ Amaranthaceae ซึ่งเป็นคนละวงศ์กับต้นชายา หรือ ผักโขมต้น และยังมีผักโขมในวงศ์ Amaranthaceae อีกหลายชนิดที่พบในประเทศไทย จึงขอรวมรายชื่อไว้ดังนี้

  • ผักโขมฝรั่ง/ปวยเล้ง (ชื่อภาษาอังกฤษ: Spinach) ชื่อวิทยาศาสตร์ Spinacia oleracea
  • ผักโขม (ชื่อภาษาอังกฤษ: Amaranth) ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus lividus
  • ผักโขมสวน/ผักโขมสี (ชื่อภาษาอังกฤษ: Red amaranth, Joseph' s coat ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus tricolor
  • ผักโขมหัด (ชื่อภาษาอังกฤษ: Slender amaranth ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus viridis
  • ผักโขมหนาม (ชื่อภาษาอังกฤษ: Spiny amaranth, Spiny pigweed ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus spinosus
  • ผักโขมจีน (ชื่อภาษาอังกฤษ: Chinese Spinach ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Amaranthus dubius


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

5 พฤษภาคม 2557

สารพันต้นไม้ในพุทธประวัติ

ต้นไม้ในพุทธประวัติ
1. ต้นสาละ หรือ "สาละอินเดีย" ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta วงศ์ Diptercaroaceae มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ท้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีความสำคัญในพุทธประวัติดังนี้

สาละอินเดีย
ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ
ก่อนพุทธศักราช 80 ปี พระพุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายาทรงครรภ์ใกล้ครบกำหนดพระสูติการ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมีพระสูติการที่กรุงเทพวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้ "สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบท (ปัจจุบันคือตำบล "รุมมินเด" แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่งตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี คำว่าสิทธัตถะแปลว่า "สมปรารถนา"

ตอนก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้
เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจะอยู่ในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรงอธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน 6

ตอนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวา) และแล้วเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน

ต้นสาละอินเดียนี้มักจะถูกเรียกสับสนกับ "สาละลังกา" หรือ "ต้นลูกปืนใหญ่" (Cannonball Tree) ชื่อวิทยาศาสตร์ Couroupita guianensis เป็นพืชในวงศ์จิก (วงศ์ Barringtoniaceae)

อ่านเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/03/blog-post_3111.html

2. ต้นโพธิ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus religiosa วงศ์ Moraceae ดังความในพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้

ต้นโพธิ
เจ้าชายสิทธัตถะ ในระหว่างบำเพ็ญพรต เพื่อหาสัจธรรมได้ประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ คือ อริยสัจ 4 ประกอบด้วย ทุข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อวันเพ็ญเดือน 6 หลังจากพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว แต่ก็ยังต้องทรงทำจิตให้แน่วแน่ตั้งมั่นยิ่งขึ้น จนกิเลสมิอาจรบกวนได้ต่อไป พระองค์ยังคงประทับอยู่ใต้ต้นโพธิอีกเป็นเวลา 7 วัน และกล่าวกันว่า ต้นพระศรีมหาโพธิที่พระพุทธองค์ประทับจนตรัสรู้นั้น ได้ถูกประชาชนผู้ถือนับถือศาสนาอื่นโค่นทำลายไป แต่ด้วยบุญญาภินิหาร มื่อนำนมโคไปรดที่รกจึงมีแขนงแตกขึ้นมาใหม่ และมีชีวิตอยู่มานานและแล้วก็ตายไป แล้วกลับแตกหน่อขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ต้นโพธิที่พุทธคยาที่อยู่ในปัจจุบันนี้ นับว่าเป็นช่วงที่สามของต้นดั้งเดิม

3. ต้นนิโครธ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus bengalensis วงศ์ Moraceae หมายถึง เป็นที่พำนักของคนเลี้ยงแกะ ต้นนิโครธ แปลว่า ต้นไทร ตามพุทธประวัติกล่าวถึง

ต้นนิโครธ
ตอนที่ 1 เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพียรทุกขกิริยาแล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธ ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา

ตอนที่ 2 เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ 7 วันแล้วจึงได้ทรงย้ายไปประทับ ณ ต้นไทรนิโครธ เป็นเวลาอีก 7 วัน เป็นต้นไทรนิโครธชนิดใบกลม

4. ต้นจิกมุจลินท์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Arringtonia Acutangula วงศ์ Barringtoniaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงประทับอยู่ใต้ต้นนิโครธ 7 วัน แล้วเสด็จไปประทับใต้ต้นจิกอีก 7 วัน ในขณะที่ประทับใต้ต้นจิกนี้ ได้มีฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย อากาศหนาวจัดมาก มีพญานาคชื่อ "พญามุจลินท" เห็นพระพุทธองค์แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา เกรงว่าพระพุทธองค์จะลำบากและทรมาน จึงทำขดล้อมพระวรกายของพระพุทธเจ้าไว้ 7 รอบ และแผ่พังพานปกคลุมพระเศียร ดูคล้ายเป็นเศวตฉัตรช่วยกันฝนและช่วยให้บริเวณนั้นอบอุ่นขึ้น
ต้นจิกมุจลินท์

5. ต้นเกด ชื่อวิทยาศาสตร์ Manikara hexandra วงศ์ Sapotaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ 7 วันแล้วจึงได้ทรงย้ายไปประทับอยู่ใต้ต้นนิโครธ 7 วัน แล้วเสด็จไปประทับใต้ต้นจิกอีก 7 วัน แล้วได้เสด็จไปทรงประทับต่อใต้ต้นเกดอีก 7 วัน
ต้นเกด

ุ6. ต้นหว้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Eugenia cumini วงศ์ Mytaceae ในพุทธประวัติกล่าวถึงต้นหว้าถึง 2 ตอน
ต้นหว้า
ตอนที่ 1 เมื่อครั้นพระเจ้าสุทโทธนะ พระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จไปทรงประกอบพิธีแรกนาขวัญ ได้นำพระราชบุตรซึ่งมีอายุ 8 ขวบ ไปด้วยและให้ประทับอยู่ใต้ต้นหว้าใหญ่ บรรดาพระพี่เลี้ยง นางนม ต่างพากันไปดูพิธีแรกนาขวัญกันหมด พระกุมารจึงนั่งสมาธิ และบรรลุถึงปฐมฌาน เป็นเหตุที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก แม้ว่าตะวันจะบ่ายคล้อยไปแล้ว ร่มเงาของไม้หว้าก็ยังบดบังให้ความร่มเย็นแก่พระองค์โดยปรากฎเป็นปริมณฑลตรงอยู่ ประดุจเงาของตะวันตอนเที่ยงตรง

ตอนที่ 2 พระฤๅษีอุรุเวลกัสสปะได้ทูลนิมนต์ภัตตากิจ พระพุทธองค์ตรัสให้ไปก่อนแล้วจะตามไป จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์เสด็จเหาะไปนำผลหว้าใญ่ประจำทวีปป่าหิมพานต์ แล้วกลับไปสู่ที่โรงเพลิงก่อนที่กัสสปะชฎิลจะไปถึง

7. ต้นกุ่มบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Crateva religiosa วงศ์ Capparaceae ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปซักผ้าบังสุกุลที่ห่อศพนางบุณณทาสี ในอามกสุสาน (ป่าช้าผีดิบ) แล้วนำไปซัก จากนั้นก็หาที่ที่จะตากผ้าบังสุกุลนี้ พฤกษเทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ต้นกุ่มบก ได้โน้มกิ่งต้นกุ่มบกให้ต่ำลงมา เพื่อให้เป็นที่ตากจีวร

8. ต้นประดู่แขก ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia sissoo วงศ์ Leguminosae-Papilionaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้ากลับจากเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโทธนะพระราชบิดาแล้ว ได้พาพระอานนท์ พระราหุล พร้อมด้วยพระสงฆ์บริวารไปสู่กรุงราชคฤห์ ประทับยังสีสปาวัน คือป่าไม้ประดู่แขก โดยทรงหยิบใบไม้ขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วถามภิกษุว่า ใบไม้ในกำมือของพระองค์ กับใบไม้ทั้งหมดในป่าประดู่นี้ ใบไม้ที่ไหนมีมากกว่ากัน ภิกษุก็ได้ตอบว่า ใบไม้ในป่านี้ทั้งหมดมีมากกว่าในกำมือของพระองค์

พระองค์จึงตรัสต่อไปว่า เรื่องที่เรารู้นะเท่ากับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่นำสอนเธอเท่ากับใบไม้ในกำมือ คือสอนแต่เรื่องทุกข์ กับเรื่องดับทุกข์เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ปรากฎว่ามีคนสอนกันมากมาย ฉะนั้นพระองค์จึงมุ่งไปสอนแต่เรื่องทุกข์ กับเรื่องดับทุกข์ ส่วนสูตรอื่น วิชาอื่นมีคนสอนแล้ว

อ่านเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/03/blog-post_3111.html

9. ต้นสีเสียด ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia catechu วงศ์ Leguminosae-Mimosaceae ตามพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ 8 พรรษา ได้เสด็จไปประทับ ณ "ภูสกภวัน" บางเล่มเรียก "เภสกลาวัน" คือ ป่าไม้สีเสียด ใกล้สุงสุมารคีรีในภัคคฏฐี บางเล่มว่าในแคว้นภัคคะ

10. ต้นตะเคียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Hopea odorata วงศ์ Dipterocarpaceae ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าจะทำยมกปาฏิหาริย์ ณ เมืองสาวัตถี ฝ่ายเดียรถีย์จะทำแข่งบ้าง โดยเตรียมมณฑลมีเสาซึ่งทำด้วยไม้ตะเคียน หลังคามุงด้วยดอกนิลอุบล

อีกตอนหนึ่งกล่าวเกี่ยวกับต้นตะเคียนว่า สิริคุตถ์หลอกให้พวกนิครนถ์ ผู้เป็นอาจารย์ของครหพินน์ ตกลงไปในหลุมอจจาระ พวกครหพินน์จึงคิดจะแก้แค้นพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นอาจารย์ของสิริคุตถ์ โดยทำหลุมไฟ ใช้ไม้ตะเคียนเป็นเชื้อเพลิง แล้วทำเป็นกระดานกลปิดไว้ที่ปากหลุม เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระราชดำเนินไปที่ปากหลุมไฟนั้น ก็มีดอกบัวมารองรับพระบาท จึงมิได้รับอันตรายแต่อย่างใด

11. ต้นสะเดาอินเดีย ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica วงศ์ Meliaceae ตามพุทธประวัติว่า ในพรรษาที่ 11 พระพุทธเจ้าได้จำพรรษาใต้ต้นปจิมมันทพฤกษ์ คือต้นสะเดา ซึ่งเป็นมุขพิมานของนเฬรุยักษ์ อยู่ใกล้นครเวรัญชรา

12. ต้นมะม่วง ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera indica วงศ์ Anacardiaceae ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับอยู่ใน "สวนอัมพวาราม" ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ คือป่ามะม่วง

อีกตอนหนึ่ง ในขณะที่พระพุทธเจ้าได้ไปพำนักอยู่กับกัสสปะชฎิลดาบส ซึ่งเป็นพระฤๅษี พระฤๅษีได้กราบทูลนิมนต์ภัตตากิจ พระพุทธองค์ตรัสให้พระฤๅษีไปก่อน แล้วเสด็จเหาะไปเก็บผลมะม่วง ผลหว้า ฯลฯ และเสด็จไปสู่ดาวดึงส์เทวโลก นำเอาปาริฉัตรพฤกษชาติกลับมาด้วย และแล้วเสด็จกลับไปสู่ที่โรงเพลิงก่อนฤๅษีตนนั้น

13. ต้นส้ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantium วงศ์ Meliaceae ตามพุทธประวัติเมื่อคราวเสด็จไปเก็บพืชพรรณที่ภูเขาหิมพานต์เพื่อแสดงให้ชฎิลดาบสเห็นเป็นการปราบพยศนั้น ซึ่งพืชพรรณที่เอากลับมานั้นนอกจากหว้า มะม่วง แล้วก็ยังมีส้มอีกด้วย

14. ต้นมะขามป้อม ชื่อวิทยาศาสตร์ Phylanthus emblica วงศ์ Euphorbbiaceae ตามพุทธประวัติเมื่อคราวเสด็จไปเก็บพืชพรรณที่ภูเขาหิมพานต์เพื่อแสดงให้ชฎิลดาบสเห็นเป็นการปราบพยศนั้น ซึ่งพืชพรรณที่เอากลับมานั้นนอกจากหว้า มะม่วง ส้ม แล้วก็ยังมีมะขามป้อมอีกด้วย

นอกจากนั้นในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ปุสสพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 21 พระนามว่า พระปุสสพุทธเจ้า ผู้ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง ทรงสางความรกชัฏเป็นอันมาก ได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้มะขามป้อม หลังทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน

15. ต้นปาริฉัตร ชื่อวิทยาศาสตร์ Erythrina variegata วงศ์ Leguminosae-Papilionaceae ในพุทธประวัติ กล่าวว่าพุทธองค์เสด็จไปสู่ดาวดึงส์เทวโลก ได้นำเอาปาริฉัตรพฤกษชาติกลับมาด้วย

16. ต้นตาล ชื่อวิทยาศาสตร์ Borussus flabellifer วงศ์ Palmae ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า ในพรรษาที่ 2 หลังจากที่พระพุทธองค์สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณแล้วได้ไปประทับ ณ ลัฏฐีวนุทยานคือวนอุทยานที่เป็น "สวนตาลหนุ่ม" เพื่อโปรดให้พระเจ้าพิมพิสาร ผู้ซึ่งเป็นราชาแห่งแคว้นมคธ รวมทั้งบริวารทั้งหลายเข้าเฝ้า แล้วพระเจ้าพิมพิสารได้ทูลเชิญเสด็จเข้าประทับในเมือง และถวายพระกระยาหาร เสร็จแล้วได้ถวายเวฬุวนาราม แด่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก

นอกจากนี้ ตาลปัตร ที่พระสงฆ์ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ นั้น สมัยโบราณทำมาจากใบตาล ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า ‘ตาลปตฺต’ ซึ่งแปลว่าใบตาลนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์บ้านเราไม่นิยมใช้ตาลปัตรที่ทำจากใบตาลแล้ว แต่พระสงฆ์ในประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น พม่า, ศรีลังกา, กัมพูชา และลาว ยังนิยมใช้ตาลปัตรที่ทำจากใบตาลอยู่ และถือเป็นพัดสารพัดประโยชน์ใช้พัดวีโบกไล่แมลง รวมทั้งใช้บังแดดด้วย

17. ต้นมะตูม ชื่อวิทยาศาสตร์ Aegle marmelos วงศ์ Rutaceae ในพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ นิโครธาราม เขตกบิลพัสดุ์ เช้าวันหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่พระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อบิณฑบาต เมื่อเสด็จกลับได้เสด็จเข้าไปยังป่ามหาวันเพื่อทรงพักผ่อนในเวลากลางวัน และทรงประทับ ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม

18. ต้นไผ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Bambusa spp. วงศ์ Gramineae มีความสำคัญในพุทธประวัติมาก เพราะเป็นพระอารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนาเรียก "เวฬุวนาราม" โดยพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ถวาย ต่อมาพระอรหันต์ (พระขีณาสพ) จำนวน 1,250 รูป ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ อารามแห่งนี้โดยมิได้มีการนัดหมาย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม พระพุทธองค์ได้ถือเอาวันนี้เป็นวันประกาศหลักสามประการของพระพุทธศาสนาเรียกว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" ชาวพุทธทั้งหลายจึงถือวันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นั่นคือ "วันมาฆะบูชา" สืบเนื่องกันมาตราบเท่าทุกวันนี้

19. ต้นฝ้าย ชื่อวิทยาศาสตร์ Gossypium barbadense วงศ์ Malvaceae ตามพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ได้ทรงส่งสาวก ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ชุดแรกจำนวน 60 องค์ ไปโปรดเวไนยสัตว์แล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จอุรุเวลาประเทศ ครั้นถึงไร่ฝ้ายจึงหยุดยังรุกขมูล (โคนต้นไม้) ฝ้ายต้นหนึ่ง

20. ต้นจันทน์แดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Pterocarpus santalinus วงศ์ Leguminosae-Papilionaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า มีเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ได้ปุ่มไม้จันทน์แดง จึงนำมาทำเป็นบาตร แล้วนำไปแขวนไว้บนยอดเสา ซึ่งทำขึ้นจากไม้ไผ่ต่อๆกันจนสูงถึง 60 ศอก และประกาศว่าผู้ใดสามารถเหาะมาเอาบาตรไปได้ จะเชื่อว่าผู้นั้นเป็นองค์อรหันต์ พระปิณโฑลภารทวาชเถระได้แสดงปาฏิหาริย์ไปนำเอาบาตรมาได้ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงตำหนิในการกระทำเช่นนั้นแล้วทำลายบาตรให้เป็นจุล แจกให้พระสงฆ์ทั้งหลายบดใช้เป็นโอสถใส่จักษุ และทรงมีบัญญัติห้ามมิให้สาวกกระทำปาฏิหาริย์สืบไป

21. ต้นสมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia chebula วงศ์ Combretaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า ขณะที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับเสวยวิมุตผลสุขสมบัติอยู่ใต้ต้นไม้ พระอินทร์ทรงเห็นว่า พระพุทธองค์ควรเสวยพระกระยาหาร จึงนำผลสมอทิพย์มาถวาย เมื่อเสวยแล้วจะช่วยให้ลดอาการกระหายน้ำและช่วยระบายด้วย

22. ต้นมณฑา ชื่อวิทยาศาสตร์ Talauma candollei วงศ์ Magnoliaceae ในพุทธประวัติกล่าวว่า พระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์บริวาร 500 รูป จะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงกุสินารา ได้หยุดพักอยู่ข้างทาง เห็นอาชีวกผู้หนึ่งถือดอกมณฑามาแต่เมืองกุสินารา โดยเอาไม้เสียบดอกมณฑาเข้าเป็นคันกั้นต่างร่มเดินสวนทางมา พระมหากัสสปะเห็นดังนั้นก็สงสัยมาก เพราะดอกมณฑาเป็นดอกไม้ที่มิได้มีในมนุษยโลก แต่ปรากฎเฉพาะตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ครรภ์พระมารดา หรือเมื่อประสูติออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อภิสมโพธิ ตรัสเทศนาพระธรรมจักรกระทำยมกปาฏิหาริย์ เสด็จจากเทวโลก กำหนดปลงพระชนมายุสังขาร จึงจะบันดาตกลงมาจากเทวโลก แต่บัดนี้มีดอกมณฑาปรากฎ หรือพระพุทธเจ้าจะเข้าสู่ปรินิพพานเสียแล้ว จึงเข้าไปถามอาชีวกผู้นั้น และได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จสู่ปรินิพพานมาแล้ว 7 วัน พระมหากัสสปะจึงพาพระภิกษุสงฆ์รีบเดินทางไปสู่นครกุสินารา

23. ต้นหญ้ากุศะ ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmostachy bipinnata วงศ์ Gramineae ในพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า พระสิทธัตถะได้รับหญ้ากุศะ 8 กำ จากโสตถิยะพราหมณ์ นำเอามาทรงลาดต่างบัลลังก์ ภายใต้ควงศรีมหาโพธิ พอรุ่งอรุณก็ได้สำเร็จพระโพธิญาณ และต่อมาก็ได้ทรงชนะมารบนบัลลังก์หญ้ากุศะนี้ หญ้านี้จึงเป็นหญ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

24. ต้นหญ้าแพรก ชื่อวิทยาศาสตร์ Cynodon dactylon วงศ์ Gramineae ในพุทธประวัติกล่าวว่าพระสิทธัตถะได้ทรงพระสุบิน ก่อนที่จะสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณคำรบสองว่า ต้นหญ้าแพรกต้นหนึ่ง ได้ขึ้นแต่พื้นพระนาภี และเจริญสูงขึ้นไปจนจดคัดนาดลนภากาศ ซึ่งทำนายว่าการที่หญ้าแพรกงอกจากพระนาภี สูงไปจดอากาศนั้น เป็นบรรพนิมิตที่ได้ตรัสเทศนาพระอริยมรรคมีองค์ 8 (อัฏฐังคิกมรรค) แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งปวง

25. ต้นบัวหลวง ชื่อวิทยาศาสตร์ Nelumbo nucifera วงศ์ Nelumbonaceae ในพุทธประวัติ ตอนแรกกล่าวถึงสุบินนิมิตของพระนางสิริมหามายาว่า มีพระเศวตกุญชรใช้งวงจับดอกบัวหลวงสีขาวที่เพิ่งบานใหม่ๆ ส่งกลิ่นหอมตรลบ และทำประทักษิณสามรอบ แล้วจึงเข้าสู่พระครรภ์พระนางสิริมหามายาด้านข้าง ในขณะนั้นได้เกิดบุพนิมิตขึ้น 32 ประการ ประการหนึ่งเกี่ยวกับดอกบัว คือมีดอกบัวปทุมชาติห้าชนิด เกิดดารดาษไปในน้ำและบนบกอย่างหนึ่ง มีดอกบัวปทุมชาติ ผุดงอกขึ้นมาจากแผ่นหินแห่งละเจ็ดดอกอย่างหนึ่ง และต้นพฤกษาลดาชาติทั้งหลาย ก็บังเกิดดอกปทุมชาติออกตามลำต้นและกิ่งก้านอีกอย่างหนึ่ง

ตอนประสูติ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่สวนลุมพินี ทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร และย่างพระบาทไป 7 ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับ 7 ดอก ต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนมายุได้ 7 พรรษา พระราชบิดาโปรดให้ขุดสระโบกขรณี 3 สระ สำหรับพระราชโอรสทรงลงเล่นน้ำ โดยปลูกอุบลบัวขาบสระหนึ่ง ปลูกปทุมบัวหลวงสระหนึ่ง และปลูกบุณฑริกบัวขาวอีกสระหนึ่ง

อีกตอนกล่าวว่า ครหพินน์เจ็บใจที่สิริคุตถ์หลอกเดียรถีย์อาจารย์ ให้ตกลงในหลุมอุจจาระ จึงคิดแก้แค้นแก่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอาจารย์สิริคุตถ์เคารพเลื่อมใสมาก โดยล่อให้ตกลงในหลุมที่ก่อไฟด้วยไม้ตะเคียน เมื่อพระพุทธองค์ย่างพระบาทลงในหลุมเพลิง ก็พลันมีดอกบัวผุดขึ้นและรองรับพระบาทไว้มิให้เกิดอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาถึงธรรมะที่ได้ทรงตรัสรู้ว่าเป็นธรรมะอันล้ำลึกยากที่ชนผู้ยินดีในกามคุณจะรู้ตามได้ แต่ผู้ที่มีกิเลสเบาบางอันอาจรู้ตามก็มี จึงเกิดอุปมาเวไนยสัตว์เหมือน "ดอกบัว" ว่า เวไนยสัตว์ย่อมแบ่งออกเป็นสี่เหล่า คือ

  • เหล่า 1 อุคคติตัญญูบุคคล คือผู้ที่มีกิเลสน้อย เบาบาง มีสติปัญญาแก่กล้า เปรียบเสมือนดอกปทุมชาติที่โผล่พ้นเหนือพื้นน้ำขึ้นมา พอสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์ก็จะบานทันที
  • เหล่า 1 วิปัจจิตัญญบุคคล ผู้ที่มีกิเลสค่อนข้างน้อย มีอินทรีย์ปานกลางถ้าได้ทั้งธรรมคำสั่งสอนอย่างละเอียด ก็สามารถรู้แจ้งเห็นธรรมวิเศษได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่เจริญเติบโตขึ้นมา พอดีกับผิวน้ำจักบานในวันรุ่งขึ้น
  • เหล่า1 เนยยบุคคล ผู้ที่มีกิเลสยังไม่เบาบาง ต้องหมั่นศึกษาพากเพียรเล่าเรียน และคบกัลยาณมิตร จึงสามารถรู้ธรรมได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ คอยเวลาที่จะโผล่ขึ้นมาจากน้ำ และจะบานในวันต่อๆ ไป
  • เหล่า 1 ปทปรมบุคคล ผู้ที่มีกิเลสหนา ปัญญาทึบหยาบ หาอุปนิสัยไม่ได้เลย ไม่สามารถจะบรรลุธรรมวิเศษได้ เปรียบเสมือนดอกบัวที่เติบโตและจมอยู่ใต้น้ำ ไม่สามารถที่จะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำได้ จะอยู่ได้เพียงใต้น้ำและเป็นอาหารของเต่า ปู และปลา
จะเห็นว่า บัวเป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหลายๆตอน ชาวพุทธนิยมใช้ดอกบัวบูชาพระรัตนตรัย มาตั้งแต่โบราณกาล ประเทศไทยใช้บัวเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนา

26. ต้นบุนนาค ชื่อวิทยาศาสตร์ Mesua ferrea วงศ์ Guttiferae ในพระไตรปิฎก หัวข้อ ‘คิริปุนนาคิยเถราปทาน’ ได้กล่าวถึง ผลแห่งการถวาย ‘ดอกบุนนาค’ บูชาของพระคิริปุนนาคิยเถระ ไว้ว่า

“ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตะ ประทับอยู่ที่ภูเขาจิตตกูฏ เราได้ถือเอาดอกบุนนาคเข้ามาบูชาพระสยัมภูในกัลปที่ 94 แต่กัลปนี้เราได้บูชาพระสัมพุทธเจ้า ด้วยการบูชานั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้”

การเป็นมงคล คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นบุนนาคไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นผู้มีความประเสริฐและมีบุญ เพราะบุนนาคคือผู้มีบุญผู้ประเสริฐ และยังเชื่ออีกว่ายังสามารถป้องกันภัยอันตรายจากภายนอกได้อีกด้วย

27. ต้นกากะทิง ต้นกระทิง หรือต้นนาคะ ชื่อวิทยาศาสตร์ Calophylum inophyllum วงศ์ Guttiferae ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 กล่าวไว้ว่า

พระพุทธเจ้า 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 6 พระนามว่า พระมังคลพุทธเจ้า ผู้ทรงชูดวงไฟคือพระธรรมให้สว่างไสว ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 8 เดือนเต็ม, พระพุทธเจ้าองค์ที่ 7 พระนามว่า พระสุมนพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนโดยธรรมทั้งปวง ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 10 เดือนเต็ม, พระพุทธเจ้าองค์ที่ 8 พระนามว่า พระเรวตพุทธเจ้า ผู้ทรงยศ มีพระปัญญามาก ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 เดือนเต็ม และพระพุทธเจ้าองค์ที่ 9 พระนามว่า พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระทัยมั่นคงสงบระงับไม่มีใครเสมอเหมือน ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน ทั้งสี่พระองค์จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้กากะทิง เช่นเดียวกัน

28. ต้นอ้อยช้างใหญ่ ต้นมหาโสณกะ, ต้นกุ๊ก หรือต้นกอกกัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Lannea coromandelica วงศ์ Anacardiaceae ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 11 พระนามว่า พระปทุมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 8 เดือนเต็ม, พระพุทธเจ้าองค์ที่ 12 พระนามว่า พระนารทพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน และ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 24 พระนามว่า พระเวสสภูพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 6 เดือนเต็ม ทั้งสามพระองค์จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้อ้อยช้างใหญ่ เช่นเดียวกัน

29. ต้นโสกน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca indica หรือ Saraca asoca วงศ์ Leguminosae-Caesalpinioideae ในการแปลพระพุทธประวัติจากภาษาอินเดียโบราณบางครั้งก็จะมีการแปลชื่อกิ่งของต้นไม้ที่พระนางสิริมหามายาเหนี่ยวตอนที่พระพุทธเจ้าประสูติว่าเป็นต้น Ashoka Tree ซึ่งคือต้นโสกน้ำนั่นเอง แต่นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดว่าน่าจะเป็นต้นสาละอินเดียมากกว่า แต่ในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้แปลว่าต้นไม้ดังกล่าวเป็นต้นโสกน้ำ (ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับชื่อของพระองค์เองที่มีคำว่า "อโศก" อยู่หรือไม่) จึงทำให้มีการปลูกต้นโสกน้ำตามวัดในประเทศอินเดียสืบมา

นอกจากนั้นในศาสนาฮินดูยังเชื่อว่าต้นโสกน้ำเป็นต้นไม้ของกามเทพ(Kamadeva) และในวรรณกรรมอิงพุทธประวัติเรื่อง “กามนิต” โดย เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป นั้น ต้นอโศกได้เข้ามาเกี่ยวพันกับความรักของกามนิต เพราะบริเวณที่กามนิตได้พบกับวาสิฏฐีทุกค่ำคืน ก็คือลานอโศกนั่นเอง ซึ่งต้นอโศกในภาษาอินเดียจะไม่ได้หมายถึงต้นอโศกอินเดีย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia longifolia วงศ์ Annonaceae) ตามที่มีคนเข้าใจผิด แต่จะหมายถึงต้นโสกน้ำ

อ่านเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/05/blog-post_3.html







อ่านข้อมูลเพิ่มเติมใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

3 พฤษภาคม 2557

อโศกอินเดีย - โสกน้ำ - โสกเขา - โสกวัด - โสกใหญ่ - โสกเหลือง - โสกระย้า - โสกพวง - โสกสะปัน

ต้นอโศก

อโศกอินเดีย ชื่อภาษาอังกฤษ False Ashoka ชื่อวิทยาศาสตร์ Polyalthia longifolia เป็นไม้ยืนต้นสูง ในวงศ์ Annonaceae มีลักษณะเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มเป็นรูปปิรามิดแคบ ๆ สูงเต็มที่ได้ถึง 25 เมตร กิ่งโน้มลู่ลงทั้งต้น ทำให้แลดูต้นสูงชลูดมาก เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทาเข้ม หรือเทาปนน้ำตาล ใบเดี่ยวรูปใบหอกแคบ ๆ ปลายแหลมยาว 15 - 20 เซนติเมตร สีเขียวเป็นมันเงางาม ขอบใบเป็นคลื่น

ออกดอกในระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน จะออกดอกสีเขียวอ่อนเป็นกระจุกตามข้างๆ กิ่ง แต่ละดอกเป็นรูปดาว 6 แฉก กลีบดอกเป็นคลื่นน้อย ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 - 2 เซนติเมตร ดอกบานอยู่นาน 3 สัปดาห์

ผลรูปไข่ ยาว 2 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีดำ เป็นไม้ต้นทรงสูงชะลูด สามารถสูงได้เกินกว่า 30 ฟุต เป็นแท่งกลมปลายแหลม ทรงพุ่มแผ่นทึบ ใบรูปหอก แนว ยาวสีเขียวเข้ม ขอบใบเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อสีเขียวอ่อน รูปดาว 6 แฉก ดอกมีกลิ่นอ่อน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและเป็นร่มเงา มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอินเดียและศรีลังกา

เหตุผลที่ภาษาอังกฤษเรียกต้นนี้ว่า False Ashoka หรือ "อโศกเทียม" เนื่องจากต้น Ashoka ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในวงศ์ Annonaceae แต่กลับอยู่ในวงศ์ถั่ว เวลาภาษาอังกฤษเรียกว่า Ashoka Tree ปกติจะหมายถึงต้นชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca asoca หรือ Saraca indica

เข้าใจว่าต้นอโศกที่แท้จริง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca indica) เดิมก็ถูกเรียกว่าต้นอโศกตามชื่อในภาษาอินเดีย เมื่อนำมาเมืองไทย คนไทยเรียกสั้นลงเป็นโศก ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปเป็นตรงข้ามคือ จากไม่มีโศก (อโศก) เป็นโศกเศร้า เช่นเดียวกับต้นอรัก (ไม่รัก) เมื่อมาถึงไทยกลายเป็นต้นรักนั่นเอง ต่อมาคำว่า"โศก"ก็ถูกสะกดเพื้ยนกลายเป็น "โสก" (น่าจะเป็นเพราะไม่ต้องการให้ไปดูเหมือนกับคำว่าโศกเศร้า) ในปัจจุบันต้น Saraca indica มักจะเรียกว่า "โสกน้ำ"

ซึ่งในการแปลพุทธประวัติบางครั้งมีความสับสนในการแปลชื่อต้นไม้ในภาษาโบราณ ในตอนที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้นในบางครั้งก็จะมีคนแปลว่าพระมารดาประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่ง Ashoka Tree (ต้นโสกน้ำ) และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร บางท่านก็แปลว่าเป็นกิ่งของต้น Sal (ต้นสาละอินเดีย) ในปัจจุบันนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะมีความคิดเห็นว่าเป้นต้น Sal (ต้นสาละอินเดีย) กันมากกว่า

นอกเหนือจากต้น "โสกน้ำ" แล้วในประเทศไทยยังพบพืชตระกูลอโศกแท้อีกหลายชนิดในวงศ์ Leguminosae-Caesalpinioideae ได้แก่

  • โสกน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca indica หรือ Saraca asoca ชื่อภาษาอังกฤษ Ashoka Tree
  • โสกเขา ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca triandra
  • โสกวัด ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca bijuga
  • โสกใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca declinata
  • โสกเหลือง หรือศรียะลา ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca thaipingensis ชื่อภาษาอังกฤษ Yellow Saraca
  • โสกระย้า หรือโสกฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Amherstia nobilis ชื่อภาษาอังกฤษ Pride of Burma
  • โสกพวง ชื่อวิทยาศาสตร์ Brownea ariza ชื่อภาษาอังกฤษ Mountain Rose
  • โสกสะปัน ชื่อวิยาศาสตร์ Brownea grandiceps ชื่อภาษาอังกฤษ Rose of Venezuela
  • โสกดาวกระจาย ชื่อวิยาศาสตร์ Brownea macrophylla ชื่อภาษาอังกฤษ Panama Flame Tree
ซึ่งต้นโสกระย้าเองนั้นมีชื่อภาษาฮินดูว่า Simsapa ซึ่งในตำนานใบไม้ของต้น Simsapa ได้ถูกใช้ในการแสดงธรรมโดยพระพุทธเจ้า แต่ต้น Simsapa ในภาษาฮินดูอาจจะหมายถึงต้นที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dalbergia sissoo หรือต้นประดู่แขกในภาษาไทยได้เช่นกัน (อ่านรายละเอียดใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/03/blog-post_3111.html )   แต่ตามหลักฐานในปัจจุบันเรามักจะพบต้นโสกระย้าตามวัดในประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา แต่กลับไม่ค่อยพบในประเทศอินเดีย  นักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปจึงเชื่อว่าน่าจะหมายถึงต้นประดู่แขกมากกว่า   แต่ด้วยความสับสนบางประการบางท่านจึงเข้าใจผิดว่าต้นประดู่แขก เป็นต้นประดู่ลาย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dalbergia errans) ทั้งๆ ที่เป็นคนละต้นกัน   บางท่านถึงกลับบอกผิดว่าต้นประดู่ลายเป็นต้นไม้ในพระพุทธประวัติด้วยซ้ำไป

สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0