แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การให้น้ำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การให้น้ำ แสดงบทความทั้งหมด

4 ธันวาคม 2556

กระบวนท่าที่ 2 (ตอนที่ 1) - Sub-surface Watering

ความจริงคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี  เพราะว่าจะมีหลายๆ เทคนิคที่คล้ายกันมากๆ และใช้ชื่อแตกต่างกัน  แต่โดยหลักแล้วเทคนิคในกลุ่มนี้จะเป็นการให้น้ำที่ระดับลึกลงไปในดิน เพื่อเลี่ยงการรดน้ำวัชพืชที่มีรากตื้น และลดอัตราการระเหยของน้ำที่ผิวดิน เหมือนวิธีการอื่นๆ ที่รดน้ำที่ผิวดิน  วิธีการในกลุ่มนี้จึงเป็นการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพมาก   คิดไปคิดมาสุดท้ายเลยเลือกชื่อกลางๆ ว่า Sub-surface Watering

เทคนิค แรกในกลุ่มนี้ที่อยากจะกล่าวถึงคือ การให้น้ำด้วยตุ่มดินเผา ซึ่งในหนังสือ Fan Sheng-chih Shu มีบันทึกไว้ว่ามีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนเมื่อนานกว่า 2,000 ปีที่แล้ว (ประเทศจีนเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผา มีบางหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจจะมีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนนานมากกว่า 4,000 ปีด้วยซ้ำไป)  ในเมืองไทยก็มีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านกล่าวถึงเทคนิคนี้ เช่น พ่อ ผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ๋จากภาคอีสาน  หลักการคือฝังตุ่มดินเผาชนิดไม่เคลือบ ซึ่งจะมีรูพรุนขนาดเล็กมาก ทำให้น้ำสามารถซึมผ่านผนังของตุ่มออกมาในดินได้  ที่ฝาตุ่มก็จะมีฝาปิดเพื่อลดอัตราการระเหยของน้ำ  และป้องกันการรบกวนจากสัตว์/แมลง



ใน ทวีปอาฟริกาได้พัฒนาตุ่มให้มีรูปร่างทรงปากแคบสำหรับใช้ในเทคนิคการให้น้ำ แบบนี้เรียกว่า Ollas (ดูรูปด้านล่าง)  ทำให้ลดอัตราการระเหยดีขึ้นไปอีก บางครั้งการให้น้ำแบบนี้จึงถูกเรียกว่า Ollas Irrigation  ปัจจุบันเทคนิคการให้น้ำด้วยตุ่มดินเผายังเป็นที่นิยมในหลายประเทศในทวีปอา ฟริกา อินเดีย อิหร่าน และบราซิล



เทคนิค ถัดมาเป็นการพัฒนาในสมัยใหม่โดยการใช้กระถางที่มีราคาถูกว่าแทน  โดยทากาวปิดรูปของกระถางด้านล่าง และทากาวประกบกระถาง 2 ใบให้เป็นรูปเหมือนด้านล่าง  เพื่อใช้ทดแทนตุ่มที่มีราคาแพงกว่า



ใน ปัจจุบันการขึ้นรูปด้วยพลาสติกมีราคาถูกกว่าเครื่องปั้นดินเผา  จึงมีการปรับปรุงเป็นแบบ Deep Pipe Irrigation (ดูรูปด้านล่าง) โดยได้มีการทดลองในทะเลทรายในรัฐแคริฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ด้วยการฝังท่อ PVC ขนาด 2" ยาว 40 ซม. ฝังลึกในดิน 30 ซม. และให้โผล่เหนือดิน 10 ซม.  มีการเจาะรูเป็นระยะๆ ห่างกัน 1.5" เพื่อให้น้ำสามารถไหลออกไปยังดินข้างๆ ท่อได้ มีตาข่ายปิดที่ด้านบนของท่อเพื่อป้องกันสัตว์ และแมลง



ใน การทดลองนี้ได้ทำการรดน้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ในปริมาณที่เท่ากัน  ปรากฎว่าต้นไม้ที่ให้น้ำด้วยตุ่มดินเผามีอัตราการรอดเกือบ 100% ในขณะที่เทคนิค Deep Pipe Watering มีอัตราการรอดประมาณ 70-80% ในขณะที่การรดน้ำที่ผิวมีอัตราการรอดเพียง 2%  ส่วนอัตราการเจริญเติบโต (ความสูงของต้น) ในเทคนิคของการให้น้ำด้วยตุ่ม และการฝังท่อ (Deep Pipe Irrigation) ไม่แตกต่างกันมากนัก  โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าในการทดลองนี้ไม่ได้ทำฝาปิดด้านบนของท่อ PVC จึงทำให้มีอัตราการระเหยสูงกว่าให้ให้น้ำด้วยตุ่มดินเตา  แต่ที่เคยเห็นมีการทดลองที่โครงการห้วยทรายในพระราชดำริ  จะมีการเอากระป๋องอลูมิเนียมของ เบียร์กระป๋อง หรือน้ำอัดลมกระป๋องมาครอบท่อแทนการใช้ตาข่าย ซึ่งน่าจะลดการระเหยได้ดีขึ้น (หมายเหตุ ขนาดหน้าตัดของกระป๋องอลูมิเนียมจะครอบท่อขนาด 2" ได้พอดี)





ปัญหา เล็กน้อยของ Deep Pipe Irrigation คือดินจะค่อยๆ ไหลเข้ามาในท่อสุดท้ายก็จะทำให้ด้านในท่อเต็มไปด้วยตะกอนดิน  ทำให้น้ำไม่ไหลลงในไปในส่วนลึกเหมือนตอนที่ติดตั้งแรกๆ (หวังว่ากว่าท่อจะตัน  ต้นไม้ก็น่าจะแข็งแรงพอ)  และอัตราการระเหยที่สูงเนื่องจากเป็นโพรงอากาศลงไปถึงดินด้านล่างของท่อ

เพื่อ แก้ไขปัญหาอุดตันจากดินที่ไหลเข้ามาในท่อต่อมาจึงได้มีการพัฒนาด้วยการเติม วัสดุพรุน (Porous Material) เข้าไปในท่อ  เพื่อลดการไหลเข้ามาของตะกอนดิน และลดการระเหยของน้ำจากใต้ดินในเวลาเดียวกัน  นอกจากวัสดุพรุนแล้วก็มีการเติมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำดีเข้าไปในท่อด้วย  มีการทดลองปรับสัดส่วนจาก 100% วัสดุพรุน จนเป็น 100% ปุ๋ยหมัก  ปรากฎว่าสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 50% วัสดุพรุน และ 50% ปุ๋ยหมัก โดยหลักการแล้วเข้าใจว่าเทคนิคแบบนี้จะช่วยให้อากาศผ่านร่องระหว่างวัสดุไป ที่ระดับดินด้านล่างได้มากขึ้น และปุ๋ยคอกที่ช่วยทั้งเรื่องการรักษาความชื้น เป็นแหล่งเจริญเติบโตของจุลลินทรีย์ที่ดี และเป็นปุ๋ยให้แร่ธาตุสำหรับต้นไม้  ทำให้ต้นไม้มักจะงอกรากมาคลุมรอบๆ ท่อนี้เพื่อดูดน้ำ อาหาร และอากาศ  เทคนิคนี้จึงถูกเรียกว่า "Vertical Mulch"  ซึ่งแปลแบบตรงตัวว่า "การคลุมดินในแนวดิ่ง"  ต่างกับการคลุมดินรักษาความชื้นทั่วๆ ไปจะคลุมที่ผิวดินในแนวนอน

เทคนิค Vertical Mulch นี้ได้มีการพัฒนาอีกหลายรูปแบบ เช่น การนำเอาวัสดุพรุนมาใส่ถุงผ้า แล้วฝังดินแทนการใช้ท่อ (ดูรูปด้านล่าง)



รวม ทั้งการขุดหลุมในแนวดิ่งลึกประมาณ 30 - 60 ซม. รอบๆ ต้นไม้ในแนวเรือนยอดของต้นไม้  แล้วนำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังเข้าไปในรูเหล่านี้ (คล้ายๆ รูปในกระทู้ของพี่ Sompol ) เทคนิค Vertical mulch ยังถูกนำไปใช้ช่วยต้นไม้ที่เติบโตช้าเนื่องจากอยู่ในบริเวณดินที่ถูกอัดแน่น  เรียกว่าเทคนิคการทำสาวต้นไม้นั่นเอง



เทคนิค การทำสาวต้นไม้ยังมีการพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า Radial Aeration โดยการขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 30-60 ซม. เป็นแนวยาวออกไปจากลำต้นของต้นไม้เป็นแนวยาวจากลำต้นออกไปจนถึงแนวชายพุ่ม ของเรือนยอดต้นไม้ คล้ายกับรูปดาว (ดูรูปด้านล่าง)   โดยจะพยายามขุดร่องในระหว่างแนวของรากต้นไม้เพื่อลดการกระทบกระเทือน  จากนั้นก็นำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังลงไปในร่องแบบเดียวกับการทำ vertical mulch  ในการขุดเป็นแนวยาวแบบนี้อาจจะกระทบกระเทือนกับรากมาก  บางครั้งจึงใช้เครื่องอัดลม หรือเครื่องอัดน้ำแรงดันสูงในการขุดร่อง แทนการใช้อุปกรณ์ขุดตามปกติ  



สุดท้ายแล้วก็มีการพัฒนานำไปใช้ร่วมกับระบบน้ำหยดทั้งแบบเดินสายบนดิน



และการฝังท่อน้ำหยดไว้ใต้ดิน

  

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0  

12 พฤศจิกายน 2556

การระเหยของน้ำ

มีคนกระซิบถามผมเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ผมมักพูดถึงเป็นหน่วยมิลลิเมตร  จึงขออธิบายว่าปริมาณน้ำฝน คือ ระดับความลึกของน้ำฝนในภาชนะที่รองรับน้ำฝน ทั้งนี้ภาชนะที่รองรับน้ำฝนจะต้องตั้งอยู่ในแนวระดับ และวัดในช่วงเวลาที่กำหนด หน่วยที่ใช้วัดปริมาณน้ำฝนนิยมใช้ในหน่วยของมิลลิเมตร หรือ นิ้ว  ตัวอย่างอุปกรณ์วัดพื้นฐานจะเป็นกรวยรับน้ำตามรูปด้านล่าง

ปริมาณน้ำฝน

โดยเมื่อฝนตกน้ำไหลลงมาจากกรวยจะรวมน้ำไปลงกระบอกตวง  ตัวอย่างเครื่องมือนี้จะพื้นที่รับน้ำจะมากกว่าพื้นที่หน้าตัดกระบอกตวง 10 เท่า ดังนั้นถ้าเราถ้าเราอ่านปริมาตรน้ำได้ 10 มิลลิเมตร จะเท่ากับปริมาณฝน 1 มิลลิเมตร  ในประเทศไทยเราจะถือว่าปริมาณฝนต้องมากกว่า 0.1 มิลลิเมตรจึงจะเรียกว่าฝนตก   ข้อมูลบนเวปของกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีรายงานปริมาณฝนทั้งแบบสะสมรายวัน และสะสมตั้งแต่ 1 มกราคมของแต่ละปี   โดยปริมาณน้ำฝนสะสมของประเทศไทยเฉลี่ยของแต่ละจังหวัดจะอยู่ในช่วง 973 - 4,709.9 มิลลิเมตรต่อปี ค่าเฉลี่ยของประเทศคือ 1,498 มิลลิเมตรต่อปี  นับเป็นประเทศที่มีฝนตกชุกเป็นอันดับที่ 16 ของโลก (ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนของโลกคือ 962.7 มิลลิเมตรต่อปี)  ดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกเราไม่มีสิทธิจะบอกว่าประเทศเราแห้งแล้งเลย

แต่ทำไม..หน้าแล้ง สวนของผมแห้งแล้งจัง (ขอบ่น)...แล้วผมขุดสระมันจะช่วยมั๊ย?  ว่าแล้วผมก็เสาะหาข้อมูลต่อ  กระบวนการที่ไอน้ำกลายเป็นน้ำฝนเรียกว่าการควบแน่นส่วน กระบวนการตรงกันข้ามกับการควบแน่นคือ กระบวนการที่ของเหลว เช่น น้ำเปลี่ยนสภาพโดยธรรมชาติเป็นแก๊ส โดยไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิถึงจุดเดือด เราเรียกว่า "การระเหย" โดยทั่วไปเราสามารถรับรู้ถึงการระเหยได้ โดยดูจากน้ำที่ค่อยๆ หายไปทีละน้อย เมื่อมันกลายตัวเป็นไอน้ำ  เอ...แล้วเขาวัด "อัตราการระเหยของน้ำ" กันอย่างไร?  เขาจะมีถาดขนาดใหญ่แบบนี้

อัตราการระเหย

แล้วเขาก็จะวัดความลึกของน้ำที่ระเหยหายไปต่อวันหน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่น เดียวกับการวัดปริมาณน้ำฝน  พูดง่ายๆ ถ้าเราทดลองเอาภาชนะทรงกระบอกมารอรับน้ำฝน แล้วปล่อยไว้ให้ระเหยไปเอง  ในกรณีที่ปริมาณฝนมากกว่าอัตราการระเหย เราจะมีน้ำเหลืออยู่ในภาชนะ  ถ้าปริมาณฝนน้อยกว่าอัตราระเหย  ภาชนะนี้ก็จะแห้ง  เราลองมาดูตัวอย่างตัวเลขปริมาณฝน และการระเหยของ 2 จังหวัด

อัตราการระเหยของเพชรบุรี

ดูจากตัวเลขจะเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วอัตราการระเหยของน้ำ จะสูงกว่าปริมาณฝนในจังหวัดเพชรบุรีแทบทุกเดือน  นั่นคือภาชนะของเราจะแห้งอยู่เป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่จังหวัดชุมพรมีโอกาสที่ดีกว่าที่น้ำฝนจะติดค้างในภาชนะบ้าง

ลองจินตนาการว่าถ้าผมเปลี่ยนภาชนะนี้เป็นสระน้ำที่มีการ seal เป็นอย่างดี  น้ำไม่สามารถไหลซึมออกไปได้  ผมก็จะยังคงเจอปัญหานี้  โดยนำจะลดลงจากการระเหยเฉลี่ยประมาณ 110 มิลลิเมตร (11 เซ็นติเมตร) ต่อเดือน และจะรุนแรงมากขึ้นในหน้าร้อน   ผมพยายามบรรเทาปัญหาด้วยการดัก Run off จากพื้นที่อื่นและบังคับให้ทางน้ำไหลมาลงสระ (นั่นคือเราจะมีพื้นที่รับน้ำฝนใหญ่กว่าพื้นที่หน้าตัดของสระ  แต่พื้นที่การระเหยเล็กเท่ากับพื้นที่สระ)  แต่ในความเป็นจริงน้ำในสระก็อาจจะซึมลงด้านล่าง และดินด้านข้างของสระ  การลดลงของระดับน้ำในสระของผมนั้นมากกว่า 11 เซ็นติเมตรต่อเดือน  นั่นหมายความว่าโอกาสที่ผมจะมีน้ำใช้ทั้งปีจากการทำสระเพียงอย่างเดียวอันค่อนข้างน้อย ==> สระน้ำไม่ใช่วิธีการเก็บน้ำที่ดีที่สุดสำหรับสภาพอากาศในจังหวัดเพชรบุรี  เพราะว่าเปิดโล่งให้มีการระเหยเต็มที่ ในขณะที่อัตราการระเหยของน้ำ มากกว่าปริมาณฝนซะอีก  โกรธ โกรธ โกรธ  (สมเป็นจังหวัดที่แห้งแล้งที่สุดในภาคใต้  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)

ก่อนจะไปถึงว่าเราจะเก็บน้ำไว้ที่ไหน  ลองย้อนกลับมาดูปัจจัยที่มีผลต่อการระเหยได้แก่ :

  • ความชื้นในอากาศที่ผิวพื้น ถ้ามีความชื้นในอากาศมาก น้ำจะระเหยช้า ดังนั้นน้ำที่มีใบไม้ของต้นไม้ปกคลุมอยู่จะมีความชื้นใต้ร่มไม้สูงกว่า และช่วยละอัตราระเหย
  • ความเร็วลมผิวพื้น ปัจจัยนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความชื้นที่ผิวพื้น  ถ้าอากาศไหลผ่านที่ผิวบ่อยๆ ความหนาแน่นของความชื้นที่ผิวพื้นจะน้อย  ทำให้ไปกระตุ้นการระเหยของน้ำ ดังนั้นการมีแนวกันลมรอบสระจะช่วยลดอัตราการระเหย
  • แรงกดอากาศ ถ้าแรงกดอากาศน้อยน้ำจะระเหยได้ดีกว่า แรงกดอากาศที่มาก
  • ปริมาณพื้นที่ผิวพื้น ถ้า น้ำมีพื้นที่ผิวมากกว่าจะระเหยได้มากกว่า  ดังนั้นบ่อน้ำที่มีปริมาตรน้ำเท่ากัน บ่อที่ลึก (พื้นที่ผิวหน้าจะน้อย) จะมีอัตราการระเหยน้อยกว่า
  • อุณหภูมิ อุณหภูมิสูงน้ำจะระเหยได้มากว่า อุณหภูมิต่ำ การมีต้นไม้บังแดดรอบๆ สระจะช่วยลดอัตราระเหย

ดัง นั้นถ้ายังอยากจะเก็บน้ำไว้ในสระน้ำ  อาจจะต้องพิจารณาขุดสระให้ลึกมากๆ มีต้นไม้ปลูกรอบสระเป็นทั้งแนวกันลม และร่มไม้ปกคลุมสระ  สระขนาดใหญ่ที่แคบยาวจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่าสระรูปวงกลม หรือสี่เหลี่ยมจตุรัส  แต่ถ้าเลือกได้เราควรพิจารณาเรื่องที่เคยพูดเมื่อตอนที่แล้วคือการ "เก็บน้ำลงในดินเพราะว่าน้ำในดินจะมีปัญหาการระเหยเฉพาะบริเวณที่ใกล้ผิวดินเท่านั้น  แล้วเป็นดินที่ตำแหน่งไหนล่ะ?... ผมคิด 

ยิ่งคิดทบทวนสิ่งที่สังเกตุในสวนก็ยิ่งเห็นภาพว่า..เติมผมเชื่อเพื่อนบ้านยอมจ่ายเงินจ้างคนมาช่วยตัดหญ้าให้สวนโล่งๆ เนื่องจากกลัวงู  ทั้งฝีมือผมเอง และพวกเขาตัดหญ้าเตียนเลย  พอฝนตกลงมาน้ำที่ไหลได้สะดวก  ทางน้ำพัดพาตะกอนสีขุ่นจากที่ดินด้านบน  ผมเดินตามทางน้ำท่ามกลางสายฝนจึงสังเกตุเห็นว่าสายน้ำเล็กๆ ค่อยๆ ไหลมารวมกันสายน้ำที่ใหญ่ขึ้น ไหลกัดเซาะทางจนเป็นร่องเห็นชัด  ผมเคยเจอกระทั้งปัญหาว่าปลูกมะพร้าวไว้แล้วน้ำไหลซัดเอาต้นมะพร้าวจากในหลุมไหลไกลไปประมาณ 20 เมตรไปค้างอยู่ที่หินก่อนไหลลงสระน้ำที่ด้านต่ำสุดของที่ดิน   น้ำ Run off ที่ไหลจากด้านบนสุดท้ายก็จะไปรวมกันที่สระด้านล่างห่างไปประมาณ 300 เมตร และต่ำลงอีกไปประมาณ 10-20 เมตร  ... จากนั้นผมก็พยายามใช้เจ้าปั๊มน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ของรถยนต์สูบน้ำใส่ท่อขนาด 4 นิ้ว (ของเจ้าของสวนเดิมวางระบบไว้ครับ) ส่งน้ำกลับขี้นเนินไปรดน้ำต้นไม้ผ่านสปริงเกอร์เล็กๆ  ที่โดนเครื่องตัดหญ้าตัดเสียหายเป็นประจำ

แทนที่ปั๊มน้ำจะทำหน้าที่พามวลน้ำขึ้นไปบนเนินเพื่อรดน้ำเพียงอย่างเดียว  ผมกลับเอาสปริงเกอร์ไปปืดกั้นทางไหลของน้ำ  สร้างแรงเสียดทานทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านท่อน้อยลง (คล้ายๆ เวลาเรารดน้ำด้วยสายยาง  ถ้าเราเอามืออุดปลายสายยางไว้น้ำก็จะพุ่งไปได้ไกล แต่ปริมาณน้ำที่ไหลก็จะน้อยกว่าเราไม่เอามืออุดสายยางเลย)

การรดน้ำด้วยสปริงเกอร์จะต้องรดแต่ละโซนนานมากพอ เนื่องจากถ้ารดน้อยไปน้ำจะปกคลุมอยู่ที่ตามใบไม้ / วัชพืช ตามหน้าดิน  มีส่วนที่ซึมลงในดินน้อยเกินไป  เมื่อเราหยุดรดน้ำความชื้นในบริเวณหน้าดินก็จะระเหยไปมากถึง 70%  เวลาเรากลับมารดน้ำในวันหลังเราก็จะต้องเริ่มต้นทำให้ด้านบนชุ่มชื้นใหม่ก่อนที่น้ำจะไหลลงไปในดินด้านล่างเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ   การรดน้ำพื้นที่ 18 ไร่ในแต่ละครั้งจึงกินเวลายาวนาน และสิ้นเปลื่องพลังงานพอสมควร  ทำให้ผมเกิดอีกคำถาม..ผมไม่เสียเวลารดน้ำที่ผิวได้มั๊ย?  จะได้ไม่เสียเวลารดใบไม้ และวัชพืชพวกนี้

การรดน้ำด้วยสปริงเกอร์ยังก่อให้เกิดปัญหาใหม่... ตามธรรมชาติของที่สวนวัชพืชเหล่านี้ควรจะต้องแห้งตายในหน้าแล้ง (จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมี bush fire บ่อยๆ บนภููเขาแถวนี้) ช่วยปกคลุมดินรักษาความชุ่มชื้นในหน้าแล้ง พุพังกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ  และงอกขึ้นมาใหม่ในหน้าฝน  แต่การตัดหญ้าในหน้าฝนของผมทำให้วัชพืชยาวน้อยกว่าปกติ  ทำให้มีชีวมวลในการปกคลุมดินในหน้าแล้งน้อยลง  ผมแก้ปัญหาแล้งด้วยการรดน้ำด้วยสปริงเกอร์  วัชพืชที่มีรากตื้นเหล่านี้แทนที่จะตายในหน้าแล้งกลับมีชีวิตรอดได้ดี  เมื่อได้ฝนในหน้าฝนจึงงอกงามได้เร็วกว่าปกติที่เราปล่อยตามธรรมชาติเราก็เลยต้องจ้างคนมาตัดหญ้าอีก... โกรธ โกรธ

ผมเชื่อว่าถ้าผมมีวิธีที่จะรักษาน้ำฝนที่ตกหนักมากช่วงเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน (ด้วยอิทธิพลของการเคลื่อนของร่องมรสุม ฝนที่เพชรบุรีจะล่ากว่าทางภาคกลางอยู่ประมาณ 1 เดือน) ให้อยู่ในพื้นที่ของมันเอง  ไม่ปล่อยให้มันไหลเป็น Run off ลงมาด้านล่าง ผมก็ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันสูบมันกลับขึ้นไปใหม่  ผมเชื่อว่าถ้าเรามีวิธีเก็บรักษาน้ำให้อยู่ในดินแถบนั้นมากพอที่จะเลี้ยงพืชให้รอดพ้นหน้าแล้ง  แต่ไม่รดน้ำที่ผิวดิน ปล่อยให้วัชพืชแห้งตายตามธรรมชาติ  วัชพืชที่แห้งตายเหล่านี้ก็จะปกคลุมหน้าดินกลายเป็นตัวช่วยรักษาความชุ่มชื้นไม่ให้น้ำในดินระเหยเร็วเกินไปทำให้มีน้ำเพียงพอที่จะรักษาชีวิตต้นไม้ตลอดหน้าแล้งที่ยาวนานโดยไม่รดน้ำต้นไม้...


ติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

9 พฤศจิกายน 2556

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง

โพสต์นี้ขอเป็นฉบับร่างไปก่อนนะครับ  ถ้าใครเผลอเข้ามาอ่านก็พึงระวังว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในภายหลัง  ความคิดยังไม่ตกผลึกดีนัก

กลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้งจะบ่งออกเป็นแนวทางหลักๆ ดังนี้ (วันหลังจะวาดเป็นรูปแผนภูมิให้ดูอีกที)

1. เพิ่มการซึมน้ำ
    1.1 เพิ่มเวลาในการซึมน้ำ
         1.1.1 การทำแปลงปลูกแบบ Sunken Basin
         1.1.2 การขุด permaculture swale ตามแนวระดับ
         1.1.3 การขุด diversion swale เพื่อชะลอการไหลของน้ำ
         1.1.4 การทำ terrace
    1.2 ส่งเสริมความสามารถในการซึมน้ำ
         1.2.1 การลดการแตกระแหง
               1.2.1.1 Mulching
               1.2.1.2 การปลูกพืชคลุมดิน
               1.2.1.3 การปลูกพืชแซมระหว่างแถว
               1.2.1.4 การปลูกพืชผสมผสานหลายๆ ชั้น
         1.2.2 การเพิ่มจำนวน/ขนาดของช่อง
               1.2.2.1 Vertical Mulch
               1.2.2.2 Deep Pipe Watering 
               1.2.2.3 การขุดหลุม หรือบ่อซึมน้ำ เช่น infiltration tank, infiltration trench, French Drain เป็นต้น 
               1.2.2.4 การขุดดินแบบลึก (Deep Ploughing)
               1.2.2.5 การปลูกพืชที่มีรากลึก เช่น แฝก, คอมเฟรย์ เป็นต้น 

2. ลดการซึมลงดินชั้นล่าง (water seepage) เช่น เทคนิค Wicking Bed  วิธีการแบบนี้มักจะใช้ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่แห้งแล้งมาก และดินเป็นดินทรายเก็บน้ำไม่ค่อยอยู่  น้ำที่รดลงไปจะซึมลงในดินชั้นล่างเป็นส่วนใหญ่  ทำให้เหลือความชื้นสำหรับพืชที่มีรากตื้น (เช่น พืชผักต่างๆ ) ไม่เพียงพอ

3. ลดการระเหย
    3.1 Mulching
    3.2 การปลูกพืชคลุมดิน
    3.3 การใช้วัสดุคลุมดิน เช่น พลาสติก

4. ทำให้รากเจริญลึกขึ้น

5. ใช้พืชทนแล้ง

6. ปรับปรุงการจัดการน้ำโดยรวม 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0