ข้อมูลในปี 2555 ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน แต่มีมนุษย์เงินเดือนที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน (ปี พ.ศ. 2555 มีคนเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 9.79 ล้านคน) ซึ่งคือพวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย แต่เกษตรกร และอาชีพอิสระหลายอย่าง (เช่น ขายของตามตลาดนัด) ไม่เคยต้องเสียภาษีนี้

ในจำนวน 9-10 ล้านคนนี้มีผู้อยู่ในเกณฑ์ต้องจ่ายเงินภาษีจริงเพียง 3.2 ล้านคนเท่านั้น (เนื่องจากเงินเดือนเกิน 150000 บาทต่อปี) แต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ทำให้คนส่วนหนึ่งมีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนแล้วไม่เกินเกณฑ์จึงไม่ต้องมีภาระเสียภาษี ทำให้เหลือคนเสียภาษีจริงๆ ประมาณ 2 ล้านกว่าคนเท่านั้น ซึ่งทั้ง 9-10 ล้านคนนี้ยังมีภาระต้องเสียเงินประกันสังคม ในขณะที่คนอีก 55 ล้านกว่าคนได้รับการรักษาฟรีจากรัฐ จึงอาจกล่าวได้ว่ามีคนเพียง 2 ล้านกว่าคนเท่านั้นที่จ่ายเงินภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระจายรายได้ ซึ่งความตลกของระบบนี้ก็คือเกษตรกร หรืออาชีพอิสระบางท่านสามารถทำกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงินปีละหลายล้านบาทกลับไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา นี่เป็นแรงจูงในส่วนหนึ่งที่ทำให้บางท่านลาออกจากงานมาทำอาชีพอิสระ หรือการเกษตร
แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราจะมองให้ครบถ้วนเงินภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาคิดเป็นเพียง 11% ของรายได้ของรัฐเท่านั้น (ยังไม่รวมเงินประกันสังคมที่ท่านช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลของรัฐ) ดังนั้นท่านทั้งหลายที่เสียภาษีจริงมีส่วนโดยตรงในการแบกภาระของประเทศเพียง 11% (ยังไม่รวมภาษีทางอ้อมอื่นๆ) เรามาดูข้อมูลโครงสร้างรายได้ภาครัฐปี 2555 จาก http://dwfoc.mof.go.th กันว่าเงินส่วนที่เหลือมาจากไหน?
ภาษีส่วนใหญ่ที่สุดของประเทศมาจาก "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" 27.9% ซึ่งทุกท่านที่ซื้อของในระบบช่วยๆ กันจ่าย เช่น ถ้าท่านซื้ออาหารจากตลาดนัดก็ไม่ต้องเสียภาษีนีั แต่ถ้าท่านไปซื้อในร้านสะดวกซื้อ หรือห้างท่านก็ต้องจากภาษีมูลค่าเพิ่มนี้
ลำดับถัดมาคือ "ภาษีเงินได้นิติบุคคล" 22.8% พูดกันง่ายๆ คือธุรกิจที่ท่านซื้อของมาก็ทำกำไรจึงต้องไปจ่ายภาษีนี้ ดังนั้นถ้าท่านไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อท่านจะเจอกับทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลแฝงอยู่ บางอย่างท่านก็อาจจะเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผ่านระบบล้วนมีภาษีทั้ง 2 ตัวอยู่ด้วยทั้งนั้น
ลำดับถัดมาคือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย คือ "ภาษีสรรพสามติ" 16.7% (เช่น น้ำมัน เครื่องดื่ม เครื่องไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น) และสินค้านำเข้า "ภาษีศุลกากร" 4.9% โดยสรุปคือถ้าท่านซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น ถ้าท่านซื้อรถยนต์นำเข้า ท่านก็จะเสียทั้งภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และแฝงด้วยภาษีนิติบุคคล
โดยสรุปประชาชนไทยต่างก็ร่วมกันเสียภาษีทั้งสิ้น โดยภาษีส่วนใหญ่จะเป็นภาษีทางอ้อม แต่อาจจะไม่ยุติธรรมบ้างก็ตรงที่มนุษย์เงินเดือนจำนวน 2 ล้านกว่าคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางกลับต้องแบกภาระภาษีสูงกว่าคนที่เหลือ ในขณะที่คนที่ทำงานนอกระบบที่มีรายได้มากกว่าชนชั้นกลางกลับไม่ต้องร่วมเสียภาษีนี้
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมมากขึ้น ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะยกเลิกการผ่อนปรนลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% มาเป็น 7% ชั่วคราว ซึ่งถ้ายกเลิกการลดภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะทำให้ได้รายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น 43% และจะทำให้สัดส่วนของรายได้ภาครัฐจากภาษีมูลค่าเพิ่มปรับเพิ่มเป็น 35% และภาษีจากเงินได้บุคคลธรรมดาจะคิดเป็น 9.8% ของรายได้ภาครัฐ ซึ่งจะทำให้สังคมเสมอภาคมากขึ้น
นอกเหนือจากมาตรยกเลิกการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลก็อาจจะมีแนวทางอื่นๆ อีกที่จะเข้ามาช่วยรักษาความสมดุลในการกระจายรายได้จากคนที่มีรายได้มาก ไปยังคนที่มีรายได้น้อย เช่น ภาษีมรดก, ภาษีที่ดิน, Capital Gain Tax เป็นต้น แต่ช่องโหว่ที่น่าสนใจคือ เกษตรกรรายได้เยอะมากๆ ไม่ต้องเสียภาษีอะไรมากมาย เนื่องจากภาครัฐยังคงใช้สมมุติฐานว่าเกษตรกรจะต้องมีรายได้น้อย ดังนั้นเกษตรที่มีเงินทุนสามารถลงทุนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้เหนือกว่าเกษตรกรรายเล็ก โดยที่ระบบภาษีจะยังไม่สามารถติดตามเก็บภาษีเรื่องนี้ได้ทันอีกเป็นเวลาหลายสิบปีข้างหน้า เราจึงเริ่มเห็นนายทุนจำนวนมากหันมาทำเกษตรในปัจจุบัน