
ประวัติการเรียนรู้วัฏจักรของหิน
ต้นกำเนิดของแนวคิดวัฏจักรหินเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 โดย เจสส์ ฮัตตัน บิดาแห่งธรณีวิทยา วัฎจักรของหินนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดหลักแห่งความเป็นเอกภาพ (Uniformitarianism) และจากความคิดของเขาที่ว่า “no vestige of a beginning, and no prospect of an end” ที่นำมาประยุกต์ใช้ในวัฏจักรของหินร่วมกับกระบวนการทางธรณีวิทยา เมื่อมีทฤษฎีธรณีแปรสัณฐาน ในช่วงศตวรรษที่ 1960 จึงมีการพัฒนาเป็น Wilson cycle โดย J. Tuzo Wilson ที่นำเอาทฤษฎีแปรสัณฐานมาใช้ร่วมด้วย
วัฎจักรของหิน
การเปลี่ยนแปลงเป็นหินอัคนีเมื่อหินได้จมตัวลงสู่ใต้ผิวโลกจะเกิดการหลอมละลายกลายเป็นหินหนืด เมื่อปัจจัยสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเกิดการเย็นตัวของระบบ หินหนืดจะเกิดการเย็นตัวอย่างช้า ๆ กลายเป็นหินอัคนีบาดาล ได้เนื้อหินเป็นผลึกหยาบ หรือถ้าหากหินหนืดมีการแทรกดันออกมานอกผิวโลก (หินหนืดที่ปะทุออกมานอกผิวโลกว่า ลาวา) จะเกิดการเย็นตัวอย่างรวดเร็วเกิดเป็นหินอัคนีพุ เนื้อหินที่ได้จะมีผลึกที่ละเอียด หรือในบางครั้งหากมีการเย็นตัวอย่างรวดเร็วมากจะได้เนื้อหินเป็นเนื้อแก้ว เช่น หินออบซิเดียน หินทุกชนิดทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรสามารถหลอมละลายกลายเป็นหินหนืดและกลายเป็นหินอัคนีได้ทั้งสิ้น

A = โพรงแมกม่า (batholith); B = พนังหินอัคนี(dyke/dike); C = หินอัคนีรูปเห็ด(laccolith); D = หินเพกมาไทต์(pegmatite) เป็นหินอัคนีแทรกซอนมักปรากฏอยู่เป็นสายแร่; E = พนังแทรกชั้น(sill); F = กรวยภูเขาไฟสลับชั้น (stratovolcano);
ขบวนการหลอมละลาย: 1 = ความร้อนจากหินหนืดหลอมละลายเปลือกโลกที่ถูกดันลงใต้ผิวดิน; 2 = หินชั้นซึ่งเกิดจากหินที่ถูกดันลงไปในหินหลอมละลายแต่ยังไม่ถูกละลาย(roof pendant) เมื่อเย็นตัวลงจะเป็นหินที่มีลักษณะไม่เหมือนหินอัคนีที่อยู่รอบๆ บางครั้งเรียกว่า หินแปลกปลอม(xenolith); 3 = หินแปรที่เกิดจากสภาพสัมผัสของหินหลอมละลายกับเปลือกโลก; 4 = เมื่อมีแรงดันมากพอก็หินหลอมละลายก็จะถูกดันออกทางปากปล่องภูเขาไฟ
การเปลี่ยนแปลงเป็นหินตะกอน
เนื่องจากหินที่มีการโผล่ขึ้นมาบนผิวโลกจะมีความเสถียรลดลง จึงเกิดการผุพังและกัดกร่อนของหินได้ง่ายด้วยกระบวนการจากลมฟ้าอากาศ สารละลาย การกระทำของต้นไม้ รวมไปถึงแบคทีเรีย กระบวนการผุพังและกัดกร่อนจะทำให้หินดั้งเดิมแตกหักจนกลายเป็นตะกอนและสามารถพัดพาไปยังที่ต่าง ๆ โดยลม น้ำ หรือธารน้ำแข็ง เมื่อเกิดการสะสมเป็นจำนวนมากในบริเวณหนึ่ง ๆ และเกิดการทับถมกลายเป็นหินตะกอนเนื้อเม็ด แต่ถ้าเกิดจากการระเหยของแร่จะเรียกว่าหินตะกอนเคมี เช่น หินปูน หินเชิร์ต ถ้าตะกอนเหล่านั้นเกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิตจะเรียกว่าหินตะกอนอินทรีย์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น