แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รากเจริญลึกขึ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รากเจริญลึกขึ้น แสดงบทความทั้งหมด

6 ธันวาคม 2556

กระบวนท่าที่ 2 (ตอนที่ 3) - Worm Tower

ขอเพิ่ม เติมเรื่อง vertical mulch ว่ากลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์ยังมีการประยุกต์ Vertical Mulch ไปใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนในแปลงผัก  แนวคิดไม่แตกต่างกับเทคนิคการเลี้ยงไส้เดือนที่หาอ่านได้ตามกระทู้ทั่วไป ส่วนที่ต่างคือในกลุ่มเพอร์มาคัลเจอร์คิดตามสไตล์ขี้คร้านว่า ถ้าเราต้องเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยไส้เดือน และเพิ่มจำนวนไส้เดือน จากนั้นก็ขนไส้เดือนไปลงดินเพื่อช่วยพรวนดินในแปลงผัก ขนปุ๋ยไส้เดือนไปใส่ในแปลงผัก  ทำให้เกิดคำถามว่า  แล้วทำไมเราไม่เลี้ยงไส้เดือนในแปลงผักเลยล่ะ?  เราจะได้ใช้เศษผักที่เราไม่เอาให้เป็นอาหารไส้เดือน  เราให้ไส้เดือนเลื้อยออกไปในดินในแปลงผักเอง  ให้มันออกไปถ่ายมูลในแปลงผักเอง  เราจะได้ไม่เสียเวลาขนย้าย



เรา เรียกเทคนิคนี้ว่าหอคอยไส้เดือน (Worm Tower) โดยเขาจะหาท่อ หรือถังพลาสติกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. เผื่อให้ใหญ่พอที่จะใส่เศษอาหารได้สะดวก  หรืออาจจะใช้ถังสีพลาสติกก็ได้  แล้วเจาะรูขนาดใหญ่มากพอที่เส้นเดินจะเลื้อยเข้าออกท่อได้สะดวก รอบๆ ท่อ/ถัง (เจาะที่ก้นถังด้วย)    ฝังในดินลึกประมาณ 20-30 ซม. และมีส่วนที่อยู่เหนือดินอีกประมาณ 20-30 ซม. เช่นกัน  จากนั้นก็เตรียม Bedding เหมือนการเลี้ยงไส้เดือนทั่วไป  ใส่ Bedding ผสมกับเศษกระดาษชุ่มน้ำลงในท่อประมาณ 15 ซม. แล้วใส่ไส้เดือน (50 ตัวก็เกินพอ) ตามด้วยเศษกระดาษชุ่มน้ำอีกนิดหน่อย  ปิดฝาท่อ/ถัง เพื่อป้องการแสงแดด และศัตรูของไส้เดือน ทิ้งไว้ 2-3 วันก็สามารถเริ่มเติมเศษอาหาร / เศษผักลงไปในท่อได้แล้ว  การเลี้ยงก็เหมือนกันการเลี้ยงไส้เดือนทั่วๆ ไป




ถ้า มีอาหารใน "หอคอยไส้เดือน" เพียงพอ  ไส้เดือนก็จะชอบอยู่ในหอคอยนี้  ยิ่งถ้ามันเจอกันบ่อยๆ ในหอคอยก็จะผสมพันธุ์สร้างไส้เดือนใหม่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าธรรมชาติ  เมื่อจำนวนไส้เดือนมากเกินกว่าจำนวนอาหารที่เราให้  ไส้เดือนส่วนหนึ่งก็จะเลื้อยออกไปหาอาหารข้างนอกในแปลงผักเอง  บริเวณรอบๆ  "หอคอยไส้เดือน"  ก็จะชุ่มชื้นเหมือนกับเทคนิคของ Vertical Mulch ทั่วไป  ทำให้พืชผักใกล้ๆ หอคอยจะงามเป็นพิเศษ เพราะได้ทั้งน้ำทั้งปุ๋ยไส้เดือน  ถ้าจำเป็นเราก็สามารถติดตั้ง  "หอคอยไส้เดือน" กระจายไปหลายๆ จุดในแปลงผัก

VDO ข้างล่างนี้จะทำ Worm Tower ขนาดใหญ่หน่อย


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0 

5 ธันวาคม 2556

กระบวนท่าที่ 2 (ตอนที่ 2) - Vertical Mulch

ส่วนการทดลอง Vertical Mulch แบบของสวนขี้คร้าน ก็หาเริ่มจากหาอุปกรณ์ได้แก่ ขวดน้ำดื่มใช้แล้ว (ใช้แทนท่อ PVC ขนาด 2")  ปากกาคอแร้งสำหรับเจาะรูขวด วัสดุพรุน และปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก  สำหรับวัสดุพรุนท่านอาจจะใช้หินก้อนเล็ก เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ หรือ เม็ดดินเผาก็ได้  ผมเลือกใช้ BioActn แบบที่พี่ Pong2510 ใช้ด้วยเหตุผลว่า ต่อปริมาตรเท่ากันแล้ว BioActn จะมีรูพรุนมาก จึงอุ้มน้ำได้เยอะ รูพรุนพวกนี้จะเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ติดมากับปุ๋ยหมักด้วย  แต่ BioActn ดูเหมือนจะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหิน



จากนั้นก็เจาะรูขวด และเอาวัสดุผสมใส่ สลับกับ ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอกแห้ง  งานพวกนี้สามารถทำล่วงหน้าก่อนจะมาสวนได้ จะได้ไม่เสียเวลา



หนู ทดลองต้นแรกในการปลูกตอนหมดหน้าฝนแบบนี้คือ ไผ่เหลือง จากสวนพี่ดาบนริทร์นั่นเอง  รากค่อนข้างเยอะจริงๆ ท่าทางน่าจะรอด  ฝังขวด vertical mulch เอาไว้ห่างออกไปประมาณ 20-30 ซม. เพื่อล่อให้รากงอกออกมาหาน้ำ  ถ้าวางใกล้ไป รากจะไม่เดินไกล  จากนั้นก็ฝังกลบให้เหลือแต่ฝาขวดน้ำที่อยู่เหนือดิน  จากนั้นก็จะรดน้ำทุกๆ 2-4 สัปดาห์ (ตามความขี้คร้าน) ตลอดหน้าแล้ง  โดยจะรดน้ำลงในขวด และไม่รดที่โคนต้นไม้เลย  จะได้ใช้น้ำน้อยๆ (ขนน้ำได้ไม่เยอะ เพราะว่าต้องขนน้ำเดินเท้าเข้าไปในบริเวณที่ปลูก ผสมกับความขี้เกียจขนหลายๆ รอบ ฮ่าๆๆ)



ทำ เสร็จก็กลัวจะใช้ผลการทดลองไม่ได้  เพระว่าต้นกล้าไผ่จากสวนพี่ดาบรินทร์อาจจะแข็งแรงเกินไป  ก็เลยไปขุดดินฝัง Vertical Mulch ที่ต้นไม้ชนิดอื่นที่เคยตายเกลี้ยงเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ ต้นทุเรียน มังคุด และลองกอง  โดยเฉพาะทุเรียนที่ความจริงเขาแนะนำให้ปลูกที่มีฝนตกมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี  แต่ที่เพชรบุรีปีนี้น่าจะมีฝนถึงสิ้นปีอย่างมากไม่เกิน 1,100 มิลลิเมตร  จึงถือว่าทุเรียนเป็นไม้ผลปราบเซียนสำหรับสวนขี้คร้านเหมือนกัน  สุดท้ายอยากจะจับฉลากเสี่ยงทายว่าต้นไหนจะรดน้ำ 2 สัปดาห์ครั้ง ต้นไหนจะรดน้ำ 1 เดือนครั้ง  ส่วนผลการทดลองว่าต้นไหนจะรอด หรือจะตายเหมือนปีที่แล้ว ก็คงต้องอดใจรอผลไปถึงประมาณเดือนเมษายนปีหน้านะครับ 

สรุปแล้ว เทคนิคในกลุ่มของ Vertical Mulch เป็นเทคนิคที่ดีสำหรับดูแลต้นไม้แต่ละต้น  และด้วยประสิทธิภาพการใช้น้ำที่สูงจึงได้ผลดีมากในสภาพที่แห้งแล้งมากอย่าง ในทะเลทราย  อย่างไรก็ตาม vertical mulch เป็นวิธีทีใช้ต้นทุนทั้งเรื่องวัสดุอุปกรณ์ และแรงงานค่อนข้างสูง  แถมยังมีภาระในการให้น้ำอยู่ดี  ส่วนตัวผลจึงคิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับกรณีที่มีน้ำน้อยสุดๆ แบบในทะเลทราย หรือสำหรับการดูแลต้นไม้ที่มีราคาสูง หรือต้นไม้หายาก  เพื่อให้มั่นใจว่าจะรอดผ่านหน้าแล้งไปได้จริงๆ   แต่ถ้าจะปลูกต้นไม้จำนวนมาก ครอบคลุมบริเวณกว้าง เทคนิคนี้อาจจะลงทุนมากเกินไปครับ

ปล. มาถึงจุดนี้เพื่อนบางท่านอาจจะจินตนาการไปถึงต้นทุนการใช้เจลโพลิเมอร์ช่วย ทำให้ดินชื้น เทียบกับ vertical mulch ผมยังไม่เคยซื้อโพลิเมอร์มาใช้งาน  แต่เท่าที่ดูราคาจากเวปแล้วคิดว่า โพลิเมอร์จะถูกกว่า  แต่อายุการใช้งาน และหลักการทำงานจะแตกต่างกัน  โพลิเมอร์จะมีหลายราคา  มีอายุการใช้งานประมาณ 2-3 ปีตามชนิดของโพลีเมอร์ (ซึ่งก็น่าจะนานพอให้ต้นไม้ตั้งตัวได้)  ส่วนโพลิเมอร์ฝังไว้ในดิน และเน้นเรื่องการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำที่ไหลผ่านลงไปในดิน  แต่ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาดินบริเวณผิวอัดแน่น   ส่วน Vertical Mulch จะอายุการใช้งานนานกว่า  ทำให้ดินโปร่งขึ้น เป็นช่องทางให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมลงไปในดินได้เร็วกว่า/มากกว่าปกติ (ลด Run off) ทำให้มีน้ำมาเก็บในดินมากขึ้นกว่าการใช้โพลิเมอร์อย่างเดียว  นอกจากนั้นช่องของ Vertical Mulch ยังเป็นช่องให้อากาศลงมาในดินมากขึ้น  ทำให้รากของต้นไม้หายใจได้ดีขึ้น  และมีโอกาศเป็นต้นเหตุของปัญหารากเน่าน้อยกว่าการใช้โพลิเมอร์ สรุปคือทั้งสองแบบไม่เหมือนกันซะทีเดียว


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0 

4 ธันวาคม 2556

กระบวนท่าที่ 2 (ตอนที่ 1) - Sub-surface Watering

ความจริงคิดอยู่นานว่าจะใช้ชื่ออะไรดี  เพราะว่าจะมีหลายๆ เทคนิคที่คล้ายกันมากๆ และใช้ชื่อแตกต่างกัน  แต่โดยหลักแล้วเทคนิคในกลุ่มนี้จะเป็นการให้น้ำที่ระดับลึกลงไปในดิน เพื่อเลี่ยงการรดน้ำวัชพืชที่มีรากตื้น และลดอัตราการระเหยของน้ำที่ผิวดิน เหมือนวิธีการอื่นๆ ที่รดน้ำที่ผิวดิน  วิธีการในกลุ่มนี้จึงเป็นการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพมาก   คิดไปคิดมาสุดท้ายเลยเลือกชื่อกลางๆ ว่า Sub-surface Watering

เทคนิค แรกในกลุ่มนี้ที่อยากจะกล่าวถึงคือ การให้น้ำด้วยตุ่มดินเผา ซึ่งในหนังสือ Fan Sheng-chih Shu มีบันทึกไว้ว่ามีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนเมื่อนานกว่า 2,000 ปีที่แล้ว (ประเทศจีนเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผา มีบางหลักฐานบ่งชี้ว่าอาจจะมีการใช้เทคนิคนี้ในประเทศจีนนานมากกว่า 4,000 ปีด้วยซ้ำไป)  ในเมืองไทยก็มีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านกล่าวถึงเทคนิคนี้ เช่น พ่อ ผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ๋จากภาคอีสาน  หลักการคือฝังตุ่มดินเผาชนิดไม่เคลือบ ซึ่งจะมีรูพรุนขนาดเล็กมาก ทำให้น้ำสามารถซึมผ่านผนังของตุ่มออกมาในดินได้  ที่ฝาตุ่มก็จะมีฝาปิดเพื่อลดอัตราการระเหยของน้ำ  และป้องกันการรบกวนจากสัตว์/แมลง



ใน ทวีปอาฟริกาได้พัฒนาตุ่มให้มีรูปร่างทรงปากแคบสำหรับใช้ในเทคนิคการให้น้ำ แบบนี้เรียกว่า Ollas (ดูรูปด้านล่าง)  ทำให้ลดอัตราการระเหยดีขึ้นไปอีก บางครั้งการให้น้ำแบบนี้จึงถูกเรียกว่า Ollas Irrigation  ปัจจุบันเทคนิคการให้น้ำด้วยตุ่มดินเผายังเป็นที่นิยมในหลายประเทศในทวีปอา ฟริกา อินเดีย อิหร่าน และบราซิล



เทคนิค ถัดมาเป็นการพัฒนาในสมัยใหม่โดยการใช้กระถางที่มีราคาถูกว่าแทน  โดยทากาวปิดรูปของกระถางด้านล่าง และทากาวประกบกระถาง 2 ใบให้เป็นรูปเหมือนด้านล่าง  เพื่อใช้ทดแทนตุ่มที่มีราคาแพงกว่า



ใน ปัจจุบันการขึ้นรูปด้วยพลาสติกมีราคาถูกกว่าเครื่องปั้นดินเผา  จึงมีการปรับปรุงเป็นแบบ Deep Pipe Irrigation (ดูรูปด้านล่าง) โดยได้มีการทดลองในทะเลทรายในรัฐแคริฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ด้วยการฝังท่อ PVC ขนาด 2" ยาว 40 ซม. ฝังลึกในดิน 30 ซม. และให้โผล่เหนือดิน 10 ซม.  มีการเจาะรูเป็นระยะๆ ห่างกัน 1.5" เพื่อให้น้ำสามารถไหลออกไปยังดินข้างๆ ท่อได้ มีตาข่ายปิดที่ด้านบนของท่อเพื่อป้องกันสัตว์ และแมลง



ใน การทดลองนี้ได้ทำการรดน้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ในปริมาณที่เท่ากัน  ปรากฎว่าต้นไม้ที่ให้น้ำด้วยตุ่มดินเผามีอัตราการรอดเกือบ 100% ในขณะที่เทคนิค Deep Pipe Watering มีอัตราการรอดประมาณ 70-80% ในขณะที่การรดน้ำที่ผิวมีอัตราการรอดเพียง 2%  ส่วนอัตราการเจริญเติบโต (ความสูงของต้น) ในเทคนิคของการให้น้ำด้วยตุ่ม และการฝังท่อ (Deep Pipe Irrigation) ไม่แตกต่างกันมากนัก  โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าในการทดลองนี้ไม่ได้ทำฝาปิดด้านบนของท่อ PVC จึงทำให้มีอัตราการระเหยสูงกว่าให้ให้น้ำด้วยตุ่มดินเตา  แต่ที่เคยเห็นมีการทดลองที่โครงการห้วยทรายในพระราชดำริ  จะมีการเอากระป๋องอลูมิเนียมของ เบียร์กระป๋อง หรือน้ำอัดลมกระป๋องมาครอบท่อแทนการใช้ตาข่าย ซึ่งน่าจะลดการระเหยได้ดีขึ้น (หมายเหตุ ขนาดหน้าตัดของกระป๋องอลูมิเนียมจะครอบท่อขนาด 2" ได้พอดี)





ปัญหา เล็กน้อยของ Deep Pipe Irrigation คือดินจะค่อยๆ ไหลเข้ามาในท่อสุดท้ายก็จะทำให้ด้านในท่อเต็มไปด้วยตะกอนดิน  ทำให้น้ำไม่ไหลลงในไปในส่วนลึกเหมือนตอนที่ติดตั้งแรกๆ (หวังว่ากว่าท่อจะตัน  ต้นไม้ก็น่าจะแข็งแรงพอ)  และอัตราการระเหยที่สูงเนื่องจากเป็นโพรงอากาศลงไปถึงดินด้านล่างของท่อ

เพื่อ แก้ไขปัญหาอุดตันจากดินที่ไหลเข้ามาในท่อต่อมาจึงได้มีการพัฒนาด้วยการเติม วัสดุพรุน (Porous Material) เข้าไปในท่อ  เพื่อลดการไหลเข้ามาของตะกอนดิน และลดการระเหยของน้ำจากใต้ดินในเวลาเดียวกัน  นอกจากวัสดุพรุนแล้วก็มีการเติมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำดีเข้าไปในท่อด้วย  มีการทดลองปรับสัดส่วนจาก 100% วัสดุพรุน จนเป็น 100% ปุ๋ยหมัก  ปรากฎว่าสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 50% วัสดุพรุน และ 50% ปุ๋ยหมัก โดยหลักการแล้วเข้าใจว่าเทคนิคแบบนี้จะช่วยให้อากาศผ่านร่องระหว่างวัสดุไป ที่ระดับดินด้านล่างได้มากขึ้น และปุ๋ยคอกที่ช่วยทั้งเรื่องการรักษาความชื้น เป็นแหล่งเจริญเติบโตของจุลลินทรีย์ที่ดี และเป็นปุ๋ยให้แร่ธาตุสำหรับต้นไม้  ทำให้ต้นไม้มักจะงอกรากมาคลุมรอบๆ ท่อนี้เพื่อดูดน้ำ อาหาร และอากาศ  เทคนิคนี้จึงถูกเรียกว่า "Vertical Mulch"  ซึ่งแปลแบบตรงตัวว่า "การคลุมดินในแนวดิ่ง"  ต่างกับการคลุมดินรักษาความชื้นทั่วๆ ไปจะคลุมที่ผิวดินในแนวนอน

เทคนิค Vertical Mulch นี้ได้มีการพัฒนาอีกหลายรูปแบบ เช่น การนำเอาวัสดุพรุนมาใส่ถุงผ้า แล้วฝังดินแทนการใช้ท่อ (ดูรูปด้านล่าง)



รวม ทั้งการขุดหลุมในแนวดิ่งลึกประมาณ 30 - 60 ซม. รอบๆ ต้นไม้ในแนวเรือนยอดของต้นไม้  แล้วนำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังเข้าไปในรูเหล่านี้ (คล้ายๆ รูปในกระทู้ของพี่ Sompol ) เทคนิค Vertical mulch ยังถูกนำไปใช้ช่วยต้นไม้ที่เติบโตช้าเนื่องจากอยู่ในบริเวณดินที่ถูกอัดแน่น  เรียกว่าเทคนิคการทำสาวต้นไม้นั่นเอง



เทคนิค การทำสาวต้นไม้ยังมีการพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า Radial Aeration โดยการขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 30-60 ซม. เป็นแนวยาวออกไปจากลำต้นของต้นไม้เป็นแนวยาวจากลำต้นออกไปจนถึงแนวชายพุ่ม ของเรือนยอดต้นไม้ คล้ายกับรูปดาว (ดูรูปด้านล่าง)   โดยจะพยายามขุดร่องในระหว่างแนวของรากต้นไม้เพื่อลดการกระทบกระเทือน  จากนั้นก็นำเอาวัสดุพรุนผสมปุ๋ยหมักฝังลงไปในร่องแบบเดียวกับการทำ vertical mulch  ในการขุดเป็นแนวยาวแบบนี้อาจจะกระทบกระเทือนกับรากมาก  บางครั้งจึงใช้เครื่องอัดลม หรือเครื่องอัดน้ำแรงดันสูงในการขุดร่อง แทนการใช้อุปกรณ์ขุดตามปกติ  



สุดท้ายแล้วก็มีการพัฒนานำไปใช้ร่วมกับระบบน้ำหยดทั้งแบบเดินสายบนดิน



และการฝังท่อน้ำหยดไว้ใต้ดิน

  

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0