แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพอร์มาคัลเชอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพอร์มาคัลเชอร์ แสดงบทความทั้งหมด

17 สิงหาคม 2557

กระบวนท่าที่ 4 (ตอนที่ 5) - ติดตามผลของการขุด Swale

ในช่วงต้นๆ หลังจากขุด swale ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับลักษณะของดินในร่อง  ในร่องที่สัดส่วนของดินเหนียวมีมากก็จะสามารถอุ้มน้ำได้ดีมากๆ น้ำจะขังในร่องได้เป็นเดือน ทั้งๆ ที่ระดับ Table Table ในบริเวณนี้ไม่สูง ดูจากภาพตัวอย่างข้างล่างเราจะเห็นได้ชัดถือผลของ Capillary action ซึ่งจะทำให้น้ำที่อยู่ระดับต่ำกว่าถูกดึงขึ้นมาที่ระดับสูงขึ้น ดังนั้นน้ำที่อยู่ใต้ดินจะถูกดึงขึ้นมาด้วยแรง Capillary action เพื่อให้ใกล้รากพืชมากขึ้น ประเด็นคือ swale จะช่วยเราในการเอาน้ำที่เดิมจะเป็น run-off มาเก็บเป็นน้ำใต้ดินให้กับเรา และโดยปกติแรง Capillary action จะดึงน้ำใต้ดินขึ้นมาได้สูงประมาณ 50 เซนติเมตร

ส่วนที่เราจะเห็นส่วนใกล้ผิวดินแห้งเนื่องจากความร้อนจะทำให้น้ำใกล้ผิวดินระเหยออกไป เมื่อน้ำใกล้ผิวดินระเหยก็จะมีแรง Capillary action ดึงน้ำจากส่วนที่อยู่ติดกันขึ้นมาใกล้ผิวดิน ซึ่งก็จะโดนความร้อนที่ผิวทำให้ระเหยอีกจนสุดท้ายหากไม่มีฝน น้ำค้าง หรือการรดน้ำ ดินบริเวณ 30-50 เซนติเมตรแรกจะแห้งสนิท แต่น้ำที่อยู่ล่างลงกว่านั้นจะเกินที่ Capillary action ดึงน้ำขึ้นมา ทำให้น้ำที่อยู่ใต้ดินลึกกว่า 50 เซนติเมตรไม่โดนผลกระทบจากการระเหยเท่าไหร่  แต่หมายความว่าพืชที่จะนำน้ำส่วนนี้มาใช้งานได้จะต้องมีรากลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร ซึ่งส่วนใหญ่พืชที่มีรากลึกแบบนั้นจะเป็นต้นไม้มากกว่าพืชล้มลุก



ในบริเวณที่มีดินเหนียวเป็นองค์ประกอบน้อยก็จะไม่ค่อยเก็บน้ำได้ (ส่วนใหญ่ swale ที่สวนขี้คร้านจะเป็นแบบนี้) เราจะเห็นน้ำค้างในร่องแบบนี้เฉพาะวันที่ฝนตกหนัก และนานจริงๆ หากมีน้ำเต็มร่องก็จะใช้เวลาซึมลงดินจนหมดแตกต่างกันไปตามลักษณะดิน จากผลทดลองที่สวนขี้คร้านจะมีทั้ง swale ที่แห้งภายใน 6 ชั่วโมง ภายใน 1 วัน และภายใน 3 วัน และภายใน 5 วัน




เมื่อดินมีน้ำใต้ดินมากขึ้นเราก็จะเริ่มเห็นวัชพืชประเภทหญ้าจำนวนมากผิดจากลักษณะเดิมของที่ดิน







ถ้าพวกเราศึกษาเรื่องดินจริงจังจะพบว่าอินทรีย์วัตถุ (organic matter) จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของดินที่ดี โดยปกติ organic material เช่น รากพืช ใบไม้ กิ่งไม้เมื่อย่อยสลายแล้วจะเหลือเป็น organic matter เพียง 10% หมายความว่าถ้าเราต้องการเพิ่ม organic matter 1 ตัน เราจะต้องใช้ organic material มากถึง 10 ตัน คำถามคือเราจะใช้วิธีซื้อมาจากที่อื่นหรือเราจะให้ธรรมชาติเป็นคนสร้าง organic material ให้กับเรา?  (ลองไปอ่านเรื่องวัฏจักรของคาร์บอนที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/04/CarbonCycle.html  จะพบมวลของต้นไม้ส่วนหนึ่งจะเกิดจากตรึงธาตุในอากาศให้กลายมาเป็นส่วนต่างๆ ของพืช )

เมื่อเราศึกษาในเชิงลึกลงไปเราจะพบว่าในบริเวณที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่จะเป็นแหล่งของ organic material ได้น้อยกว่าบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้าหรือไม้ล้มลุก เนื่องจากต้นไม้ขนาดใหญ่ใช้เวลานานกว่าที่รากจะตาย เราจึงจะได้ organic material จากใบที่ร่วงเท่านั้น แต่หากเป็นพืชล้มลุกมักจะตายในหน้าแล้งทุกปี และงอกขึ้นมาใหม่ในหน้าฝน จึงสามารถเพิ่ม organic material ให้กับพื้นดินมากกว่า การที่เราเห็นว่าพื้นที่ว่างเปล่าที่เสื่อมโทรมนั้นธรรมชาติจะเริ่มต้นการฟื้นฟูด้วยหญ้า และวัชพืชล้มลุกก่อนเพื่อเพิ่ม organic matter จากนั้นเราจึงจะเห็นไม้พุ่มขนาดเล็ก และตามมาด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ดังนั้นเราอย่าไปมองว่าหญ้าเป็นศัตรู เนื่องจากหญ้าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่จะช่วงฟื้นฟูสภาพดิน การเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินแล้วทำให้หญ้าและวัชพืชที่มีรากตื้นเหล่านี้เติบโตได้ดีจึงเรียกได้ว่าเป็น "ทรัพยากรที่ยังไม่ถูกใช้" (unused resources)

เพื่อเร่งให้มีการสร้าง organic material จำนวนมากขึ้น บางครั้งผมก็จะตัดวัชพืชในช่วงหน้าฝน การตัดเราไม่ได้ต้องการตัดให้ตาย เราต้องการตัดเพื่อให้วัชพืชสามารถงอกขึ้นมาใหม่อีกรอบ เพื่อให้เราได้ organic material ใน 1 ปีเพิ่มขึ้นมากว่าการไม่ตัด (แตกต่างกับการใช้ยาฆ่าหญ้าที่มีจุดมุ่งหมายจะฆ่าวัชพืชมากกว่าจะเพิ่มปริมาณ organic material จากวัชพืช) หรือเราอาจจะตัดเพื่อควบคุมให้ต้นไม้ได้มีโอกาสเติบโตเร็วกว่าการไม่ช่วยควบคุมวัชพืชเลย  ส่วนวัชพืชที่ตัดนั้นบางคร้งผมก็ทิ้งกองไว้ตรงนั้น  ถ้ามีเวลามากหน่อยก็เอามาสุมรวมๆ กันเพื่อทำปุ๋ย



ถึงแม้นว่าเราจะตัดหรือไม่ตัดวัชพืช  การปลูกแนวธรรมชาติที่ไม่มีการให้น้ำที่ผิวดินนั้นวัชพืชมักจะแห้งตายเองในหน้าแล้ง  วัชพืชส่วนที่แห้งตายเองตามธรรมชาติก็ดี ส่วนที่เราตัดแล้วทิ้งไว้ให้แห้งก็ดีจะกลายเป็นวัสดุคลุมดิน (mulch) ซึ่งจะช่วยลดน้ำ run off และรักษาความชุ่มชื้นให้กับดิน   ความชุ่มชื้นนี่เองก็จะช่วยให้วัชพืชเติบโตได้ดีขึ้นในรอบปีถัด  เมื่อผ่านไปนานๆ เข้าชั้นของวัสดุคลุมดินก็จะหนาขึ้น  ดินเองก็จะมี organic matter มากขึ้นจนเอื้อให้ไม้พุ่ม หรือต้นไม้ขนาดใหญ่สามารถรอดแล้งและเติบโตได้ดีขึ้น  เป็นขบวนการฟื้นฟูป่าโดยธรรมชาติ   และเมื่อไม้ใหญ่มีมากขึ้นวัชพืชก็จะได้รับแสงแดดน้อยลง จนเริ่มมีจำนวนลดลงไปเอง


29 มิถุนายน 2557

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม ตอนที่ 2

ได้รับแรงบันดาลใจจากคำถามของครูบาสุทธินันท์ เรื่องไส้เดือนหายไปไหน?  เราจะนำไส้เดือนกลับสู่ธรรมชาติได้อย่างไร?  คำตอบอาจจะมีได้หลายอย่าง เช่น การเลี้ยงไส้เดือนในระบบปิด แล้วนำเอาไส้เดือนไปปล่อยในธรรมชาติเป็นระยะๆ หรือการเลี้ยงไส้เดือนในระบบเปิดแบบ Free Range คือให้ไส้เดือนสามารถเลื้อยเข้าออกจากที่เลี้ยงได้แบบหอคอยไส้เดือน ใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/12/2-3-worm-tower.html  ผมเลือกที่จะทดลองเลี้ยงไส้เดือนในระบบเปิดโดยใช้  Banana Circle ใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/01/banana-circle.html

ผม ตั้งใจเลือกลานทดลองบริเวณในสวนขี้คร้านเป็นส่วนที่เคยปลูกกล้วยหอมแล้วตาย ทั้ง 100% และมีไส้เดือนในบริเวณนี้น้อยมาก เริ่มต้นจากการขุดหลุมตรงกลาง
การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

มาดูใกล้ๆ กันตอนขุดหลุมปลูกกล้วยจะเห็นว่ามีหินปนอยู่หลายชนิดทั้งที่เป็นสีขาว สีเทา สีแดง และสีน้ำตาล
การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

หน้า ดินมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นดินแข็งๆ และหิน ต้องใช้อีเตอร์เป็นตัวเบิกนำ และใช้ชะแลงค่อยๆ แต่งหลุมปลูก  ยิ่งขุดลึกยิ่งเจอหินดูไม่ค่อยมีอนาคตเท่าไหร่  โกรธ โกรธ




ขุดหลุมปลูกเสร็จก็ปลูกกล้วยรอบๆ เป็นวงกลมกล้วย แล้วเอาดินในหลุมใหญ่มาพูนเป็นเนินรูปวงกลม
การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

แนว คิดของ Banana Circle เป็นผสมผสานแนวคิดของหอคอยไส้เดือน เข้ากับการทำปุ๋ยหมักแบบหลุม เข้ากับการทำร่องชะลอน้ำ (Swale) โดยเราจะต้องขุดหลุมตรงกลางให้ลึกมากพอที่น้ำซึ่งปกติไม่ค่อยจะซึมลงดินชั้น ล่าง (เนื่องจากดินชั้นดินแข็งๆ )  สามารถจะนำเอาน้ำฝนลงไปยังดินชั้นล่างได้ง่ายขึ้น  น้ำเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในการช่วยย่อยสลายหิน การนำน้ำลงไปโดยหินได้เยอะๆ จึงจะช่วยเร่งการย่อยสลายนี้

เราเอา ใบไม้ ในกรณีนี้ผมใช้ฟาง 2 มัดใส่ในหลุมให้เต็ม เอาเศษกิ่งไม้วางทับเพื่อไม่ให้ฟางปลิว เมื่อใบไม้เหล่านี้เริ่มย่อยสลายก็จะทำตัวเหมือนกับฟองน้ำ รักษาความชื้นให้กับหลุม  และเป็นอาหารของไส้เดือน  ไส้เดือนเองก็จะช่วยเจาะดินให้เป็นรู  ทำให้ความชื้นจากตรงกลางหลุมกระจายไปโดนหินได้มากขึ้น  รากของกล้วยโดยรอบเองก็จะพยายามชอนไชมาหาน้ำในกลางหลุม   ใบของกล้วยโดยรอบหลุมจะช่วยบังแดดรักษาความชื้นในหลุม  ใบกล้วยโดยรอบยังทำหน้าที่เหมือนกรวยที่จะ Direct ให้น้ำฝนลงมาในกลางหลุมมากขึ้น  สิ่งที่ผมคาดหวังคือ Banana Circle จะเป็นที่เลี้ยงไส้เดือนของดินบริเวณนี้  และเป็นหลุมที่ช่วยเร่งการสร้างดิน
การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

ปล.ท่าน ไหนต้องการออกกำลังกายทดลองแบบนี้ได้เลยนะครับ ผมใช้เวลาวันหยุดตั้ง 4 วันเพิ่งปลูกกล้วยไปได้ 45 หน่อ และขุดหลุมใหญ่แบบนี้เสร็จจนถึงขั้นใส่ฟางแค่ 1 หลุม ยังเหลือต้องขุดอีกหลายหลุม  การขุดหลุมบนดินแข็งๆ นั้นช่างใช้พลังกายดีแท้ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ส่วนในภาพข้างล่างจะเป็นหลุมถัดไปเล็กน้อย หลุมนี้จะมีหินสีขาวอยู่ค่อนข้างมาก จะเห็นดินที่ขุดขึ้นมาเป็นสีขาวตามสีของหิน

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

เนื่องจากหลุมนี้ผมขุดใหญ่ขึ้น และลึกมากขึ้น จึงต้องใช้ฟางใส่ลงในหลุมมากขึ้นเป็น 4 มัด

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม

13 เมษายน 2557

ทฤษฎีขอบ (Edge Effect Theory)

Edge effect เป็นแนวคิดทางนิเวศวิทยาซึ่งบรรยายว่าจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใน บริเวณที่ขอบของ 2 สภาพแวดล้อมที่อยู่ติดกันมาเชื่อมต่อกัน ตัวอย่าง เช่น แผ่นดินกับแผ่นน้ำ (ริมตลิ่งแม่น้ำ ทะเลสาป น้ำตก) , ชายป่ากับทุ่งหญ้า, รอต่อระหว่างน้ำเค็มกับน้ำจืด, หน้าผา, รอยต่อระหว่างหินกับดิน, รอยต่อระหว่างดินกับทราย เป็นต้น   ตรงขอบรอยต่อของ 2 สภาพแวดล้อมเรามักจะพบสิ่งมีชีวิตสกุลที่มีอยู่ทั้งใน 2 สภาพแวดล้อม  นอกจากนั้นเรายังอาจจะพบสิ่งมีชีวิตสกุลใหม่ที่ไม่มีในสภาพแวดล้อมเดิมทั้ง 2 แห่ง  เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเป็นพิเศษที่จะอยู่ตรงรอยต่อของสภาพแวดล้อมเท่า นั้น (ดูภาพด้านล่าง)

นั่นหมายความว่าในพื้นที่ชายขอบจึงจะมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าปกติ  และจะช่วยในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ด้วยเหตุผลดังนี้ :
- ทรัพยากรของทั้ง 2 สภาพแวดล้อมสามารถเข้าถึงได้ในโซนเดียว
- สภาพต่างๆ เช่น อุณหภูมิของอากาศ, ความชื้นในอากาศ, ความชื้นในดิน หรือความเข้มของแสงจะเปลี่ยนแปลงที่ชายขอบ
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ชายขอบจะสร้าง microclimate ที่จะสนับสนุนการดำรงอยู่ของพืช และสิ่งมีชีวิตสกุลใหม่ๆ ทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น
- ความหลากหลายทางชีววิทยาของพืชทำให้เพิ่มแมลง ซึ่งจะเพิ่มนก และสุดท้ายจะเพิ่มสัตว์ที่เป็นนักล่าต่างๆ
- ขอบยังทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตาข่ายในการดักจับการเคลื่อนที่ของแร่ธาตุ ต่างๆ ข้ามรอบขอบ เช่น ฝุ่นถูกลมพัดพามาจะหยุดที่แนวของชายป่า หรือเปลือกหอยถูกคลื่นพัดพามาอยู่ที่ริมชายหาด เป็นต้น
- นอกจากจะมีการเคลื่อนที่ของสสารที่ชายขอบ ก็ยังมีการเคลื่อนที่ของพลังงานด้วย  การเคลื่อนไหวที่มากกว่าปกติเหล่านี้จะส่งอิทธิพลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ทาง นิเวศวิทยา

ตัวอย่างที่แม่นางสุนำเสนอก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี  ด้านที่ต่ำกว่าจะรองรับน้ำให้ซึมลงในดิน  ส่วนด้านที่สูงกว่าจะตอบโจทย์เรื่องอากาศสำหรับรากของพืช

ในการนำมา ใช้ในงานออกแบบของเพอร์มาคัลเชอร์จึงมุ่งเน้นที่จะใช้แพทเทิร์นที่จะเพิ่ม พื้นที่ชายขอบ เช่น ขนาดสระที่มีความจุเท่ากันเราอาจจะปรับรูปแบบให้มีขอบตลิ่งมากขึ้น


การสร้างทางเดินในสวนแทนที่จะทำเป็นร่องตรงๆ การทำเป็นแนวโค้งไปมา หรือทำเป็น key hole จะเพิ่มพื้นที่ชายขอบมากกว่า


การ ปลูกต้นไม้สลับแถวกันด้วยระยะห่างระหว่างต้นเท่ากัน จะทำให้สามารถปลูกได้จำนวนต้นมากกว่า  การปลูกสลับระหว่างต้นไม้หลายชนิดที่มีความสูงหลากหลายกันก็จะยิ่งทำให้เรา สามารถปลูกต้นไม้ได้จำนวนมากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม


การใช้พื้นที่ในแนวดิ่ง เป็นอีกเทคนิคในการเพิ่มความหลากหลายของพื้นที่ ทำให้เราปลูกพืชต่างชนิดได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม


ด้วยความรู้เรื่อง Edge Effect Theory แบบนี้ผมจึงมักจะเลือกปลูกต้นไม้ที่ชายขอบก่อน  แล้วค่อยๆ ขยายออกไป ยิ้มเท่ห์

11 กุมภาพันธ์ 2557

ประโยชน์ของหิน

หากไม่สนใจ เรื่องมูลค่าของหินว่าจะเป็นบ่อทองหรือไม่ ในมุมของกลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์  หินเองก็เป็นประโยชน์กับการปลูกต้นไม้ และระบบนิเวศน์หลายอย่าง เช่น
  • ช่วย ในการยึดเกาะของรากต้นไม้  มีการพบว่าต้นไม้ที่ปลูกในบริเวณที่มีหินอยู่ใต้ดินจะสามารถทนต่อการโค่น ล้มจากแรงลมพายุ ได้ดีกว่าต้นไม้ที่ปลูกในบริเวณที่ไม่มีหินเลย
  • ช่วน รักษาความชื้น ภายใต้ดินที่ปกคลุมด้วยหินจะชื้นกว่าหน้าดินเปลือยๆ  ในธรรมชาติเราจึงจะพบพืชหลายชนิดที่งอกออกมาจากซอกหิน  รากของพืชมักจะอยู่ใต้หินที่มีความชื้นมากกว่า และโพล่เฉพาะส่วนต้นตรงขอบหิน



    ใน เรื่องนี้ปู่บิลเรียกว่า "Edge Effect" (อิทธิพลของแนวขอบ)  โดยได้ขยายความออกไปไม่เฉพาะที่ขอบของก้อนหิน  แต่ยังแนวขอบอื่นๆ เช่น ตามแนวขอบป่าแสงสว่างจะส่องเข้าไปข้างในป่าได้มาก  อากาศใกล้ผิวดินตามแนวขอบป่าก็ผันแปรมาก  เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น จึงจะทำให้มีพืชที่ชอบร่มมากๆ เติบโตได้ไม่ดี ในขณะเดียวกันก็ทำให้ต้นไม้ที่ชอบแดดมากๆ ก็เติบโตไม่ดีเช่นกัน  จึงจะมีพืชชนิดใหม่ๆ ที่สามารถเติบโตได้ดีในลักษณะแบบนี้ เพิ่มความหลากหลายของชนิดพันธู์ไม้ในพื้นที่   หรือตามแนวขอบน้ำโดยเฉพาะในบริเวณน้ำตื้น  บางช่วงก็ถูกน้ำท่วม บางช่วงก็แห้งเห็นพื้นดิน จึงเป็นที่อยู่ของพืชอีกกลุ่มหนึ่งที่แตกต่างจากต้นไม้ที่ปลูกในบริเวณอื่นๆ

    ในแนวของกลุ่มเพอร์มาคัลเชอร์เชื่อในเรื่องความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายในเรื่องชนิด (Species Diversity)  ความหลากหลายของพันธุกรรม (Genetic Diversity) และความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity)  ยิ่งมีความหลากหลายมากยิ่งมีโอกาสมากที่เราจะพบความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วม กัน (symbiosis) ที่สิ่งหนึ่งในธรรมชาติจะเกื้อกูลอีกสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ   เป็นการสร้างโอกาสให้ธรรมชาติช่วยเราทำงานได้มากขึ้น
  • ช่วย ดักไอน้ำในอากาศ เนื่องจากคุณสมบัติความจุความร้อนของหิน  ในช่วงเช้าหินจึงจะเย็นกว่าอากาศ  หินที่กองรวมกันจึงทำให้ไอน้ำในอากาศช่วงเช้าเกิดการจับตัวเป็นน้ำค้าง  แต่เนื่องจากหินไม่อุ้มน้ำ  น้ำค้างจึงจะไหลลงมายังดินด้านล่าง  ให้ความชุ่มชื้นกับดิน

    เครดิตภาพจาก http://permaculturenews.org/2009/11/02/rethinking-water-a-permaculture-tour-of-the-inland-northwest


    ในบางพื้นที่จึงใช้เทคนิคการกองหินเป็นตัวช่วยดักน้ำจากไอน้ำในอากาศให้กับต้นไม้
  • ลดการสูญเสียความชื้น  โดยกองหินให้ร่มเงาบังแดดไม่ให้โดนพื้นดินโดยตรง  และบังลมไม่ให้พัดพาความชื้นจากผิวดินเร็วจนเกินไป
  • ลด การแข่งขันกับวัชพืชในช่วงต้น  เนื่องจากเหลือพื้นที่หน้าดินน้อยลงให้เมล็ดวัชพืชจะงอกได้ยากขึ้น  แต่ในระยะยาวหากมีวัชพืชที่สามารถงอกได้แล้ว  วัชพืชก็ได้รับประโยชน์จากหินเหมือนๆ กับต้นไม้ของเรา  ในเวลานั้นหวังว่าต้นไม้ที่เราปลูกจะเติบโตบดบังแสงไม่ให้ถึงวัชพืชมากนัก
  • ให้ แร่ธาตุกับต้นไม้  โดยปกติในดินประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศที่มีสัดส่วนแตกต่างกันออกไป  แร่ธาตุเหล่านี้เกิดจากการผุพังของหิน  ในดินที่มีอายุมากแล้วเราจะไม่ค่อยพบวัตถุต้นกำเนิดอย่างหินมากนักจึงอาจจะ ต้องเติบผงหิน (rock dust) เพื่อให้เป็นดินที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น



    ส่วน ในดินแบบทีสวนขี้คร้าน  มีหินเป็นทรัพยากรที่จะผุพังเป็นแร่ธาตุต่อไปในอนาคต  ขาดอยู่เพียงอินทรีย์วัตถุจำนวนมากๆ  การปล่อยให้วัชพืชเติบโตเพื่อเสริมอินทรีย์วัตถุจึงเป็นกลจักรสำคัญในการ สร้างดินในพื้นที่  ส่วนอากาศจะเกิดจากความโปร่งที่สิ่งมีชีวิตในดิน เช่น ไส้เดือน มด ปลวก จะช่วยสร้างให้  แต่เราก็ต้องสร้างอาหารให้พวกเขา  อาหารอย่างหนึ่งของพวกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือวัชพืช
  • ปก ป้องต้นไม้จากสัตว์ที่ชอบคุ้ย ( เช่น ไก่ หนู ฯลฯ) ในช่วงแรกที่ต้นไม้ยังไม่แข็งแรงพอ  ซึ่งบางครั้งเป็นการขุดเพื่อหาแมลง การขุดเพื่อกินรากอ่อนของต้นไม้  โดยหินจะเป็นอุปสรรคในการคุ้ย หรือการขุดของสัตว์เหล่านี้พอๆ กับความลำบากของเราในการขุดดินปนหินเพื่อปลูกต้นไม้ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
  • เป็น ที่อยู่ของสัตว์ขนาดเล็ก และแมลง โดยสัตว์/แมลงเหล่านี้จะอาศัยช่องว่างระหว่างก้อนหินเป็นที่หลบภัยจากศัตรู   สัตว์/แมลงเหล่านี้หลายชนิดมีส่วนในการกำจัดศัตรูของพืช  แต่เราเองก็ต้องระมัดระวังเพราะบางชนิดก็มีอันตรายกับคน เช่น ตะขาบ
  • เป็น ที่ยืนของนกและสัตว์ขนาดเล็กบริเวณชายขอบของสระน้ำ  การวางก้อนหินไว้ที่ชายน้ำจึงทำให้นก และสัตว์ขนาดเล็กสบายใจมากขึ้นที่จะลงมากินน้ำในสระโดยไม่พลาดจมน้ำตาย หรือจมเลนไปซะก่อน  จึงเป็นดึงดูดให้ระบบนิเวศน์มีความหลากหลายในทางอ้อม  นอกจากนั้นหินยังช่วยทำให้อุณหภูมิของน้ำแตกต่างกันมากขึ้น ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของน้ำในสระ

หาก จะหาวิธีใช้ประโยชน์กับหินในธรรมชาติ คงจะหาได้อีกมากมาย เช่น เอามาทำสิ่งปลูกสร้าง เอามาประดับ ฯลฯ  แต่คิดว่าเพื่อนๆ น่าจะได้ไอเดียบ้างว่าการมีหินในสวนขี้คร้านอาจจะไม่ได้เป็นความโชคร้ายซะที เดียวนัก  อาจจะเป็นความกรุณาของธรรมชาติที่เหมาะสมสำหรับพื้นหิน เอ๊ย...พื้นดินเหล่านี้แล้ว  เราจึงยังต้องขุดหินปลูกต้นไม้กันต่อไป  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

7 มกราคม 2557

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม (Banana Circle)

การเลือกรูปแบบ (pattern) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ปู่บิลสอนไว้  โดยการปลูกพืชเป็นวงกลมได้ผลดีกับกล้วย มะละกอ และมะพร้าว  แต่ที่นิยมกันก็คือกล้วย หรือ Banana Circle ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในการทำงานหลายฟังก์ชัน  ก่อนอื่นขออนุญาตลงรายละเอียดสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีเวลาไปแปลข้อมูลในเวปต่างประเทศ ขั้นตอนจะมีคร่าวๆ ดังนี้
1. เลือกสถานที่  ความจริงอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเราจะใช้น้ำทิ้งจากครัวเรือนมาเป็นแหล่งน้ำของ Banana Circle ก็ควรจะอยู่ใกล้กับจุดน้ำทิ้ง
2. ขุดหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เมตร ลึกประมาณ 50-150 ซม. แล้วเอาดินมาพูนเป็นเนินรอบๆ คล้ายรูปโดนัทนั่นเอง  ภาพข้างล่างเป็นตัวอย่างของขนาดหลุม แต่คงไม่ถึงกับว่าต้องใช้ไม้บรรทัดมาวัดให้ได้ขนาดเท่านี้จริงๆ หรอก ยิงฟันยิ้ม


หลัก การคือเราไม่อยากให้น้ำที่มากเกินไปตอนฝนตกไหลเป็นน้ำ run off ไปหมด  เราอยากจะเก็บน้ำเอาไว้ในหลุม  หลักการคล้ายๆ กับ swale แต่เรากำลังแปลงรูปแบบจากเป็นร่องแนวยาวมาเป็นรูปวงกลม  ในพื้นที่ที่ลาดเอียงเราก็จะปรับโดยการเอาดินมาพูนทางด้านที่ต่ำกว่ามาก หน่อย  ส่วนด้านที่สูงกว่าเราก็อยากจะเปิดรับน้ำที่ไหลมาจากด้านบน
วงกลมกล้วย 1

ใน กรณีที่เราจะดักน้ำที่ไหลมาจากที่อื่น เช่น การนำน้ำทิ้งจากครัวเรือนมาลงในหลุม เราก็อาจจะขุดร่องพูนดินเพิ่มเติมเพื่อบังคับให้น้ำไหลมาลงในหลุม  ดังนั้นรูปแบบของหลุมจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้


3. ปลูกต้นกล้วย หรือต้นมะละกอบนเนินรอบๆ หลุม  ในการปลูกเราอาจจะเลือกปลูกพืชหลายชนิดผสมกัน  โดยด้านในหลุมซึ่งจะชื้นกว่าอาจจะเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก  ทนน้ำท่วมชั่วคราวได้ เช่น เผือก  บนเนินจะเป็นกล้วยหรือมะละกอ  และอาจจะแซมด้วยตะไคร้ และด้านนอกของเนินอาจจะปลูกมันเทศเป็นพืชคลุมดินอีกที
วงกลมกล้วย 2

4. ตรงกลางหลุมให้ใส่สารอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษใบไม้ลงไปตรงกลางเยอะๆ
5. รดน้ำลงในหลุมเยอะๆ  ในวันแรกๆ  จากนั้นก็หมั่นหาเศษวัสดุอินทรีย์ต่างๆ มาทิ้งลงในหลุมเพิ่มตามที่สะดวก

เราจะเห็นว่า banana circle อาจจะทำหน้าที่หลายฟังก์ชันดังนี้
- เป็นการดักน้ำไม่ให้ไหลเป็น run off คล้ายๆ กับการเปลี่ยน swale จากเส้นตรงมาเป็นรูปวงกลม
- สามารถใช้ดักน้ำทิ้งจากครัวเรือน
- เพิ่มระยะเวลาของน้ำให้ซึมลงดิน
- หลุมตรงกลางเป็นเสมือนกับการหลุมหมักปุ๋ย
- สารอินทรีย์ในหลุมที่ย่อยสลายแล้วจะเป็นเสมือนฟองน้ำดูดซับความชื้นเอาไว้ให้พืชรอบๆ หลุม  พร้อมทั้งเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้นั้นๆ
- เนินดินรอบๆ ทำให้ปุ๋ยที่เราใส่ให้ต้นไม้ไม่ไหลไปกับน้ำเวลาฝนตก
- หลุมตรงกลางเป็นที่ทิ้งขยะอินทรีย์เวลาเราตัดต้นกล้วยหลังการเก็บเกี่ยวก็ไม่ต้องขนไปไกล  สามารถตัดแล้วทิ้งลงในหลุมได้เลย
- ใบกล้วย / มะละกอ ที่โตรอบๆ หลุมจะช่วยบังแดด  ลดการระเหยของน้ำในหลุม
- ใบกล้วย / มะละกอ ที่โตรอบๆ หลุมจะฟอร์มตัวคล้ายกรวย  เวลาฝนตกน้ำฝนจะไหลตามใบมาลงในหลุม  ทำนองเดียวกันน้ำค้างที่ไปเกาะตามใบกล้วยก็จะหยดลงหลุมเช่นกัน



แต่ผมเคยได้ยินปู่บิลเล่าให้ฟังว่า  บางทีเทคนิคการปลูกแบบนี้ก็จะมีปัญหารากเน่ากับมะละกอในบางพื้นที่  ไม่เหมือนกับกล้วยที่จะมีปัญหาน้อยกว่าครับ  ส่วนหากจะไปใช้กับมะพร้าวก็ต้องมีขนาดวงกลมที่ใหญ่มากกว่านี้อีกเยอะครับ  ภาพด้านล่างเป็นงานของเพอร์มาคัลเชอร์ที่ทำ papaya circle ในประเทศ Maldives ครับ



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

2 มกราคม 2557

กระบวนท่าที่ 5 (ตอนที่ 1) - ร่องเบี่ยงน้ำ (Diversion Swale)

ตาม ที่ได้กล่าวถึงเบื้องหลังของการเอาน้ำเข้า swale นั้นผมได้พยายามดักน้ำจากจุดอื่นๆ มาลงในร่องของ swale โดยร่องเบี่ยงน้ำจะเป็นเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้ในการดักน้ำที่ไหลบนถนน  หลักการลดแรงกัดเซาะของน้ำง่ายๆ คือต้องให้น้ำไหลโดยใช้เส้นทางที่ไกลที่สุด ไหลช้าที่สุด และเป็นสายน้ำเล็กที่สุด



ร่อง เบี่ยงน้ำ (Diversion Swale) คือทางระบายน้ำที่จะช่วงนำน้ำให้ไหลช้าๆ ผ่านพื้นที่ต่างในที่ดิน และในขณะเดียวกันก็จะยอมให้นำบางส่วนซึมลงในดินคล้ายๆ กับ swale  วิธีการสร้างร่องเบี่ยงน้ำก็จะคล้ายๆ กับการสร้าง swale คือมีการขุดร่องและเอาดินมาทำเป็นเนินในด้านที่ต่ำกว่า  สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ swale จะถูกขุดตามแนวระดับเพราะเราไม่ต้องการให้น้ำไหล  แต่ในร่องเบี่ยงน้ำเราจะขุดร่องเฉียงๆ กับแนวระดับเล็กน้อยเพื่อให้น้ำสามารถไหลจากด้านที่สูงกว่าไปยังด้านที่ต่ำ กว่าของร่อง

ในการวัดแนวที่จะขุดร่องเบี่ยงน้ำเราจึงสามารถใช้ เครื่องมือวัดแบบที่กล่าวถึงในการขุด swale ถ้าคุณใช้สายยางก็จะเริ่มจากการวัดให้ได้แนวระดับ
การวัดแนวระดับสำหรับทำร่องเบี่ยงน้ำ 1

แต่ แทนที่เราจะปักไม้ตำแหน่งที่จุดที่ได้แนวระดับพอดี  เราจะเลือกปักไม้หลักในตำแหน่งที่ต่ำลงไปเล็กน้อย เช่น เราอาจจะปักไม้หลักที่ระดับต่ำลงไป 1 นิ้วต่อทุกๆ ความยาวร่อง 25 ฟุต
การวัดแนวระดับสำหรับทำร่องเบี่ยงน้ำ 2

โดย หลักการแล้วถ้าน้ำไหลในร่องที่มีความชันน้อยกว่า 1:100 น้ำที่ไหลจะมีการกัดเซาะน้อยมาก  ในตัวอย่างข้างบนผมลดระดับ 1นิ้ว ต่อระยะ 25 ฟุต = 25 x 12 = 300 นิ้ว  หรือคือความลาดชัน 1:300 ซึ่งยิ่งชันน้อยกว่า 1:100 เข้าไปอีก  ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเทซิเมนต์ในร่องเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำ

เรา จะใช้ร่องเบี่ยงน้ำในกรณี ตัวอย่างเช่น การขุดร่องเบี่ยงน้ำที่ไหลอยู่ด้านข้างของถนนให้ไหลลงร่องแบบง่ายๆ เป็นรูปเนินโค้ง  ผมทำร่องแบบนี้เป็นระยะๆ ตลอดแนวถนนที่ลาดจากสูงลงต่ำเพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลอยู่ในร่องข้างถนน (โดยการเบี่ยงน้ำไปลงร่อง swale เป็นระยะๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำ Run off รวมตัวกันเป็นสายน้ำที่ใหญ่ขึ้นมีพลังในการกัดเซาะมากขึ้น


การ ดักน้ำจากด้านข้างของถนนแบบซับซ้อน  ในรูปน้ำจะไหลมาตามร่องโดยมีเนินดินกั้นควบคุมไม่ให้น้ำไหลตรงๆ ลงไปสู่ด้านที่ต่ำกว่า  น้ำจะไหลในร่องแบบช้าๆ เพราะ slope จะไม่ชันมาก  เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลในร่องมากเกินไปก็ควรจะต้องมีทางให้น้ำไหลออกไปจาก ร่อง  ในรูปจะมีการใช้หินลดแรงน้ำก่อนจะไหลลงในท่อมุดใต้เนินดินข้ามไปยังฝั่งที่ ต่ำกว่า  ซึ่งจะมีเนินหิน (media luna) กั้นตามแนวระดับเพื่อชะลอน้ำให้ซึมลงดิน พร้อมทั้งกระจายน้ำออกไปหลายทิศทางเพื่อลดแรงกัดเซาะของน้ำ (ถ้าน้ำรวมตัวกันเป็นสายน้ำจะมีแรงกัดเซาะมาก  ถ้าเรากระจายน้ำให้กลายเป็นสายน้ำเล็กๆ จะช่วยลดแรงกัดเซาะได้)


การ ดักน้ำโดยขุดร่องเบี่ยงน้ำขวางทางน้ำไหล เพื่อเบี่ยงน้ำไปลงโครงสร้างดักน้ำ เช่น sunken basin, swale หรือสระน้ำ (แต่การทำแบบนี้บนถนนทำให้ไม่สะดวกสำหรับรถที่จะแล่นผ่าน หรือการเข็นรถเข็นข้ามร่องเหล่านี้  ผมจึงจำกัดการขุดร่องเบี่ยงน้ำขวางถนนสำหรับบริเวณทางคนเดินเท่านั้น)


นอก จากนั้นถ้าเราทำ sunken basin  เราอาจจะทำร่องเบี่ยงน้ำเพื่อนำน้ำที่ล้นจาก sunken basin แห่งหนึ่งไปยังอีก basin หนึ่งที่อยู่ต่ำกว่า  ทำให้ร่องเบี่ยงทำหน้าที่เชื่อมโครงสร้างดักน้ำหลายๆ แห่งเข้าด้วยกัน  ทำให้น้ำที่ล้นจากโครงสร้างหนึ่งไหลไปยังอีกโครงสร้างหนึ่ง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับน้ำในเวลาที่พายุฝนพัดเข้ามาในพื้นที่


ใน ร่องเบี่ยงน้ำเราอาจจะปล่อยหญ้าขึ้นปกคลุมเพื่อลดการกัดเซาะของน้ำ  บางครั้งจึงถูกเรียกว่า bio-swale, grass swale, vegetated swale แปลว่าร่องที่ถูกปกคลุมไปด้วยพืช หรือหญ้า


โดย สรุปร่องเบี่ยงน้ำเป็นโครงสร้างที่เสริมการทำงานของโครงสร้างอื่น ทำหน้าที่ในการชะลอน้ำให้ไหลอย่างช้าๆ น้ำบางส่วนจะซึมลงดินในร่อง ส่วนที่เกินจะถูกพาไปยังโครงสร้างดักน้ำ น้ำที่ล้นจากโครงสร้างดักน้ำก็ควรจะมีร่องเบี่ยงน้ำนำน้ำไปยังโครงสร้างถัด ไปเป็นซีรี่ย์ไปเรื่อย  โดยความลาดชันที่น้อยจะทำให้มีตะกอนถูกพัดพาไปด้วยน้อยกว่าร่องระบายน้ำปกติ ที่ชันกว่า  วัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนที่ตก หรือน้ำที่ไหลเข้าในที่ดินของเราใช้เวลานานที่สุดในการไหลก่อนจะออกไปจาก ที่ดินของเรา  โดยในระหว่างทางน้ำจะถูกดักด้วยโครงสร้างดักน้ำต่างๆ เพื่อจะเพื่อปริมาณน้ำที่ซึมลงในดิน  ด้วยความหวังว่าจะเหลือน้ำไหลออกไปจากที่ดินของเราน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0