แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกมายา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โลกมายา แสดงบทความทั้งหมด

16 กันยายน 2557

ความจริง..เกี่ยวกับภาษี

หลายครั้งที่เราได้ยินคนบ่นว่าเสียภาษีทุกปีไปแล้วรัฐบาลไปเอาไปโกงกินหมด  แต่คนที่บ่นแบบนี้ส่วนใหญ่จะคือมนุษย์เงินเดือน  เรามาดูความจริงกันว่ามนุษย์เงินเดือนจริงๆ แล้วมีเท่าไหร่กัน

ข้อมูลในปี 2555 ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน  แต่มีมนุษย์เงินเดือนที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเพียง 9-10 ล้านคน (ปี พ.ศ. 2555 มีคนเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 9.79 ล้านคน) ซึ่งคือพวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย แต่เกษตรกร และอาชีพอิสระหลายอย่าง (เช่น ขายของตามตลาดนัด) ไม่เคยต้องเสียภาษีนี้



ในจำนวน 9-10 ล้านคนนี้มีผู้อยู่ในเกณฑ์ต้องจ่ายเงินภาษีจริงเพียง 3.2 ล้านคนเท่านั้น (เนื่องจากเงินเดือนเกิน 150000 บาทต่อปี) แต่เมื่อหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ทำให้คนส่วนหนึ่งมีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนแล้วไม่เกินเกณฑ์จึงไม่ต้องมีภาระเสียภาษี ทำให้เหลือคนเสียภาษีจริงๆ ประมาณ 2 ล้านกว่าคนเท่านั้น ซึ่งทั้ง 9-10 ล้านคนนี้ยังมีภาระต้องเสียเงินประกันสังคม ในขณะที่คนอีก 55 ล้านกว่าคนได้รับการรักษาฟรีจากรัฐ จึงอาจกล่าวได้ว่ามีคนเพียง 2 ล้านกว่าคนเท่านั้นที่จ่ายเงินภาษีเลี้ยงคนทั้งประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระจายรายได้ ซึ่งความตลกของระบบนี้ก็คือเกษตรกร หรืออาชีพอิสระบางท่านสามารถทำกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงินปีละหลายล้านบาทกลับไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา นี่เป็นแรงจูงในส่วนหนึ่งที่ทำให้บางท่านลาออกจากงานมาทำอาชีพอิสระ หรือการเกษตร

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราจะมองให้ครบถ้วนเงินภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาคิดเป็นเพียง 11% ของรายได้ของรัฐเท่านั้น (ยังไม่รวมเงินประกันสังคมที่ท่านช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลของรัฐ) ดังนั้นท่านทั้งหลายที่เสียภาษีจริงมีส่วนโดยตรงในการแบกภาระของประเทศเพียง 11% (ยังไม่รวมภาษีทางอ้อมอื่นๆ) เรามาดูข้อมูลโครงสร้างรายได้ภาครัฐปี 2555 จาก http://dwfoc.mof.go.th กันว่าเงินส่วนที่เหลือมาจากไหน?


ภาษีส่วนใหญ่ที่สุดของประเทศมาจาก "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" 27.9% ซึ่งทุกท่านที่ซื้อของในระบบช่วยๆ กันจ่าย เช่น ถ้าท่านซื้ออาหารจากตลาดนัดก็ไม่ต้องเสียภาษีนีั  แต่ถ้าท่านไปซื้อในร้านสะดวกซื้อ หรือห้างท่านก็ต้องจากภาษีมูลค่าเพิ่มนี้

ลำดับถัดมาคือ "ภาษีเงินได้นิติบุคคล" 22.8% พูดกันง่ายๆ คือธุรกิจที่ท่านซื้อของมาก็ทำกำไรจึงต้องไปจ่ายภาษีนี้  ดังนั้นถ้าท่านไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อท่านจะเจอกับทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลแฝงอยู่  บางอย่างท่านก็อาจจะเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผ่านระบบล้วนมีภาษีทั้ง 2 ตัวอยู่ด้วยทั้งนั้น

ลำดับถัดมาคือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย คือ "ภาษีสรรพสามติ" 16.7%  (เช่น น้ำมัน เครื่องดื่ม เครื่องไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น) และสินค้านำเข้า "ภาษีศุลกากร" 4.9%  โดยสรุปคือถ้าท่านซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น ถ้าท่านซื้อรถยนต์นำเข้า ท่านก็จะเสียทั้งภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และแฝงด้วยภาษีนิติบุคคล

โดยสรุปประชาชนไทยต่างก็ร่วมกันเสียภาษีทั้งสิ้น  โดยภาษีส่วนใหญ่จะเป็นภาษีทางอ้อม  แต่อาจจะไม่ยุติธรรมบ้างก็ตรงที่มนุษย์เงินเดือนจำนวน 2 ล้านกว่าคน  โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางกลับต้องแบกภาระภาษีสูงกว่าคนที่เหลือ  ในขณะที่คนที่ทำงานนอกระบบที่มีรายได้มากกว่าชนชั้นกลางกลับไม่ต้องร่วมเสียภาษีนี้

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมมากขึ้น ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะยกเลิกการผ่อนปรนลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% มาเป็น 7% ชั่วคราว ซึ่งถ้ายกเลิกการลดภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะทำให้ได้รายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้น 43% และจะทำให้สัดส่วนของรายได้ภาครัฐจากภาษีมูลค่าเพิ่มปรับเพิ่มเป็น 35%  และภาษีจากเงินได้บุคคลธรรมดาจะคิดเป็น 9.8% ของรายได้ภาครัฐ  ซึ่งจะทำให้สังคมเสมอภาคมากขึ้น

นอกเหนือจากมาตรยกเลิกการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลก็อาจจะมีแนวทางอื่นๆ อีกที่จะเข้ามาช่วยรักษาความสมดุลในการกระจายรายได้จากคนที่มีรายได้มาก ไปยังคนที่มีรายได้น้อย  เช่น ภาษีมรดก, ภาษีที่ดิน, Capital Gain Tax เป็นต้น  แต่ช่องโหว่ที่น่าสนใจคือ เกษตรกรรายได้เยอะมากๆ ไม่ต้องเสียภาษีอะไรมากมาย  เนื่องจากภาครัฐยังคงใช้สมมุติฐานว่าเกษตรกรจะต้องมีรายได้น้อย  ดังนั้นเกษตรที่มีเงินทุนสามารถลงทุนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้เหนือกว่าเกษตรกรรายเล็ก โดยที่ระบบภาษีจะยังไม่สามารถติดตามเก็บภาษีเรื่องนี้ได้ทันอีกเป็นเวลาหลายสิบปีข้างหน้า  เราจึงเริ่มเห็นนายทุนจำนวนมากหันมาทำเกษตรในปัจจุบัน

24 สิงหาคม 2557

เงิน..คืออะไร?

ผมเขียนกระทู้นี้สืบเนื่องจากคำถามจากพี่ชุติพนต์ที่ถามว่าสหรัฐพิมพ์เงินเองได้จริงหรือ?  ถ้าจริงอย่างนี้เงินก็จะไม่มีค่าอะไรเลยสิ  ใครนึกอยากพิมพ์ธนบัตรก็พิมพ์  ก่อนจะตอบคำถามจึงต้องกลับมาดูว่า "เงิน" คืออะไร?

คำว่าเงินทุกคนก็ย่อมรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่จะถ้าว่าจริงๆแล้วเงินคืออะไร คำตอบแต่ละคนก็มักจะไม่เหมือนกัน คำว่า "เงิน" จริงๆ แล้วมีความหมายว่า "สิ่งที่สังคมยอมรับว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน" สิ่งที่แลกเปลี่ยนนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ซึ่งสมัยยุคพวกชนเผ่าต่างๆ อาจจะใช้หินสวยๆ เปลือก หอยสวยๆ แล้วแต่พวกชนเผ่าจะยอมรับว่ามีค่า  ซึ่งถือว่าเป็นยุคต้นที่มนุษย์สร้างโลกมายาที่เรียกว่า "โลกการเงิน" ขึ้นมา ต่อมาก็เลือกใช้สิ่งที่หาได้ยากมาเป็นสื่อกลาง ได้แก่ หินมีค่า (เช่น หยก) หรือโลหะมีค่า (เช่น ทองคำ เงิน) เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ต่อมามนุษย์เริ่มค้นพบว่าการขนย้ายเงินจำนวนมาก หรือการพกพาเงินไม่สะดวกเนื่องจากน้ำหนักของโลหะ  รวมทั้งอันตรายจากการโดนปล้นในระหว่างการขนย้ายโลหะจำนวนมาก  ทำให้มีต้นทุนสูงต้องจ้างทีมคุ้มกันเงิน

มนุษย์จึงมีการพัฒนาความหมายของเงินขึ้นไปอีกขั้นกลายเป็นว่า "เงินเป็นคือสิ่ง ใดๆที่คนในสังคมยอมรับสำหรับการจ่ายค่าสินค้าและบริการ และยอมรับในการจ่ายชำระหนี้" จึงสามารถใช้ของที่ไม่มีค่าเช่นกระดาษ ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยอมรับกระดาษใบนั้นก็สามารถใช้แทนโลหะมีค่าได้ โดยในช่วงต้นจะออกเป็นตั๋วเงินโดยองค์กรเอกชนที่สังคมยอมรับ ทำให้สามารถนำตั๋วเงินเหล่านี้ไปขึ้นเงินตามแหล่งต่างๆ ได้ การขนย้ายก็สามารถซ่อนได้ง่ายขึ้นทำให้ไม่เป็นที่สังเกตุของโจรมากเหมือนเดิม

ต่อภาครัฐได้เข้ามารับรองโดยการจัดทำกระดาษซึ่งมีมาตรการต่างๆ ในการป้องกันการปลอมแปลงเพื่อให้มีความหน้าเชื่อถือสูง กระดาษที่ออกโดยภาครัฐจึงเรียกว่า "ธนบัตร" เพื่อให้ "ธนบัตร" ที่ออกโดยรัฐบาลในประเทศหนึ่งสามารถใช้ในการชำระข้ามประเทศได้ แต่ละประเทศจึงต้องมีการรับประกันว่าสามารถนำธนบัตรสกุลเงินของตนเองกลับมาแลกเปลี่ยนเป็นโลหะมีค่า เช่น ทองคำ ได้  จึงมีการตกลงร่วมกันว่าให้แต่ละประเทศต้องมีการสำรองโลหะมีค่าไว้ และฝากความเป็นเจ้าของไว้ที่องค์กรกลาง (เช่น ธนาคารโลก) ก่อนที่จะพิมพ์ธนบัตร เพื่อเป็นการรับรองค่าของเงินสกุลของแต่ละประเทศเองให้น่าเชื่อถือ (เผื่อว่ามีใครในอีกประเทศหนึ่งอยากแลกธนบัตรกลับเป็นโลหะมีค่า)  ต่อมามีการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมูลค่าเงินในโลกมายาก็เพิ่มขึ้น โลหะก็ถูกนำมาใช้ในการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ จึงทำให้เริ่มเกิดการขาดแคลนโลหะมีค่าในตลาดโลก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่างๆ มีการต่อสู้กันทั้งในยุโนบและเอเชีย เมื่อสงครามยุติลงประเทศต่างๆ ก็บอบช้ำเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของสนามรบ  แต่ประเทศสหรัฐอเมริกามาร่วมในสงครามในช่วงหลังจึงไม่บอบช้ำมากเนื่องจากไม่ได้มีการสู้รบในทวีปอเมริกา  แถมได้กำไรจากการผลิตอาวุธไปขายให้ประเทศต่างๆ ที่ร่วมในการรบในสงครามโลก

เนื่องจากประเทศต่างๆ บอบช้ำจากสงคราม และไม่มีโลหะมีค่ามากพอที่จะมาใช้ในการผลิตธนบัตรมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของตนเอง   สหรัฐอเมริกาจึงใช้จังหวะนี้ในการเสนอให้มีการใช้สกุลเงินหลักของโลกเป็นหลักประกันแทนการใช้โลหะมีค่าอย่างทองคำ  ในปี ค.ศ. 1970 จึงมีการลงนามในสนธิสัญญาวอร์ซอร์ให้ใช้สกุลของประเทศฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เยอรมัน, และสหรัฐอเมริกา เป็นสกุลหลักในการคำนวน SDR (Special Drawing Right) currency ใช้ทดแทนการใช้โลหะมีค่าอย่างทองเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตรของแต่ละประเทศ โดยมีหน่วยงาน IMF (International Monetary Fund) เป็นองค์กรกลางในการคำนวนอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละสกุลเงิน  ดังนั้นประเทศที่สกุลเงินถูกใช้เป็นสกุลเงินอ้างอิงจึงสามารถพิมพ์ธนบัตรได้เองตามสนธิสัญญา  สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในนั้น

สหรัฐอเมริกาชิงเอาความได้เปรียบเนื่องจากประเทศตนเองไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกโดยตรง  อาศัยจังหวะในระหว่างที่ 4 ประเทศที่เหลือในสนธิสัญญายังบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ชิงความนิยมในการใช้สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐซึ่งมีเสถียรภาพมากที่สุดในช่วงนั้น  ให้กลายเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตรของประเทศต่างๆ ในโลก  ทำให้เกิดกระแสในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากจากประเทศต่างๆ เพื่อใช้ในการพิมพ์ธนบัตรในสกุลเงินของตนเอง (แทนการสำรองทองซึ่งหาได้ยากในช่วงนั้น)   เป็นเหตุให้เกิดความประหลาดในทางเศรษฐศาสตร์คือสหรัฐอเมริกาขาดดุลทางการค้าต่อเนื่อง แต่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐกลับไม่ลดลงเนื่องจากยังมีความต้องการซื้อเงิน ดอลล่าร์สหรัฐไปใช้เป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร

ดิมธนาคารเคยมีการควบคุมมาตรการทางการเงินด้วยการควบคุมปริมาณธนบัตร หรือเหรียญเงินในระบบเศรษฐกิจ  ต่อมามนุษย์พัฒนาต่อถึงขั้นเชื่อถึงตัวเลขทางอีเลกทรอนิกส์ว่าเป็นเงิน  ดังนั้นจำนวนเงินที่ทุกคนถือครองจึงมีได้มากกว่าจำนวนธนบัตร และเหรียญเงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ  การควบคุมมาตรการทางการเงินจึงมิอาจใช้วิธีการควบคุมธนบัตรที่ไหลเวียนในระบบได้มากนัก  การคลังของประเทศจึงต้องใช้มาตรการทางการเงินอื่นๆ แทน เช่น การควบคุมอัตราดอกเบี้ย การปรับปริมาณเงินสำรองของธนาคาร เป็นต้น

กลับมาที่คำถามของพี่ชุติพนต์ว่าสหรัฐสามารถพิมพ์ธนบัตรได้เองโดยไม่ต้องมีหลักประกันอะไรเลยจริงหรือไม่?  ในความจริงแล้วยังมีหลักประกันที่แต่ละประเทศในคู่สัญญาจะต้องรักษาวินัยทางการเงินเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสกุลเงินนั้นๆ  การพิมพ์ธนบัตรจึงไม่ได้มีอิสระซะที่เดียว  ส่วนที่เป็นข่าวในเร็วๆ นี้เรื่อง "หน้าผาทางการคลัง" ในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นมาตรการในรับประกันความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐว่าจะมีปัญหาจ่ายหนี้ธนบัตรที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร  ซึ่งโชคดีกว่ารัฐสภาของสหรัฐอนุมัตินโยบายปลดล๊อกปัญหาดังกล่าวไปชั่วคราว  ทำให้ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐไม่หยุดชะงัก  สหรัฐจึงยังสามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มเติมได้  การพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีปริมาณเงินในระบบมากขึ้นทำให้ค่าเงินของสหรัฐตกต่ำลง

ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านั้นก็มีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนตัวลงมา เช่น ชาติยุโรปที่เป็นฝรั่งด้วยกันเริ่มรู้ว่าเสียโง่ให้สหรัฐในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  จึงร่วมกันหาทางเลิกใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นหลักประกันในการพิมพ์ธนบัตร และหันมาออกเงินสกุลยูโรดอลลาร์ใช้กันเอง มูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจึงเริ่มเสื่อมค่าลงเนื่องจากมีหลายประเทศเริ่มหันไปใช้สกุลเงินยูโรเป็นหลักประกันแทน

นอกจากนั้นชาติผลิตน้ำมันอย่างเช่นเวเนซุเอลา อิรัก และอิหร่าน จะเลิกใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายน้ำมัน มูลค่าดอลลาร์สหรัฐก็เหมือนนกปีกหักที่ร่วงจากท้องฟ้าลงสู่ดิน สหรัฐจึงต้องโจมตีอิรักและหาเรื่องโจมตีอิหร่าน โดยหวังยึดบ่อน้ำมันและบังคับขายน้ำมันด้วยดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ประเทศต่างๆยอมรับสกุลเงินของตัวเอง

สิ่งที่น่ากลัวตอนนี้คือสหรัฐอเมริกามีกองทัพที่มีอาวุธทันสมัยที่สุดในโลก  และพยายามบีบไม่ให้คนอื่นพัฒนาอาวุธขึ้นมาต่อกรกับตนเอง  ถ้าสหรัฐทำตัวเป็นจิ๊กโก๋ไม่ยอมแพ้ในสงครามมายา (สงครามเศรษฐกิจ) ก็อาจจะใช้กำลังอำนาจทางการทหารไปบีบเอารัดเอาเปรียบประเทศอื่นเช่นเดียวกับการบุกปล้นประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางที่ผ่านมา  ในชั่วโมงนี้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และวิกฤตทางการเงินในยุโรบแล้วก็ดูเหมือนจะมีเพียงจีนที่จะต่อกรกับสหรัฐอเมริกาได้  แต่พวกเราไว้ใจจีนได้จริงหรือ?  ดูจากการคุกคามประเทศต่างๆ ในทะเลจีนใต้เพื่อแย่งชิงดินแดนที่คาดว่าน่าจะมีแหล่งน้ำมันอยู่  เราก็มิอาจไว้ใจจีนได้ 100% ในวันข้างหน้าที่ peak oil มาถึงจริงๆ ทองคำสีดำ "น้ำมัน" คงมีค่ามากขึ้นไปอีกมหาศาล มีค่ามากกว่าทองคำซะอีก  เงาของสงครามโลกครั้งที่ 3 เพื่อแย่งชิงทองคำสีดำกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ  แล้วสยามประเทศที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศและไม่มีกำลังทหารที่จะต่อกรกับมหาอำนาจได้จะทำอย่างไร  ตะน่าว ตะน่าว...
 โกรธ โกรธ โกรธ

ส่วนสีงที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือระบบทุกปัจจุบันปลูกฝังให้คนหาหนทาง "ให้รวยขึ้น" มากกว่าหนทาง "แก้จน" หรือบริโภคให้น้อยลง หรือลดการอยู่อาศัยโดยการใช้เงิน เนื่องการการใช้เงินของแต่ละคนจะเป็นกลจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของระบบทุน แต่ในขณะเดียวกันแนวคิดแบบนี้กำลังส่งเสริมให้มนุษย์บริโภคทรัพยากรธรรมชาติในอัตราที่สูงเกินความจำเป็น หนทางหนึ่งของการทำให้คนรวยขึ้นคงส่งเสริมให้คนมีความต้องการเทียมขึ้นมาผ่านเทคนิคของการตลาด เพื่อให้มนุษย์นำเงินออกมาใช้จนเงินไหลจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งที่ต้องการรวย ความต้องการเทียมนี้มาให้เราต้องนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ในสิ่งที่ไม่ได้มีความจำเป็นกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากเราทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง และมีประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งจะถึงวันที่ทรัพยกรธรรมชาติจะไม่เพียงพอที่จะตอบสนองกับความต้องการเกินจำเป็นของมนุษย์

ปล. ฟังหูไว้หูนะครับอย่าเพิ่งเชื่อคนเพี้ยน แห่งสวนขี้คร้านเลยครับ

12 กุมภาพันธ์ 2557

พ่อมดแห่งโลกทุนนิยม

ในโลกมายาที่เรียกว่า "ทุนนิยม" มีอาวุธที่เรียกว่่า "เงิน" เป็นอาวุธพื้นฐาน มีเครื่องทุ่นแรงหลักที่เรียกว่า "เครดิท" มีพ่อมดตนหนึ่งเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้อย่างดีเยี่ยม  พ่อมดมีความเข้าใจอย่างดีว่าในโลกมายาจะแตกต่างกับโลกของจริงอย่างสิ้นเชิง ในโลกความเป็นจริงมนุษย์อาจจะสะสมอาหารหรือวัตถุสิ่งของได้บ้าง แต่ด้วยกฎธรรมชาติวัตถุต่างๆ ย่อมมีการเสื่อม  ไม่ว่าเทคโนโลยีการถนอมอาหารจะดีแค่ไหน สุดท้ายแล้วอาหารย่อมมีวันหมดอายุ   ทรัพย์สมบัติย่อมมีการเสื่อมไปตามกาลเวลา  แต่มนุษย์จะสามารถสะสมทรัพย์สินในโลกมายาได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ  มนุษย์จึงสามารถสะสมทรัพย์สินในโลกมายาโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความเสื่อม  ดังนั้นจึงสามารถตอบสนองความโลภได้ไม่สิ้นสุด

คนที่มีความสามารถมากกว่าย่อมสามารถหาทรัพย์สินในโลกมายาได้มากกว่า  หากบริหารทรัพย์สินในโลกมายาเก่งจะพบว่าทรัพย์สินในโลกมายายังสามารถเพิ่มพูนทวีได้โดยที่เราไม่ต้องเอาของจากโลกความจริงไปแลก  หรือต้องทำงานแลกทรัพย์สินในโลกมายา   ดังนั้นคนที่มีทรัพย์สินในโลกมายาเยอะ ผนวกกับความรู้จะยิ่งสามารถได้ทรัพย์สินในโลกมายาได้มากขึ้นกว่าคนที่มีทรัพย์สินน้อย

ผลพวงจากการเข้าไปสัมผัส และใช้ชีวิตในโลกมายาอย่างยาวนานของมนุษย์ทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นยิ่งสูงมากขึ้นด้วยกลไกแห่งเงินตรา  คนที่ออมเยอะยิ่งรวยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่มากกว่าคนที่ออมน้อย   ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความสมดุลย์ให้กับโลกมนุษย์  พ่อมดจึงค้นหาหนทางดูด"เงิน"จากคนที่รวยกว่า และสร้างงานให้กับคนจน (ในโลกมีประชากรเกือบ 7 พันล้านคน มีคนจนสุดๆ ถึงประมาณ 3 พันล้านคน") พ่อมดได้พัฒนาเวทย์มนต์ขึ้นมา  และบันทึกเป็นมหาคัมภีร์เล่มหนึ่ง  เป็นเวทย์มนต์ที่จะทำให้คนอยากบริโภคมากขึ้นกว่าความจำเป็นพื้นฐาน  เวทย์มนต์ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกอยากได้ในสิ่งที่เขาไม่เคยอยาก   เวทย์มนต์ของพ่อมดสามารถทำให้บางบริษัทขายกาแฟที่มีต้นทุนกิโลกรัมละร้อยกว่าบาทในราคาแก้วละร้อย กว่าบาทได้ (ทั้งๆที่ต้นทุนเมล็ดกาแฟในกาแฟ 1 แก้วมีมูลค่าไม่ถึง 10 บาท) 

ในคัมภีร์เวอร์ชัน 1.0 เวทย์มนต์ทำให้คนรู้สึกอยากได้คุณค่าของสินค้า/บริการ ที่ถูกตีออกมาเป็นมูลค่า  โดยราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าหรือบริการ  ในคัมภีร์เวอร์ชัน 2.0 เขาเพิ่มมิติของอารมย์ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกแตกต่างเวลาใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ  และในคัมภีร์เวอร์ชันล่าสุด 3.0 เขาได้เพิ่มมิติของจิตวิญญาณเข้าไปในสินค้าทำให้ผู้ซื้อรู้สึกดีที่เป็นผู้ซื้อสินค้า/บริการ เสมอหนึ่งว่าผู้ซื้อเป็นผู้สร้างความแตกต่างจากการที่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ


ในแต่ละเวอร์ชันของคัมภีร์มีความพยายามในการตีคุณค่าออกมาเป็นมูลค่าหรือราคาเสมอ  โดยยึดหลักว่ายิ่งขายของได้แพงเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น



สิ่งที่พ่อมดอาจจะมองข้ามไปคือเวทย์มนต์ของเขามีผลกับคนจนเท่าๆ กับคนรวย  คนจนที่มีเงินไม่พอยาไส้ก็อยากพกมือถือ อยากมีรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรกเหมือนคนอื่นๆ เขา เครื่องมืออย่าง "เครดิท" ทำให้คนที่มีรายได้น้อยสามารถซื้อได้มากกว่ากำลังตนเพื่อตอบสนองความอยากจากเวทย์มนต์  โดยการนำเงินในอนาคตมาใช้วันนี้ และเมื่อใช้เกินกำลังมากไปเครื่องมือตัวเดียวกันก็กลายเป็นเครื่องบดขยี้ให้คนเหล่านั้นยากจนยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ดอกเบี้ย"  เวทย์มนต์ของเขาทำให้ผู้คนมากมายกลายเป็นหนี้บัตรเครดิทชนิดที่ไม่มีปัญญาจ่าย  รวมทั้งลูกสาวแท้ๆ ของพ่อมดเองก็เป็นหนี้บัตรเครดิตจนต้องมาให้พ่อล้างหนี้บัตรเครดิทถึง 3 ครั้ง 3 คราวแล้ว  แต่ผู้คนอีกจำนวนมากไม่ได้มีพ่อที่รวยเหมือนพ่อมด บางคนหลงทางพยายามหลบจากหนี้จาก "เครดิท" ในระบบ มาเป็นหนี้นอกระบบ แต่มันกลายเป็นเครื่องจักรที่รุนแรงมากขึ้น ถูกมาเฟียตามหนี้ทำร้าย หรือบังคับให้ทำธุรกิจผิดกฎหมาย หลายคนเสียชีวิตไปด้วยฤทธิ์ของเวทย์มนต์   เวทย์มนต์ของพ่อมดหาได้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนจนมีงานทำ 100% อย่างที่เขาคิดไม่ มันกลับทำให้คนจนที่ไม่รู้จักประมาณตนหลายๆคนยิ่งจนมากขึ้นไปอีก

อีกฝากหนึ่งของโลกมีพระราชาพัฒนาเวทย์มนต์ที่เรียกว่า "พอเพียง" ขึ้น แต่ดูเหมือนเวทย์มนต์นี้จะไม่ได้ขลังเท่ากับเวทย์มนต์ของพ่อมดที่กระตุ้นที่ความอยากของมนุษย์  ในขณะที่เวทย์มนต์ของพระราชากำลังบอกให้เรารู้จัก "พอ" เสียบ้าง ลดความอยากลงเสียบ้าง อย่าใช้จ่ายจนเกินกำลังของตนเอง และให้หันกลับมาใช้ชีวิตในโลกความจริงมากกว่าโลกมายา พระราชาร่ายเวทย์มาต่อเนื่องหลายสิบปีแต่ดูเหมือนผู้คนที่ทำตามจะมีน้อยมากเมื่อเทียบจำนวนประชาชนทั้งประเทศ แม้นแต่หลายๆ คนที่เอ่ยปากว่า"เรารักพระราชา" ก็หาได้เลือกเดินตามเส้นทางของพระราชาไม่

ผมเองไม่รู้ว่าบทสรุปของ "คัมภีร์สีทันดร" ของอาจารย์ตั้ม แห่งแดนมหัศจรรน์จะเป็นเช่นไร แต่หลายแนวคิดในคัมภีร์คล้ายคลึงกับเวทย์มนต์ของพ่อมด ในขณะที่เจ้าของคัมภีร์พยายามเตือนสติผู้อ่านอยู่เสมอถึงเวทย์มนต์ของพระราชา ฤ ความลับจะอยู่ที่การสลับไปมาระหว่าง 2 โลก ผู้ด้อยปัญญาอย่างผมกำลังติดตามอ่านเรื่องราวของแดนมหัศจรรย์อย่างใจจดใจจ่อ


"Earth provides enough to satisfy every man's need, but not every man's greed"
"ทรัพยากรบนโลกมีเพียงพอสำหรับความจำเป็นของทุกคน แต่ไม่พอสำหรับความโลภของทุกคน"
--มหาตมะคานธี--


ติดตามเรื่องราวเพิ่มเติมใน http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

9 กุมภาพันธ์ 2557

จะรวยไปทำไม?

อ่านกระทู้แม่นางสุสะดุด กับวลี "..จะรวยไปทำไม ไม่ทราบ.." ทำให้จิตย้อนไประลึกถึงแนวคิดเก่าๆ ของมนุษย์ที่แสวงหาสังคมที่สงบสุขบริบูรณ์เสมอมานานหลายพันปีแล้ว  มนุษย์มีความหวังว่าสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้เรามีสังคมที่สงบ สุขบริบูรณ์  ตัวอย่างเช่น ท่าน จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งทรงอำนาจทางแนวคิดที่สุดในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

หมายเหตุ เดิมทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จะอิงกฎของเซย์เรื่องตลาดเสรีจะเกิดความสมดุลหากภาครัฐ ไม่เข้าไปแทรกแซง  ต่อมาเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 เป็นช่วงกำเนิดของทฤษฎีเคนส์  ที่เสนอว่าภาครัฐจะต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อให้ไม่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ และกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานในการทำงานของรัฐบาลทั่วโลกมาจนปัจจุบัน  สนใจอ่านรายละเอียดได้ที่

https://th.wikipedia.org/wiki/เศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์
http://www.baanjomyut.com/library_2/history_of_economic_doctrines/29.html

เคนส์กล่าวไว้ว่า

"For at least another hundred years we must pretend to ourselves and to everyone that fair is foul and foul is fair; for foul is useful and fair is not. Avarice and usury and precaution must be our gods for a little longer still."

"ในช่วงเวลาอีกอย่างน้อยร้อยปีต่อไป เราจะต้องแสร้งทำเสมือนว่าความเท่าเทียมคือความเลวทราม และความคดโกงคือความยุติธรรม  เพราะความคดโกงมีประโยชน์ แต่ความเท่าเทียมหามีประโยชน์ไม่  พวกเราคงจะต้องยึดความโลภ  การขูดรีดทางการเงิน(ของชนชั้นนายทุน) และการระแวดระวังไว้ก่อน (ความไม่เชื่อใจกัน ต้องระวัดการคดโกง) เป็นพระเจ้าของเราไปอีกสักพักใหญ่ๆ "

ตาม แนวคิดของเคนส์การสร้างความร่ำรวยได้เร็วเราอาจจะไม่ต้องสนใจเรื่องจริยธรรม หรือความยุติธรรมก็ได้ เนื่องจากจริยธรรมจะอุปสรรคในการสร้างความร่ำรวย  หลังจากทุกคนร่ำรวยพอแล้ว พวกเขาจะมีความสุขและเป็นคนดีเอง  รัฐบาลทั่วโลกที่ดำเนินการตามแนวคิดของเคนส์จึงมุ่งเน้นให้ประชาชนกินดี อยู่ดีเป็นหลัก  และหวังว่าทุกอย่างจะดีตามไปเอง   นโยบายในแนวนี้มีปัญหานอกเหนือจากเรื่องของจริยธรรมและเรื่องของสมมติฐานที่ ว่าความร่ำรวยนำไปสู่ความสุข นั่นคือ ณ จุดไหนมนุษย์จึงจะรู้สึกว่าเขารวยหรือมีความสุขเพียงพอแล้วและจะเริ่มเป็นคน ดี ในวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักซึ่งยึด การขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเป็นสรณะไม่มีคำว่า "เพียงพอ" หากมีแต่คำว่า "มากขึ้น" ฉะนั้นท่ามกลางสังคมที่มีแต่ความขาดแคลนซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโลก จึงไม่มีสังคมไหนบอกว่ารวยพอแล้ว หรือรวยเกินไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาชนิดนี้

ใน ปัจจุบันการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงสุดอย่างต่อเนื่องประสบความ สำเร็จอย่างงดงาม เมื่อเทียบกับในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คำนวณว่าในช่วงเวลาราว 1,000 ปีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 6-16 เศรษฐกิจโลกขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 0.1% เท่านั้น ในยุคปัจจุบันเศรษฐกิจโลกขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ตามการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงจนดูจะลืมไปว่าเศรษฐกิจมีไว้ เพื่อรับใช้คนก่อให้เกิดปัญหาตามมาสารพัด

ในเบื้องแรก จริงอยู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจนำไปสู่ความมั่งคั่งและการบริโภคได้ในระดับ สูง แต่ความมั่งคั่งและการบริโภคได้ตามใจชอบ จนเข้าขั้นสุดโต่งนั้นมิได้นำความสุขมาให้สังคมมนุษย์ ดังสมมติฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ การวิจัยครั้งแล้วครั้งเล่าในสหรัฐอเมริกาช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมายืนยันตรงกันว่า ชาวอเมริกันมิได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทั้งที่มีความมั่งคั่ง และการบริโภคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงข้ามพวกเขากลับมีความรู้สึกว่า มีความสุขน้อยลงเนื่องจากความเสื่อมทรามของสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การหย่าร้าง ยาเสพย์ติด ความเครียด ความหงอยเหงาเศร้าซึมและมลพิษต่างๆ การศึกษาเหล่านั้นนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเข้มข้น

วิชา เศรษฐศาสตร์วัดค่าของสิ่งต่างๆ ตามราคาในตลาดโดยไม่คำนึงว่าสิ่ง เหล่านั้นมีค่าหรือโทษมหันต์ในตัวของ มันเองในปัจจุบันและในวันข้างหน้าอย่างไรหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ ได้แก่ อากาศรอบตัวเราซึ่งมีค่าต่อชีวิตสูงยิ่ง แต่ไม่มีการซื้อขายกันในตลาด มันจึงไม่มีราคา และไม่ถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ การไม่ตีราคาให้อากาศ เพราะคิดว่ามันมีอยู่อย่างไม่จำกัดนี้นำไปสู่การใช้อากาศแบบไม่ระวัง จนสร้างปัญหาหนักหนาสาหัส ในรูปของการมีมลพิษอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน มลพิษในอากาศเป็นส่วนหนึ่ง ของความเสื่อมทรามของระบบนิเวศ ซึ่งมีผลกระทบทางลบ ร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ การคิดว่าอากาศ มีอยู่อย่างไม่จำกัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานที่ว่า โลกนี้มีทรัพยากรมากมาย จนไม่จำกัด ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิด

เป็นที่ ประจักษ์อย่างแจ้งชัดด้วยว่า มีกิจกรรมจำนวนมากที่มีค่าแต่ไม่มีราคาในตลาด มันจึงไม่เคยถูกวัดเป็นส่วนหนึ่งเศรษฐกิจ เช่น งานของแม่บ้านซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการทำอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ หรือการดูแลเด็กและคนชราซึ่งล้วนมีค่าสูงยิ่งทั้งในด้านร่างกายและจิตใจของ สมาชิกในครอบครัว  สิ่งเหล่านี้ไม่มีราคาในตลาด จึงไม่เคยถูกวัดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่ถ้าแม่บ้านสองคน เกิดมีไอเดียแปลก  โดยการแลกงานกันทำ แล้วจ่ายค่าแรงให้กันและกัน ค่าแรงเหล่านั้นจะถูกนำมาคิดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจทันที ทั้งที่ความอยู่ดีกินดีของทั้งสองครอบครัวมิได้เพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันอาจลดลง

ดัง นั้นเราจึงเริ่มได้ความชัดเจนมากขึ้นว่าความร่ำรวยไม่ได้เท่ากับความสงบสุข ของสังคม (แม่นางสุเลยถามว่า "..จะรวยไปทำไม ไม่ทราบ..") แต่ประชาชนจำเป็นจะต้องมีความกินอยู่ที่ดีพอในระดับหนึ่งที่เราเรียกว่า "ความพอเพียง"  แล้วความพอเพียงจะวัดได้อย่างไรในเมื่อมนุษย์แต่ละคนมีความโลภแตกต่างกัน?  เพื่อให้เป็นมาตรฐานความเพียงพอจึงควรจะอยู่บนฐานของความต้องการของร่างกาย หรือความจำเป็น

การแสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เกินความจำเป็นเกิดจากความต้องการสนองความอยากอันมีฐานอยู่บนความโลภจะต้องถูกจำกัดเพราะ โลกนี้ไม่มีทรัพยากรพอที่จะสนองความอยากของทุกคนได้ นอกจากนั้นกระบวนแสวงหาอันไม่มีวันสิ้นสุดยังนำไปสู่การทำลายจิตวิญญาณของ มนุษย์เองอีกด้วย ฉะนั้นเศรษฐศาสตร์จะช่วยแก้ปัญหาได้ก็ต่อเมื่อต้องยอมรับความจริงที่ว่าคน ไม่ใช่เครื่องจักร หากเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ

วิชาเศรษฐศาสตร์จะมี จิตวิญญาณได้ด้วยการยอมรับหลักปรัชญาซึ่งมองสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อาทิ เรื่องแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการผลิตสินค้าและบริการ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่า แรงงานเป็นต้นทุนที่นายจ้างจะต้องหาทางลดให้เหลือน้อยที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ก็แทนที่แรงงานทั้งหมดด้วยเครื่องจักร ส่วนแรงงานเองก็มองว่างานมิใช่สิ่งที่น่าพิสมัยอะไรนัก การมีรายได้โดยไม่ต้องทำงานคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่ปรัชญาของศาสนาต่างไม่มองเช่นนั้น หากมองแรงงานว่า มีความหมายในสามระดับด้วยกัน คือ มันเปิดโอกาสให้คน (1)พัฒนาและใช้สติปัญหาของตน (2)ลดความเห็นแก่ตัว และ (3)ผลิตสิ่งที่มีค่าสำหรับดำเนินชีวิต  การมุ่งเน้นการผลิตสินค้า และบริการด้วยการใช้เทคโนโลยีที่จำกัดแรงงานจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม เทคโนโลยี ที่เหมาะสมสำหรับการคงไว้ซึ่ง จิตวิญญาณของมนุษย์ได้แก่เครื่องมือ ที่เอื้อให้การทำหัตถกรรมสะดวกขึ้น ไม่ใช่เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีมนุษย์เป็นเพียงฟันเฟืองเท่านั้น   การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ควรจะอยู่บนพื้นฐานของการสร้างกำไรสูงสุด  แต่เป็นเศรษฐที่ทำให้ทุกคนมีอาชีพมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง อยู่รอดได้ทั้งพนักงานและบริษัท

เรื่องการบริโภคก็เช่นเดียวกัน เศรษฐศาสตร์กระแสหลักวัดมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนด้วยระดับของการบริโภค คนที่บริโภคมากกว่าถือว่าเป็นผู้ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงกว่าผู้ที่ บริโภคน้อย ฉะนั้นทุกคนจะต้องบริโภค อย่างน้อยเท่ากับเพื่อนบ้าน และถ้าหากเป็นไปได้ก็ให้พยายามบริโภคมากกว่านั้น เพื่อจะได้มีความรู้สึกว่าอยู่ดีกินดี และมีความสำเร็จสูงกว่า คนจึงเป็นเครื่องบริโภคที่ไร้จิตวิญญาณและมีหน้าที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว

สำหรับ ในระดับปฏิบัติ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในขณะนี้คือ การค้าเสรีมีผลทำให้สินค้าราคาถูกลง เพราะบริษัทข้ามชาติย้ายฐานไปผลิตสินค้าในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ การที่สินค้ามีราคาถูกกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างเมามัน พร้อมๆ กับการก่อหนี้ยืมสินแบบท่วมท้นโดยทั่วไป ในขณะที่บริษัทข้ามชาติและคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในประเทศที่มีค่าแรงต่ำ ร่ำรวยขึ้น ความยากจนข้นแค้นแสนสาหัสยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโลก นอกจากนั้นยังมีปัญหาที่ผุดขึ้นมาอย่าง ต่อเนื่องอีกด้วย

แต่ทั้งหมด เป็นเพียงการแสวงหาความมั่งคั่งมากขึ้น...เพิ่มขึ้น...ดีขึ้น...ซับซ้อน ขึ้น...ยิ่งใหญ่ขึ้น...ยิ่งใหญ่...มาก...มากกว่าเดิม...มากกว่าเดิม โดยไม่มีจุดจบ ไม่มีจุดพอดี...ไม่มีความพอเพียง

การผลักดันให้ เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยการพัฒนาที่เน้นการเติบทางเศรษฐกิจด้วยการ เพิ่มการผลิต เพิ่มการกินการใช้ทรัพยากรเป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่นานทรัพยากรในโลกก็ต้องหมด การเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสินค้าแทนที่จะคิดเป็นต้นทุนก็เป็นการถลุง ทำลายอนาคตของโลก น้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีจำกัด เท่าที่สำรวจและกำลังขุดมาใช้อยู่กำลังบ่งชี้ว่าเรากำลังอยู่ใกล้จุดพีคอ อยล์   ถ้าเรายังใช้กันอย่างไม่ยั้งคิดก็จะหมดในเวลาอีกไม่กี่สิบปี หากขุดพบเพิ่มใหม่อีกบ้างตามตัวเลขที่สำรวจก็จะอยู่ได้ถึงเพียง 200 ปี แล้วจากนั้นมนุษย์ก็จะต้องกลับมาปรับตัวย้อนสู่ยุคที่ยากลำบากยิ่งกว่ายุค โบราณ   ในขณะที่พลังงานทางเลือกจะไม่เพียงพอที่จะตอบสนองอัตราการใช้งานในปัจจุบัน ได้เพียงพอ   นอกจากนั้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนี้ยังนำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมายที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น การขาดแคลนน้ำ การพังทลายของดิน การสูญหายไปของ สิ่งมีชีวิต มลพิษในอากาศและการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนผิวโลก ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีพลังที่จะทำให้เกิดความหายนะต่อสังคมมนุษย์ทั้งสิ้น   ดังนั้นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจด้วยการเร่งเพิ่มการผลิตจึงเป็นทางสู่หายนะ ของมนุษยชาติ   เพราะยิ่งเร่งความเจริญ ก็ต้องยิ่งเร่งผลิต  เร่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ก็จะเร่งไปสู่ทางตัน

ถ้าชาวโลกทุกคนจะ บริโภคด้วยอัตราสูงเหมือนเช่นชาวอเมริกันจริงๆ เราจะเอาทรัพยากรจะมาจากไหน   การจะทำเช่นนั้นได้ต้องใช้ทรัพยากรอย่างน้อย 6 เท่าของที่ชาวโลกใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่โลกไม่มี  ฉะนั้นในขณะนี้จึงมีการแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างเข้มข้น ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นต่างกัน เกี่ยวกับผลของการแย่งชิงทรัพยากรจะออกมาในรูปไหน กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าโลกยังมีทรัพยากรอีกมากมาย และรอเพียงวันที่มันจะถูกค้นพบเท่านั้น กลุ่มนี้เชื่อด้วยว่าเทคโนโลยี มีอานุภาพสูงพอที่จะแก้ปัญหาในอนาคตได้ หรือไม่ก็จะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาความขาดแคลนได้ อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่ากลไกตลาดมีอำนาจสูงพอที่จะแก้ปัญหาได้ นั่นคือ เมื่อทรัพยากรชนิดหนึ่งขาดแคลน ราคาของมันก็จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการค้นหาส่วนที่ยังมี หลงเหลืออยู่ พร้อมกันนั้นการพัฒนาสิ่งอื่นขึ้นมาทดแทนก็จะเกิดขึ้นด้วย  แต่ทฤษฎีที่ไม่รวมปัจจัยของเวลา และความไม่แน่นอนเข้าไปด้วย เมื่อสองปัจจัยนี้ถูกนำมาคิด ทฤษฎีของ พวกเขาจะพังลงทันทีเนื่องจากจะมีช่วงยากลำบากในระหว่างมีการค้นหาทางออก  เมื่อค้นหาพบก็ยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาเรื่องการทำให้พอเพียง  ในช่วงเวลายากลำบากดังกล่าวอาจจะมีชาวโลกอีกจำนวนมากต้องลำบากจากปัญหาการ ขาดแคลนทรัพยากร

ในสภาวะปัจจุบันที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกก็ยังไม่ได้เปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศ ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจในกระแสหลัก  คนคิดจะถามคำถามอย่างแม่นางสุว่า  "..จะรวยไปทำไม ไม่ทราบ.." จึงเป็นคนกลุ่มน้อย  ในภาพรวมมนุษย์ยังคงมุ่งหน้าใช้ทรัพยากรอย่างเมามัวเพื่อความร่ำรวยทางการ เงินอย่างเมามัน  ทุกคนคงจินตนาการจุดจบของกระแสนี้ได้   แต่...แม่นางสุเริ่มเห็นตัวชี้วัดความร่ำรวยในมิติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียว  ความสุขเล็กๆ จากพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของสวนริมห้วย อากาศบริสุทธิ์ สรรพสัตว์เล็กๆ และความสงบในจิตใจที่ได้รับทุกครั้งที่ไปเยือนสวนริมห้วยทำให้เกิดคำถามในใจ แม่นางสุว่า "..จะรวยไปทำไม ไม่ทราบ.."  แต่ teerapan ไม่มีคำตอบ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0