แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตรกรรมธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตรกรรมธรรมชาติ แสดงบทความทั้งหมด

9 เมษายน 2557

ทำโดยไม่กระทำ ตอนที่ 2

ทำโดยไม่กระทำ

การทำงานที่สวนขี้คร้านในช่วงที่ผ่านมาทำให้เข้าใจปรัชญาของปู่ฟูกูโอกะมากขึ้น ความยากของการนำสิ่งที่ปู่ฟูเขียนในหนังสือมาปฏิบัติ คือ มันเป็นปรัชญา ไม่ใช่วิธีการ ไม่มีคำตอบที่ตายตัวที่ใช้ได้กับทุกสภาพภูมิอากาศ ทุกพื้นที่ ที่จะบอกเราง่ายๆ ว่าต้องทำอะไร และไม่ต้องทำอะไร  แต่เป็นเพียงกรอบความคิดให้เรารู้จักสังเกตุและเรียนรู้จากธรรมชาติในพื้นที่ของเรา  พยายามทำงานร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่ของเรา  คำตอบในเชิงปฏิบัติจึงอาจจะออกมาหลากหลายขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ และความชาญฉลาดในการทำงานร่วมกับธรรมชาติของปัจเจกบุคคลนั้นๆ ซึ่งสุดท้ายแล้ววิธีการในสภาพแวดล้อมคล้ายๆ กันจะออกมาคล้ายๆ กัน แม้นว่าแต่ละท่านจะไม่ได้ลอกเลียนแบบแนวทางของอีกท่านนึงเลย

ประเด็น หนึ่งที่ผมเข้าใจผิดมาก่อนคือสไตล์การทำเกษตรแบบของปู่ฟูที่ภาษาอังกฤษเรียก ว่า "Do-Nothing Farming" ชวนให้ผมเข้าใจว่ามันคือ "Don't do anything farming" ซึ่งจะคล้ายๆ กับแนวคิดเรื่องทฤษฎีการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ตามหลักการฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏธรรมชาติ (Natural Reforestation) ซึ่งผมได้ไปเห็นการทดลองที่โครงการห้วยทรายในพระราชดำริมา   พื้นที่ที่ทดลองปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ กำลังกลายเป็นป่าจริงๆ (แต่ไม่ใช่เป็นพื้นที่เกษตร)  ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ตามธรรมชาติ  ซึ่งหลายๆ อย่างอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์สูงสุด และขบวนการก็ใช้เวลานานกว่าการที่มนุษย์เข้าไปช่วยธรรมชาติในการฟื้นฟูสภาพป่า   นอกจากนั้นยังมีหลักฐานปรากฎอีกมากมายว่าหลายพื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้แทนที่จะกลายเป็นป่ากลับเริ่มเสื่อมโทรมหนักขึ้นไปอีก และค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ทะเลทรายตามธรรมชาติในที่สุด   ดังนั้นการไม่ทำอะไรเลยไม่ได้รับประกันว่าพื้นที่จะฟื้นฟูตัวเองกลับกลายเป็นป่าตามธรรมชาติได้เสมอไป

ด้วยความตั้งใจที่จะสังเกตุธรรมชาติในพื้นที่ ที่แท้จริงโดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์  ผมตั้งใจปล่อยสวนทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลยนอกจากสังเกตุ ต้นมะนาวแป้นเกือบ 200 ต้นตายไปเกือบทั้งหมด   ในการทดลองนี้ผมค้นพบว่าต้นไม้ต้นไหนจะอยู่รอดได้โดยอาศัยเพียงน้ำฝนตามฤดูกาลเท่านั้น  ผมค้นพบว่าต้นผลไม้ส่วนใหญ่ที่เราปลูกใหม่ไปแล้วปล่อยให้เทวดาดูแลตายเป็นส่วนใหญ่  สภาพธรรมชาติเสื่อมโทรมและแห้งแล้งขนาดที่ต้นไม้ป่าที่ปลูกใหม่ก็ตายเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้นการไม่ทำอะไรเลยคงไม่ใช่คำตอบ

ด้วยบทเรียนราคาแพงผมพบว่าวลี "Do-Nothing Farming" ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย  เพียงแต่เป็นปรัชญาว่าจะพยายามลดการใช้แรงงานของมนุษย์และเครื่องจักร พยายามให้ธรรมชาติทำงานให้ได้มากที่สุดที่จะเป็นไปในการระบบนิเวศน์ที่มี ความหลากหลายทางชีวภาพ  ดังนั้นวลีที่ว่า "Do nothing" จึงไม่ได้หมายความไม่ทำอะไรเลย (Don't do anything) แต่หมายถึงว่าการทำ (Do) โดยไม่กระทำ (Nothing) มากกว่า  ช่างเป็นการเล่นคำในภาษาอังกฤษที่ต้องตีความจริงๆ เลย

ในปีที่ 2 ผมจึงเริ่มจากการทดลองปลูกไม้ผลแบบที่เกษตรกรทั่วไปทำ  เพียงแต่ผมเริ่มมองแบบปู่ฟูสอน กล่าวคือ ตั้งคำถามว่า "อะไรไม่ต้องทำก็ได้บ้าง?"  เช่น ขุดหลุมไม่ใหญ่ได้มั๊ย? ไม่ใส่ปุ๋ยเลยได้มั๊ย? เวลาปลูกไม่รดน้ำให้ต้นกล้าเลยได้มั๊ย? ไม่ตัดหญ้าเลยได้มั๊ย?  ไม่ต้องปักหลักพยุงต้นไม้เลยได้มั๊ย? เป็นต้น  จากนั้นผมก็ทดลองปลูกแบบละเว้นขั้นตอนในแต่ละแบบ ทดลองปลูกในช่วงเวลาที่เขาไม่แนะนำให้ปลูก (เช่น ปลูกในหน้าแล้งแล้วไม่รดน้ำให้เลย) ทดลองปลูกโดยใช้กระสุนดินจะได้ๆ ไม่ต้องขุดดิน  ทดลองปลูกต้นไม้ด้วยเมล็ดโดยไม่เพาะต้นกล้าก่อน (เอาเมล็ดฝังดินไปเลย) ตอนนี้ยังไม่รู้ผลว่าจะเป็นอย่างไรบ้างทั้งหมด แต่ก็สนุกดีกับการทดลอง  แต่ที่แน่ๆ เราไม่ต้องทำทุกอย่างตามที่กระแสเขาทำกันก็มีโอกาสที่ต้นไม้จะรอด และแข็งแรงดี  ผมจึงเริ่มเข้าใจคำว่า "การกระทำโดยไม่กระทำ" (Do-Nothing) ทีละเล็กละน้อย


ต่อมาผมเรียนรู้คำว่า ปรัชญาเต๋าคำว่า "หวู เว่ย" ทำให้เข้าใจแนวคิดของปู่ฟูมากยิ่งขึ้น  "หวู เว่ย" หาใช่สิ่งเดียวกับการไม่มีอะไรเลย และไม่ใช่ต้นแบบที่สมบูรณ์ของการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร ตรงกันข้ามมันเป็นเจตคติที่มีประโยชน์เป็นพิเศษ เนื่องจากมันทำให้การกระทำทั้งมวลเป็นไปได้และบังเกิดผล "หวู เว่ย" คือการเข้าใจกฎธรรมชาติที่ลึกซึ้ง การดำเนินตามกฎธรรมชาตินั้นทำให้ได้รับพลังที่แท้จริง และทำให้การกระทำทั้งมวลเกิดสัมฤทธิผล  ดังบทกลอนเต๋าที่ว่า

"ศึกษาหาความรู้ ทุกวันมีแต่เพิ่มพูน
แสวงหาเต๋า ทุกวันมีแต่ลดน้อยลง
น้อยลงเรื่อยๆ จนเหมือนไม่ทำอะไร
ด้วยการทำที่เหมือนไม่กระทำนี้
ทำให้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ถูกกระทำ

ผู้ที่จะเป็นหลักในโลกนี้ได้
ต้องเป็นผู้ที่ทำโดยไม่กระทำ
คือปล่อยให้สิ่งต่างๆ เลื่อนไหล
โดยที่ไม่ต้องเข้าไปบงการ"


ในการอ่านหนังสือของปู่ฟูหลายครั้งจึงต้องทีความคำให้ถูกต้อง ทำให้บางครั้งผมไม่แน่ใจว่าผู้แปลหนังสือของปู่ฟูเข้าใจถูกหรือไม่  จึงต้องอ่านหนังสือในเวอร์ชันภาษาอังกฤษประกอบ  และเสียดายว่าตัวเองไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นจึงไม่สามารถอ่านหนังสือในภาษาดั้งเดิมที่ปู่ฟูแต่งไว้ได้  แต่การเทียบเคียงทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษก็ทำให้เกิดมุมมองเพิ่มเติมเนื่องจากคำพูดของปู่ฟูนั้นบางครั้งก็ลึกซึ่งจนต้องตีความอีกรอบ เช่น ประโยคที่ปู่ฟูกล่าวว่า

"To build a fortress is wrong from the start. Even though he gives the excuse that it is for the city's defense, the castle is the outcome of the ruling lord's personality, and exerts a coercive force on the surrounding area. Saying he is afraid of attack and that fortification is for the town's protection, the bully stocks up weapons and puts the key in the door."

ประโยคเหล่านี้อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องการเมือง  แต่จริงๆ แล้วปู่ฟูกำลังพูดถึงกรอบความคิดของเกษตรกรที่หวาดกลัวแมลงเหมือนกับจิตใจของทรราชที่กระหายสงคราม จึงพยายามหาทางป้องกันไม่ให้แมลงเข้ามาได้  สะสมอาวุธ ทำลายล้างแมลงผู้บุกรุก และทุกอย่างที่เข้าใกล้ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ  ปู่ฟูสังเกตุเห็นว่าแมลงในธรรมชาติที่สมดุลจะมีแมลงที่ดีมากกว่าแมลงที่ไม่ดี  การทำลายล้างทุกอย่างหมายความว่าเราต้องไปทำหน้าที่ที่แมลงที่ดีนั้นช่วยเราทำงาน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่นั้นหากเราไม่ได้สร้างป้อมปราการมาตั้งแต่ตอนแรก  ดังนั้นในกรณีการกระทำจึงเหมือนการไม่กระทำ (ยิ่งพยายามกำจัดแมลงก็ต้องพยายามกำจัดแมลงมากขึ้น)  และการไม่กระทำจึงเหมือนการกระทำ (การไม่กำจัดแมลงจะทำให้มีแมลงอื่นที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติเข้ามาช่วยเราจำกัดจำนวนแมลงศัตรูพืชให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเอง)


ด้วยเหตุนี้จึงมีคนสรุปคำสอนของปู่ฟูว่าเราจะต้อง  ".. work with, rather than against nature."  หมายถึงเราควรมีมุมมองที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติมากกว่าที่จะเอาชนะธรรมชาติ  ปู่ฟูจึงเน้นย้ำในหนังสือครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเราจะต้องเคารพธรรมชาติอย่างแท้จริง  มีเรื่องราวมากมายที่ธรรมชาติทำงานได้อย่างน่าพิศวงจนแม้นแต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถอธิบายหลักการทำงานได้  แต่ธรรมชาติก็พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์

โดยสรุปวิธีการหลายอย่างที่ปู่ฟูทำแล้วประสบความสำเร็จในสภาพอากาศแบบ temperate อย่างประเทศญี่ปุ่น อาจจะไม่สามารถคัดลอกมาใช้งานได้ตรงๆ ในสภาพอากาศแบบ tropical อย่างประเทศไทย  แต่ผมเชื่อว่าปรัชญาของปู่ฟูนั้นสามารถนำมาใช้ได้ในทุกสภาพอากาศ ดังปรากฎให้เห็นในหลายๆประเทศที่หลากหลายสภาพอากาศทั่วโลก (เช่น ในอินเดีย กรีซ อเมริกา สเปน อังกฤษ อาฟริกา เป็นต้น) เรื่องราวของการเดินตามปู่ฟูในเส้นทางสายเกษตรธรรมชาติจึงมิใช่การคัดลอกวิธีการหรือรูปแบบภายนอก  แต่เป็นการทำความเข้าใจแนวคิด มุมมอง ปรัชญา และนำมาประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมของแต่ละคน  ขอให้เพื่อนร่วมทางประสบความสำเร็จในการประยุกต์แนวคิดของปู่ฟูมาใช้งานจริง  โชคดีครับ

ย้อนกลับไปอ่าน "ทำโดยไม่กระทำ ตอนที่ 1" ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2013/11/blog-post_2.html

7 มกราคม 2557

การปลูกกล้วยเป็นวงกลม (Banana Circle)

การเลือกรูปแบบ (pattern) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ปู่บิลสอนไว้  โดยการปลูกพืชเป็นวงกลมได้ผลดีกับกล้วย มะละกอ และมะพร้าว  แต่ที่นิยมกันก็คือกล้วย หรือ Banana Circle ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในการทำงานหลายฟังก์ชัน  ก่อนอื่นขออนุญาตลงรายละเอียดสำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่มีเวลาไปแปลข้อมูลในเวปต่างประเทศ ขั้นตอนจะมีคร่าวๆ ดังนี้
1. เลือกสถานที่  ความจริงอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเราจะใช้น้ำทิ้งจากครัวเรือนมาเป็นแหล่งน้ำของ Banana Circle ก็ควรจะอยู่ใกล้กับจุดน้ำทิ้ง
2. ขุดหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เมตร ลึกประมาณ 50-150 ซม. แล้วเอาดินมาพูนเป็นเนินรอบๆ คล้ายรูปโดนัทนั่นเอง  ภาพข้างล่างเป็นตัวอย่างของขนาดหลุม แต่คงไม่ถึงกับว่าต้องใช้ไม้บรรทัดมาวัดให้ได้ขนาดเท่านี้จริงๆ หรอก ยิงฟันยิ้ม


หลัก การคือเราไม่อยากให้น้ำที่มากเกินไปตอนฝนตกไหลเป็นน้ำ run off ไปหมด  เราอยากจะเก็บน้ำเอาไว้ในหลุม  หลักการคล้ายๆ กับ swale แต่เรากำลังแปลงรูปแบบจากเป็นร่องแนวยาวมาเป็นรูปวงกลม  ในพื้นที่ที่ลาดเอียงเราก็จะปรับโดยการเอาดินมาพูนทางด้านที่ต่ำกว่ามาก หน่อย  ส่วนด้านที่สูงกว่าเราก็อยากจะเปิดรับน้ำที่ไหลมาจากด้านบน
วงกลมกล้วย 1

ใน กรณีที่เราจะดักน้ำที่ไหลมาจากที่อื่น เช่น การนำน้ำทิ้งจากครัวเรือนมาลงในหลุม เราก็อาจจะขุดร่องพูนดินเพิ่มเติมเพื่อบังคับให้น้ำไหลมาลงในหลุม  ดังนั้นรูปแบบของหลุมจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้


3. ปลูกต้นกล้วย หรือต้นมะละกอบนเนินรอบๆ หลุม  ในการปลูกเราอาจจะเลือกปลูกพืชหลายชนิดผสมกัน  โดยด้านในหลุมซึ่งจะชื้นกว่าอาจจะเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก  ทนน้ำท่วมชั่วคราวได้ เช่น เผือก  บนเนินจะเป็นกล้วยหรือมะละกอ  และอาจจะแซมด้วยตะไคร้ และด้านนอกของเนินอาจจะปลูกมันเทศเป็นพืชคลุมดินอีกที
วงกลมกล้วย 2

4. ตรงกลางหลุมให้ใส่สารอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษใบไม้ลงไปตรงกลางเยอะๆ
5. รดน้ำลงในหลุมเยอะๆ  ในวันแรกๆ  จากนั้นก็หมั่นหาเศษวัสดุอินทรีย์ต่างๆ มาทิ้งลงในหลุมเพิ่มตามที่สะดวก

เราจะเห็นว่า banana circle อาจจะทำหน้าที่หลายฟังก์ชันดังนี้
- เป็นการดักน้ำไม่ให้ไหลเป็น run off คล้ายๆ กับการเปลี่ยน swale จากเส้นตรงมาเป็นรูปวงกลม
- สามารถใช้ดักน้ำทิ้งจากครัวเรือน
- เพิ่มระยะเวลาของน้ำให้ซึมลงดิน
- หลุมตรงกลางเป็นเสมือนกับการหลุมหมักปุ๋ย
- สารอินทรีย์ในหลุมที่ย่อยสลายแล้วจะเป็นเสมือนฟองน้ำดูดซับความชื้นเอาไว้ให้พืชรอบๆ หลุม  พร้อมทั้งเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้นั้นๆ
- เนินดินรอบๆ ทำให้ปุ๋ยที่เราใส่ให้ต้นไม้ไม่ไหลไปกับน้ำเวลาฝนตก
- หลุมตรงกลางเป็นที่ทิ้งขยะอินทรีย์เวลาเราตัดต้นกล้วยหลังการเก็บเกี่ยวก็ไม่ต้องขนไปไกล  สามารถตัดแล้วทิ้งลงในหลุมได้เลย
- ใบกล้วย / มะละกอ ที่โตรอบๆ หลุมจะช่วยบังแดด  ลดการระเหยของน้ำในหลุม
- ใบกล้วย / มะละกอ ที่โตรอบๆ หลุมจะฟอร์มตัวคล้ายกรวย  เวลาฝนตกน้ำฝนจะไหลตามใบมาลงในหลุม  ทำนองเดียวกันน้ำค้างที่ไปเกาะตามใบกล้วยก็จะหยดลงหลุมเช่นกัน



แต่ผมเคยได้ยินปู่บิลเล่าให้ฟังว่า  บางทีเทคนิคการปลูกแบบนี้ก็จะมีปัญหารากเน่ากับมะละกอในบางพื้นที่  ไม่เหมือนกับกล้วยที่จะมีปัญหาน้อยกว่าครับ  ส่วนหากจะไปใช้กับมะพร้าวก็ต้องมีขนาดวงกลมที่ใหญ่มากกว่านี้อีกเยอะครับ  ภาพด้านล่างเป็นงานของเพอร์มาคัลเชอร์ที่ทำ papaya circle ในประเทศ Maldives ครับ



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

5 พฤศจิกายน 2556

วิวาทะ ปู่บิล vs. ปู่ฟู

ฟูกูโอกะ และบิล มอร์ริสัน
ตอนปู่ฟู อายุ 25 ปี ในขณะที่เขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล  ปู่ฟูรู้สึกเหมือนบรรลุธรรม มีความซาบซึ้งในธรรมชาติว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรุง แต่งแทรกแซงธรรมชาติมากนัก  ในการตอบคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่ฟูมองว่าวิธีการเชิงวิทยาศาตร์ที่เรามองธรรมชาติแบบแยกส่วน  พยายามจะเข้าใจธรรมชาติโดยใช้สติปัญญาของเรา และพยายามจะควบคุมธรรมชาตินั้น จะทำให้เราเข้าทางออกของปัญหาได้ช้าเกินไป  มันจะไม่ทันการณ์กับการทำลายล้างระบบนิเวศน์โดยการ "ปฏิวัติเขียว"  ธรรมชาตินั้นมีความเชื่อมโยง สลับซับซ้อน และสมบูรณ์แบบกว่าที่เราจะเข้าใจด้วยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ได้  เขาจึงเลือกที่จะ "ไม่กระทำ"  ในช่วงต้นเขาทดลองไม่กระทำ  ไม่ตัดแต่งกิ่งส้ม  ก็ประสบความล้มเหลวต้นส้มเสียหายไปเป็นจำนวนมาก (ฟังดูคล้ายกับสวนเราเลย  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม )

บท เรียนนี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่า  "ในการทำเกษตรกรรมธรรมชาติเราจะต้องเข้าใจว่าธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง หรือดัดแปลงคืออะไร  ผู้คนมักจะเข้าใจธรรมชาติผิดไปด้วยการดูสิ่งที่เลียนแบบธรรมชาติที่มนุษย์ สร้างขึ้น  เราไม่สามารถเป็นเกษรกรธรรมชาติได้โดยการละทิ้งธรรมชาติภายหลังจากที่มัน ถูกดัดแปลงไปแล้ว แต่เราจะต้องค่อยๆ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และตัดสินใจว่าจะปลูกมันเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร  ทั้งนี้การปลูกเหล่านี้จะต้องทำหลังจากที่สำรวจธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงในพื้นแผ่นดินของเราก่อน"

เอ...ฟัง ดูเข้าท่า  เราก็ปล่อยสวนมันเป็นไปตามธรรมชาติ  เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแบบที่ปู่ฟูบอก  ตอนนี้เริ่มรู้ขึ้นมานิดๆ แล้ว  ว่าพืชชนิดไหนจะอยู่รอด  พืชชนิดไหนจะต้องปลูกแถวไหนถึงจะรอด  แล้วงัยต่อ?....

เทคนิคของปู่ฟูฟังดูดี แต่ผมมีเวลาอยู่สวนน้อย (ไม่ได้อยู่ทุกวันแบบปู่ฟู) แถมปู่ฟูยังใช้เวลาตั้งเกือบ 30-40 ปีในการค่อยๆ เรียนรู้ธรรมชาติภายในไร่ของตนเอง  นอกจากนั้นปู่ฟูยังบอกอีกว่าธรรมชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน copy กันบ่ได้  ต้องเอาแต่หลักการไป ที่เหลือไปหัดสังเกตุ และเรียนรู้จากธรรมชาติของแต่ละพื้นเอง  เอ..เรามันพวกอายุเหลือน้อย แถมมีเวลาทำสวนน้อยอีกท่าทางจะต้องมองหาวิธีลัดก่อนดีกว่า มาฟังปู่บิลบ้างดีกว่า

ปู่บิลมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากปู่ฟู  เขาไม่เคยจบการศึกษาทางจุลชีววิทยาสาขาโรคพืชวิทยาเหมือนปู่ฟู  เพราะเขาออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  โดยเฉพาะการทำงานศึกษา ทดลองเกี่ยวกับระบบนิเวศน์  และการฟื้นฟูป่า  ทำให้เขาเล็งเห็นความสำคัญของการออกแบบ  และมีความเชื่อว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบที่ดีจะทำให้ธรรมชาติ ทำงานได้เต็มที่และรวดเร็วกว่าการรอให้ธรรมชาติกลับเข้าสู่สมดุลด้วยตนเอง  แตกต่างจากปู่ฟูที่เน้นการเพาะปลูกข้าว ปู่บิลเน้นการทำงานกับต้นไม้ที่ทานได้  สุขภาพ ภูมิทัศน์ของที่ดิน การเงิน และสังคม เพื่อที่สร้างองค์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาพลักดันการฟื้นฟู ธรรมชาติโดยยึดธรรมนูญ 3 อย่างคือ

รักษ์โลก  - การที่ระบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกจะมีชีวิต และสืบพันธุ์ต่อไปได้จะต้องยึดธรรมนูญข้อนี้เป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าไม่มีโลกที่อุดมสมบูรณ์มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้  การรักษ์โลกหมายรวมถึงการดูแลดินให้มีชีวิต ป่าและลำน้ำเป็นเสมือนปอดและเส้นเลือดของโลก มันช่วยให้โลกมีชีวิตและเป็แหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามันมีประโยชน์กับความต้องการของเราก็ตาม

รักษ์มนุษย์ - รักษ์มนุษย์เริ่มต้นจากตัวเราแล้วค่อยๆ ขยายไปยังครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชมท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่ไกลออกไป  ความท้าทายคือการค่อยๆ เติบโตกลุ่มโดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลิต หรือบริโภคทรัพยากรมากเกินไป  การทำงานร่วมกันจะได้ภูมิปัญญา และผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำงานโดยลำพัง

แบ่งปันส่วนเกิน - เมื่อเราได้ผลผลิตมากเกินกว่าที่เราจะบริโภคแล้วก็ควรจะแบ่งปันส่วนเกินให้ บุคคลอื่น หรือสัตว์อื่น หลายครั้งที่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์หมายถึงการสูญพันธุ์ของพืช / สัตว์ชนิดต่างๆ บางครั้งเราต้องคิดตัดสินใจอย่างหนักว่าจุดไหนเป็นความพอเพียงของเรา

ปู่ฟูเน้นการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ พยายามหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่โดยการค่อยๆ ลดการกระทำของมนุษย์  ปู่ฟูทดลองด้วยวิธีการหว่านแห เช่น การโรยเมล็ดพืชไปทุกๆ ที่ในหลายๆ ช่วงเวลาเพื่อจะค้นหาว่ามันจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมอย่างไร

ส่วน ปู่บิลกลับอาศัยประสบการณ์ในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติที่หลากหลายในสมัยที่เป้ นนักวิจัยในโครงการฟื้นฟูป่า และศึกษาระบบนิเวศน์  ปู่บิลรวบรวมประสบการณ์ออกมาเป็นรูปแบบ (pattern) ที่ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศที่แตกต่างกัน  จากนั้นใช้องค์ความรู้เหล่านี้ในการถ่ายทอดการออกแบบระบบ และปรับภูมิทัศน์ของที่ดินเพื่อสร้างรูปแบบที่เอื้อให้ธรรมชาติทำงานได้ดี

ทั้ง 2 แนวคิดมุ่งเน้นที่เป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  แต่ปู่ฟูมีความละเอียดอ่อนและมุ่งเน้นที่ "การไม่กระทำ"  ส่วนปู่บิลเน้นที่การออกแบบจะ "ลงมือกระทำ" เพื่อวางองค์ประกอบต่างๆ ในจุดและเวลาที่เหมาะสม เพื่อเสริมการทำงานของธรรมชาติ  ทั้ง 2 แนวทางมุ้งเน้นที่ความหลากหลาย และการลด "การกระทำ" ของมนุษย์ในระยะยาว  (ปู่ฟูจะให้เริ่มลดการไม่กระทำทันทีแต่ค่อยเป็นค่อยไป  ส่วนปู่บิลจะเน้นให้กระทำที่มากหน่อยในช่วงต้นที่มีการออกแบบระบบ สร้างระบบ และปรับภูมิทัศน์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำ/บำรุงรักษามากนักในระยะยาว)

ด้วย แนวคิดแบบนี้ของปู่บิล ในช่วงต้นเขาบัญญัติคำว่า Permaculture มาจากคำว่า Permanent + Agriculture หมายถึงการทำการเกษตรแบบยั่งยืนร่วมกับธรรมชาติ   ต่อมาแนวคิดของเขาขยายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรม การจัดตั้งองค์กรทางการเงิน การจัดตั้งองค์ที่พลักดันการเคลื่อนไหวเพอร์มาคัลเชอร์ เป็นต้น  ต่อมาจึงได้มีคนขยายคำนิยามของเพอร์มาคัลเชอร์ ว่าน่าจะมาจากคำว่า Permanent + Culture (วัฒนธรรมยั่งยืน) มากกว่า  โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการทำการเกษตรยั่งยืนแต่เพียงอย่างเดียว  คนในเมืองที่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกมากนักก็สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของเพอร์มา คัลเชอร์ในการดำเนินชีวิตได้

การเคลื่อนไหวหลักของเพอร์มาคัลเชอร์ มุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือใหัคนสามารถพึ่งพาตนเองในธรรมชาติได้โดยอาศัยการออก แบบ และพัฒนาระบบที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยหลักการออกแบบจะอยู่บนหลักธรรมนูญ 3 ข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้บนหลักการพื้นฐาน 12 ข้อคือ


1. การเฝ้าสังเกตุและทำงานกับธรรมชาติ : การให้เวลากับการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมจะทำให้เราออกแบบระบบได้เหมาะสมกับสถานะการณ์เฉพาะในสวนของเรา
2. การดักเก็บ และสะสมทรัพยากร : การพัฒนาระบบที่จะดักเก็บทรัพยากรในช่วงที่มีมากที่สุด และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลน
3. ได้รับผลผลิตจากระบบ : ต้องออกแบบระบบให้ได้ผลผลิตที่มนุษย์ต้องการด้วย
4. กำกับดูแล และแก้ไขด้วยตัวเอง : เพื่อระบบสามารถทำงานได้ในระยะยาว จะต้องหมั่นสำรวจความผิดปกติ และแก้ไขระบบ
5. ใช้และให้คุณค่ากับทรัพยากรหมุนเวียนและบริการ : การใช้ทรัพยการที่หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภค และลดการพึ่งพิงทรัยากรที่ใช้แล้วหมดไป
6. ลดการสร้างของเสีย : โดยการให้คุณค่ากับทุกทรัพยกรที่มี เราจะค้นพบว่าของเสียจากระบบหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับอีกระบบหนึ่ง  เมื่อบริหารการใช้งานของเสียดีๆ ก็จะไม่มีของเสีย
7. ออกแบบจากรูปแบบก่อนจะลงรายละเอียด : เมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพใหญ่เราจะสังเกตุเห็นรูปแบบในธรรมชาติ และสังคม  รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้งานเป็นแกนหลักในการออกแบบของเราก่อนที่จะใส่ราย ละเอียดต่างๆ ลงไป
8. การทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานแยกกัน : โดยการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมาะสมจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และทำให้องค์ประกอบทำงานเกื้อหนุนกัน
9. การแก้ปัญหาขนาดเล็ก และช้าๆ : ระบบขนาดเล็ก และช้าจะสามารถบำรุงรักษาได้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ๆ เป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนกว่า
10. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานความหลากหลาย : ความหลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน
11. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานขอบ : รอยเชื่อมต่อขององค์ประกอบต่างๆ เป็นบริเวณที่สิ่งที่น่าสนใจต่างๆ มักจะเกิดขึ้น  ซึ่งสื่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่า ความหลากหลาย และมีประสิทธิผลมากที่สุดในระบบ
12. ใช้งาน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ : เราสามารถที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฝ้าสังเกตุธรรมชาติอย่างรอบคอบ และเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของธรรมชาติในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ด้วย หลักการข้างต้น ผมพยายามออกแบบระบบต่างๆ ในสวนแบบงูๆ ปลาๆ โดยอาศัยการศึกษาเทคนิคย่อยๆ ในหนังสือคู่มือนักออกแบบที่ปู่บิลได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในบทต่อไปมาฟังประสบการณ์ในการเอาเพอร์มาคัลเชอร์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และก่อสร้างขนำ แบบงูๆ ปลาๆ

ปัญหาจากการปฏิวัติเขียว จุดยืนร่วมของปู่ฟูและปู่บิล

เมื่อได้รับทราบประวัติของผู้กำเนิดแนวคิดทั้ง สองท่านแล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่าอะไรทำให้ปราชญ์หลายๆ ท่านในโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันต่างเสาะแสวงหาคำตอบของคำถามว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?" เมื่อศึกษาลงไปให้ลึกผมคิดว่าต้นเหตุคือปราชญ์เหล่านี้ต่างมองเห็นปัญหาของ การ "ปฏิวัติเขียว"

ฟริตซ์ ฮาเบอร์
การ "ปฏิวัติเขียว" เริ่มต้นจากการค้นพบปุ๋ยเคมี  โดยฟริตซ์  ฮาเบอร์ (Fritz Haber) นักเคมีชาวเยอรมัน เขามีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าเป็นสงครามของนักเคมี  เพราะมีการผลิตสารเคมีมีพิษ เช่น คลอรีน เพื่อใช้ในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม  ในระหว่างที่พยายามจะสร้างอาวุธทางเคมี ฟริตซ์  ฮาเบอร์ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  คาร์ล  บอสซ์ (Carl Bosch) ได้ค้นพบกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ ในปี ค.ศ.1909 (พ.ศ. 2452)  จนสามารถนำมาผลิตปุ๋ยเคมีในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยกระบวนการผลิตแอมโมเนียจากปฏิกิริยาระหว่างไนโตรเจนกับไฮโดรเจน มีธาตุเหล็กเข้มข้นเป็นตัวกระตุ้น แอมโมเนียสารมารถนำไปผลิตไนเตรต และไนไตรต  โดยสารไนเตรตนับเป็นอาวุธสำคัญ เพราะสามารถนำไปผลิตเป็นระเบิดสังหารชีวิตผู้คน และมีอำนาจในการทำลายล้างสูง  แต่ขณะเดียวกันก็สามารถนำไปผลิตปุ๋ยเคมีไนโตรเจนซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบ โตทางใบ  ซึ่งทำให้ฟริตซ์  ฮาเบอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461)  ต่อมาพบว่าปุ๋ยเคมีไนโตรเจนมีผลข้างเคียงทำให้พืชอ่อนแอ โรคแมลงเข้าทำลายได้ง่าย  แต่ก็ยังมีการใช้กันอย่างกว้างขวาง  เนื่องจากองค์ความรู้จากการผลิตอาวุธเคมีในช่วงสงครามโลก  ทำให้นักเคมีสามารถผลิตยาฆ่าแมลงขึ้นมาใช้งานควบคู่กับปุ๋ยเคมี


หมายเหตุ ปู่ฟูเกิดในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ส่วนปู่บิลเกิดในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งพวกเขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของการปฎิวัติเขียว

นอร์แมน บอร์ลก
ต่อ ในปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ.2486) บุคคลสำคัญในการ "ปฏิวัติเขียว" คนที่ 2 ดร.นอร์แมน  บอร์ลก (Norman Borlaug) ซึ่งทำงานให้มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ประสพความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลี ในเม็กซิโก ให้มีลักษณะต้นเตี้ย ให้ผลผลิตสูง ให้ผลผลิตได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล (ไม่ไวแสง)  จนทำให้ ดร.นอร์แมน บอร์ลก ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) และเขาเป็นเจ้าของวาทะ “สันติภาพจะเกิดเมื่อท้องอิ่ม”  เขาเป็นที่เชิดชูของวงการเทคโนโลยีชีวภาพ แม้ว่าข้าวสาลีพันธุ์ปรับปรุงจะให้ผลผลิตได้สูง แต่ก็ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี และมีการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี

ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ. 2503) รัฐบาลสหรัฐและมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสถาบันวิจัย ข้าวนานาชาติ (IRRI) ขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์  และได้ใช้องค์กรนี้ในการขับเคลื่อนการ "ปฏิวัติเขียว"  ด้วยการนำเทคโนโลยีพันธุ์ข้าวของ ดร. นอรแมน ไปเผยแพร่  นับว่าเป็นความสำเร็จที่ทำให้มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ในการขยายอำนาจออกไปทั่วโลก

ข้าวพันธุ์ IR8 ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และถูกเรียกว่าเป็นพันธุ์ข้าวมหัศจรรย์ ที่มีลักษณะต้นเตี้ยจนกระทั้งหญิงตั้งครรภ์ไม่สามารถจะก้มเกี่ยวได้ แตกกอดี ให้ผลผลิตสูง และไม่ไวต่อช่วงแสง แต่ต้องเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานดี  การปลูกโดยใช้ข้าวพันธุ์นี้ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์มีข้าวเพียงพอรับประทานในประเทศจนกระทั่งสามารถส่งออกข้าวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในปี ค.ศ. 1961 ประเทศอินเดียประสพปัญหาความอดอยากอย่างรุนแรง  จึงได้เชิญ ดร.นอรแมน ไปเป็นที่ปรึกษาของกระทรวงเกษตร มีการนำพันธุ์ข้าว IR8 ของมาทดลองปลูกในรัฐปัญจาบ ของประเทศอินเดีย  การทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก  ชาวนาอินเดียที่ใช้ข้าว IR8 โดยใช้ปุ๋ยเคมีได้ผลผลิตถึง 10 ตันต่อเอเคอร์ (ประมาณ 1.6 ตันต่อไร่) ซึ่งมากกว่าผลผลิตต่อไร่ของข้าวพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศอินเดียถึง 10 เท่าตัว  มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความอดอยากในประเทศอินเดีย

ความสำเร็จของพันธุ์ข้าวของ IRRI ในประเทศอินเดีย ทำให้ข้าว IR8 ถูกขนานนามว่า "ข้าวมหัศจรรย์" และมีการพัฒนาสายพันธุ์ต่อมาเป็น IR36 ทำให้อินเดียสามารถขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญรายหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา  ส่วนตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งเดิมร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน (ผู้ผลิตน้ำมัน Esso) กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก (http://www.askmen.com/top_10/entertainment/11b_top_10_list.html)  สามารถขยายฐานอำนาจจนผูกขาดตลาดและถูกฟ้องร้องในที่สุด

ส่วนตลาดของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปผู้ค้าเพียง 10 รายควบคุมตลาดเมล็ดพันธุ์กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก โดย 2 รายที่เป็นผู้ค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นบริษัทของประเทศสหรัฐอเมริกา (DuPont และ Monsanto) และยังเป็นผู้ผลิตยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก  ในขณะเดียวกันบริษัท Bayer (Germany) และ Syngenta (Switzerland) ก็มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นทั้งผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และยาฆ่าแมลงรายใหญ่ของโลก ....ประเทศกำลังพัฒนากำลังกลายเป็นทาสของมหาอำนาจโดยใช้การ "ปฎิวัติเขียว" เป็นระเบิดนำร่อง และมีเมล็ดพันธุ์ / ยาฆ่าแมลง เป็นโซ่ตรวน

ส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์


ส่วนแบ่งตลาดยาฆ่าแมลง

ส่วนเรื่องข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ IR8 ในไทย ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเพราะเป็นข้าวแข็ง  รสนิยมการกินข้าวของคนไทยละเอียดลึกล้ำเกินกว่าจะยอมรับข้าวแข็งอย่าง IR8 ได้ แม้ว่าจะให้ผลผลิตสูงจนกระทั้งปัจจุบันก็ไม่พบว่ามีความนิยมข้าวพันธุ์นี้  แม้นว่าข้าวพันธุ์ IR8 ไม่เป็นที่นิยมในไทย  เกษตรไทยก็ให้ความสนใจการเพิ่มอัตราการให้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นของการ "ปฏิวัติเขียว" ในช่วงปี ค.ศ. 1940-2000 เราเริ่มเห็นการคัดเลือกสารพันธุ์พืชชนิดต่างๆ การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ของพันธุ์พืชต่างๆ มีการโปรโมทเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ เกษตรกรการนำเอาพืชพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งมาปลูกเป็นจำนวนมากจนทำให้พืชพันธุ์พื้นเมืองเริ่มสูญพันธุ์ไป เกษตรกรเริ่มตกเป็นทาสของบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ และที่สำคัญที่สุด  พืชที่บริษัทขายเมล็ดพันธุ์จำหน่าย และเป็นที่นิยมปลูกมักไม่สามารถเติบโตได้เองในธรรมชาติ  พืชเหล่านี้ต้องการระบบชลประทานที่ดี ฮอร์โมน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และพลังงาน  เพื่อจะให้ผลผลิตสูง   เราเริ่มเห็นราคาผลผลิตต่างๆ ในตลาดโลกราคาตกต่ำลงเนื่องจากทุกประเทศต่างก็สามารถผลิตอาหารได้มากขึ้น  เกษตรกรไม่ได้เห็นผลกำไรมากมายจากการที่มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเหมือนที่พวก เขาคาดหวัง  

สิ่งที่เราเห็นประเทศกำลังพัฒนาคือกลับมาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พันธุ์พืช และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมากขึ้น หลังจากกว่า 50 กว่าปีของการ "ปฏิวัติเขียว" เกษตรกรเริ่มหลงลืมวิถีของการเพาะปลูกแบบเก่าๆ  เราใช้พลังงานมากขึ้นมากในการผลิตอาหาร การผลิตในสมัยใหม่ต้องการ input ในการเพาะปลูกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเกษตรรายใหญ่ที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร  แตกต่างกับระบบเกษตรอินทรีย์เดิมๆ input เหล่านี้เกษตรกรไม่มีเทคโนโลยีที่จะผลิตได้เองทำให้จำเป็นต้องมีเงินมาซื้อ/ลงทุน ก่อนจะได้ผลผลิต  แต่เนื่องจากในชนบทมีเกษตรกรยากจนมีจำนวนมาก จึงเกิดแหล่งเงินกู้จำนวนมากในชนบท ทั้งแบบบนดิน และใต้ดิน   คนที่เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ไม่ว่าเป็นเงินทุนต้นทุนต่ำ (จ่ายดอกเบี้ยน้อย) หรือถือครองที่ดินจำนวนมากจึงเริ่มได้เปรียบเกษตรกรที่ยากจนกว่าจึงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเริ่มเข้าไปใช้เทคโนโลยีในช่วงต้นๆ  ผลลัพธ์จาก"ปฏิวัติเขียว" ทำให้มีผลผลิตออกมาในตลาดมากขึ้นกว่าปกติจนราคาพืชผลตกต่ำ  ทำให้เกษตรกรรายย่อยยิ่งย่ำแย่ลงไป  เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า มีภาระดอกเบี้ยสูง แต่..รายได้ต่ำ  คนรวยที่เป็นนายทุนปล่อยกู้ยิ่งร่ำรวยมากขึ้น  ยึดครองที่ดินที่เกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด  ทำให้ยิ่งมีที่ดินมาปล่อยเช่าให้เกษตรกรที่ยากจนเช่า  ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้นพร้อมกับการมาถึงของเทคโนโลยี  เกษตรกรที่ปรับตัวไม่ทันต่างตกเป็นเหยื่อ

การปฏิวัติเขียวคราวที่ผ่านมานั้น ช่วยให้ประชาชนในหลาย ๆ ประเทศมีความเป็นอยู่ดีขึ้นในภาพรวม โดยเฉพาะในอินเดียด้วยแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนประเทศจากความยากจนมาเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ ‘กำลังจะรวย’ อย่างเช่นทุกวันนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้จะกระจายไปยังคนยากจน คนที่รวยขึ้นอาจจะกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มนายทุนส่วนน้อยในประเทศ ) แต่ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ตามมาจากการปฏิวัติเขียวในคราวนั้น ทำให้โลกต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ ๆ ตามมา การผูกขาดพันธุ์พืช การสูญเสียความหลากหลายของพืชที่ปลูก เราใช้ปุ๋ยเคมีไปมากอย่างไม่น่าเชื่อ ประมาณว่าช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเราใช้ปุ๋ยเคมีทั่วโลกไปแล้วเกือบ 200 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 500% ในทุก ๆ ปี ตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี ค.ศ. 1961 สารเคมีเพื่อการเกษตร (ทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง) เหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายหน้าดิน ทำให้ดินเสื่อม เกิดดินเสีย และกลายเป็นดินตายในที่สุด ปัจจุบันทั่วโลกสูญเสียดินจากการทำเกษตรเคมีเฉลี่ย 13-53 กิโลกรัมต่อทุก 1 กิโลกรัมของอาหารที่เรารับประทาน ปัญหาวิกฤตคุณภาพดินเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร คุณภาพดินจากการทำเกษตรเคมีมีแต่จะเสื่อมลง ดังนั้นเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตเท่าเดิม ผู้ผลิตจึงต้องใช้สารเคมีในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ดินเสียหายหนักขึ้นและเร็วขึ้น นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากภาวะเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป ทั่วโลกอาจจะมีดินเหลือให้ทำการเกษตรได้อีกไม่เกิน 40 ปี

ถึงแม้ประเทศไทยจะมีการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาวิกฤตทั้งหลายด้วยการรณรงค์เผยแพร่วิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันอย่างแพร่หลายมากว่า 2 ทศวรรษแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถชักจูงและดึงดูดให้เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศละทิ้งการทำเกษตรเคมีและหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทนได้ ทั้งนี้เนื่องจากวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ที่ส่งเสริมและเผยแพร่กันทั่วไปในประเทศไทย ต้องใช้เวลาราว 3-7 ปี เพื่อปรับพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมี ให้สามารถให้ผลผลิตที่เทียบเคียงกับการทำเกษตรเคมี ขึ้นกับสภาพความเสื่อมของดิน เกษตรกรที่สนใจจะหันมาทำเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องแบกรับภาระรายได้ที่ลดลงในช่วงการปรับเปลี่ยนที่ยาวนานนี้ไว้เอง หรือรัฐต้องใช้งบประมาณมาช่วยสนับสนุน  แต่เกษตรอินทรีย์อย่างเดียวนั้นยังไม่พอ  เรายังจะเจอปัญหาอีกหลายอย่าง เช่น การบริหารจัดการน้ำ ดังนั้นปู่ฟูจึงพัฒนาแนวทาง "เกษตรธรรมชาติ" และปู่บิลจึงพัฒนาแนวทาง"เพอร์มาคัลเชอร์"

ผมคิดว่าปู่ฟู ปู่บิล และปราชญ์อีกหลายท่านมองเห็นปัญหาเหล่านี้ของการ "ปฏิวัติเขียว" ทั้งผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม  จนกระทั่งมีแรงบันดาลใจให้แสวงหาทางออกให้มนุษยชาติในการอยู่ในโลกนี้โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อจะสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยั่งยืน


สุดท้ายผมอยากจะขอ อนุญาตแชร์บางส่วนของบทนำของหนังสือ"ปฏิวัติยุคสมัยด้วบฟางข้าวเส้น เดียว"ที่เขียนโดยอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ

"ใน ด้านการเกษตรนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดที่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติก็คือ "การปฏิวัติเขียว" (The Green Revolution) โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผสมพันธุ์พืชสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง การใช้สารเคมีชนิดต่าง ๆ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก

จุด เด่นของการปฏิวัติเขียวอยู่ที่การนำเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เละ เทคโนโลยี มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอย่างได้ผลชััดเจนดังเช่นการเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ของพันธุ์ข้าว "มหัศจรรย์" ต่าง ๆ เป็นต้น แต่จุดอ่อนของมันก็คือละเลยต่อผลกระทบด้านอื่น ๆ เช่น สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาซึ่งมีความละเอียดอ่อน และซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง

โดยอาศัยเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในที่สุด ระบบการเกษตรในแนวทาง "การปฏิวัติเขียว" ก็กลายเป็นนโยบายหลักของแทบทุกประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรต่างถูกชักจูงให้ยอมรับระบบการเกษตรดัง กล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมทั้งผ่านระบบการศึกษาและสื่อสารมวลชนนานาชนิด จนกระทั่งกลายเป็นกระแสหลักของระบบการเกษตรในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป ระบบการเกษตรปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการใหญ่ ๆ เพียง ๒ ประการคือ ความมักง่ายและความรุนแรง

"ความมักง่าย" แสดงออกโดยการมองทุกสิ่งอย่างแยกส่วน เช่น มองเห็นดินเป็นเพียงพื้นที่สำหรับพืชอาศัยยืนต้นและเป็นแหล่งธาตุอาหารเท่า นั้นเมื่อดินขาดความอุดมสมบูรณ์ก็เพียงแต่ใส่ธาตุอาหารลงไปโดยตรงในรูปของ ปุ๋ยเคมี ซึ่งในที่สุดก็พัฒนามาจนไม่ต้องปลูกพืชบนดินก็ได้ กล่าวคือ ปลูกบนกกรวดทรายที่มีสารละลายของธาตุอาหารหล่อเลี้ยงอยู่แทน (Hydroponic)

ส่วน "ความรุนแรง" จะเห็นได้จากการแก้ปัญหาศัตรูพืช เช่น โรครา แมลง วัชพืชหรือสัตว์อื่น ๆ เช่นหนูนา โดยการฆ่าหรือทำลายโดยตรงด้วยสารเคมีพิษชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยากำจัดเชื้อรา ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช หรือยาเบื่อหนูก็ตาม

ระบบ การเกษตรปัจจุบันพยายามแยกตัวออกจากธรรมชาติ โดยใช้วิธีการควบคุมและบังคับธรรมชาติไปในทิศทางที่มนุษย์ต้องการ เพียงเพื่อสนอง "ความต้องการเทียม" ของคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังซื้อ ตัวอย่างเช่น การปลูกพืชเมืองร้อนในประเทศเขตหนาว หรือปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศเขตร้อน รวมทั้งการบังคับให้ต้นไม้ออกผลนอกฤดูกาล เป็นต้น

รูปธรรมอันเป็นผล จากระบบการเกษตรดังกล่าวที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบัน ก็คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการกลุ่มบรรษัทผลิตสารเคมีและเครื่องจักรกลที่ ใช้ในการเกษตร การล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย หนี้สินต่างประเทศของประเทศเกษตรกรรม ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภคผลจากระบบการเกษตรนี้

และ เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปอีกก็พบว่าแท้จริงแล้ว ระบบการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้กลับมิได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นดังที่ กล่าวอ้างกันมาแต่ต้น หากแต่เป็นระบบที่ด้อยประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการผลิตอาหารให้ได้พลังงาน ๑ แคลอรี่นั้น จะต้องใช้พลังงานในการผลิตถึง ๗ แคลอรี่ ในขณะที่ระบบการเกษตรดั้งเดิมนั้นใช้พลังงานการผลิตเพียง ๑ แคลอรี่ แต่ผลิตอาหารได้พลังงานถึง ๕๐ แคลอรี่ ดังนั้น ระบบการเกษตรในปัจจุบันจึงใช้ทรัพยากรของโลกอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและไม่อาจหมุนเวียนกลับมาใช้้ใหม่ได้อีก เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดของเของเสียซึ่งเป็นพิษต่อดิน น้ำ อากาศ ตลอดจนปนเปื้อนมากับอาหารที่ผลิตได้ เป็นพิษภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย

ปัญหา อันเกิดจากระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ทวีความรุนแรงและคับขันยิ่งขึ้นทุกขณะ จนอาจกล่าวได้ว่าใกล้ถึงจุด "วิกฤต" แล้ว เช่นเดียวกับปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ฯลฯ

ทางออก ของ "วิกฤตการณ์" ดังกล่าวก็คือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "การปฏิวัติ" ครั้งใหม่ในระบบการเกษตรของโลก

ปฏิวัติ ยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ของมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เป็นทั้งแนวความคิดและรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านดังกล่าว แต่เป็นการปฏิวัติด้วยฟางเส้นเดียว กล่าวคือเปลี่ยนระบบการเกษตรปัจจุบัน เป็นระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ (Natural Farming) นั่นเอง"


ปล. ท่านที่ไม่รู้จักอาจารย์เดชา  ลองเข้าหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/khaokwanfoundation?ref=ts&fref=ts

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3/176870855699598?ref=ts&fref=ts

2 พฤศจิกายน 2556

ทำโดยไม่กระทำ ตอนที่ 1

"เป็นกระท่อมฟางไม่ร้างไม่ไร้ผู้คน
ห่างไกลชุมชน สับสนแย่งชิง
หลังคาหญ้าแฝกแตกฝอย หิ่งห้อยอ้อยอิ่ง
ใบไม้ไหวติง คนนั่งผิงไฟ

ที่แนวไพรช่างเงียบสงบ
ฤดูกาลผ่านมารับใช้
หน้าฝนขุดหาหน่อไม้
หน้าหนาวติดเตาคั่วชา

เสียงไก่ป่าขัน ตะวันโผล่พ้นภูผา
แหวกกอข้าวกล้า ถั่วงางอกแซม
ไม่ไถไม่พรวน ไม่วางยาฆ่าแมลง
คน,พืช,มดแมลง ร่วมมือทำนา

รอฝนโปรย ฟ้าโรยร่วมแรง
ผลผลิตงดงามก็ตามมา
ทำนาโดยไม่ต้องทำนา
เก็บเวลาไว้คุยกับตะวัน

หลายปีผ่านหัวใจหลงผิด
ชีวิตพอเพียงกับสิ่งเหล่านั้น
บ้านฟางหลังน้อยนี่คือรางวัล
หนังสือกองนั้นเพิ่มภูมิปัญญา

"ลุงฟาง" สร้างโลกนี้ด้วยฟางข้าว
สายตาทอดยาวด้วยความเมตตา
ดำเนินชีวิตตามหลักธรรมะ
ค้นหาตัวตนบนความสันโดษ"

ยิ่งได้ยินบทเพลง "ลุงฟาง" ของคาราบาว ในชุด 15 ปี หากหัวใจยังรักควาย ที่ผู้แต่งเพลงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของปู่ฟู ยิ่งทำให้ผมหวนคิดถึงการทำเกษตรโดยไม่กระทำ เราจะได้ทำการเกษตรแบบใช้พลังงานฟอสซิลน้อยไปด้วย

ความจริงก็อยากทำเกษตรกรรมโดยไม่กระทำ 100% แม้นว่าจะแหกกฎของปู่ฟูไปบ้างเรื่องการแทรกแซงธรรมชาติด้วยการกำจัดปลวก   แต่พอเอาเข้าจริง...ใจก็ยังอยากควบคุมธรรมชาติบ้างอยู่ดี  ยังไม่ค่อยวางใจว่าเราจะปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติเฉยๆ เลยหรอ?

ไปอ่านเจอเรื่องการทำปุ๋ยหมักน้ำ  ยิ่งอ่านยิ่งทำให้หลงคิดไปว่าจุลินทรีย์นี่ล่ะจะช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้  มันจะช่วยเร่งการกลับเข้าสู่สมดุลของธรรมชาติโดยจะช่วยเรื่องการควบคุมโรค และแมลง ช่วยการเร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้เป็นปุ๋ย และช่วยทำให้การรักษาความชื้นในธรรมชาติ  โอ...แม่เจ้า...จุลินทรีย์ดูชั่งเป็นยารักษาสารพัดโรคเชียว  ไม่ลงมือทำไม่ได้แล้ว

ว่าแล้วเราก็ต้องรีบลงมือทำเลยลองทำแบบขั้น อนุบาลก่อนด้วยการใช้เชื้อ พด. เป็นตัวเร่ง  ไปขอ พด. สูตรต่างๆ จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดมาทดลอง 2 ส่วน ส่วนแรกขยายจำนวนหัวเชื้อเพื่อที่จะได้ไม่ต้องลางานไปขอหัวเชื้อบ่อยๆ  โดยใช้สูตรของกรมพัฒนาที่ดิน
"นำสาร เร่งจุลินทรีย์ 1 ซอง ละลายในน้ำ 5 ลิตร ผสมกากน้ำตาล 2 ลิตร ในถังพลาสติก ผสมให้เข้ากันแล้วปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน เชื้อจะเจริญเติบโตเต็มที่ จากนั้นนำเชื้อที่ผสมได้ผสมกับรำหยาบ 5 กิโลกรัม รำละเอียด 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้ชุ่มสม่ำเสมอ จากนั้นนำไปผึ่งในที่ร่ม ให้แห้ง จะได้เชื้อจุลินทรีย์ เพิ่มขึ้นเป็น 5-6 กิโลกรัม แล้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกสำหรับเป็นหัวเชื้อในการผลิตสารชีวภาพต่อไป" ที่ เห็นในกะละมังคือผลของการผสมกับรำหยาบ 5 กิโล  ผึ่งมาแล้ว 1 สัปดาห์  วันนี้มาตักใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ใช้  ส่วนขวดน้ำอัดลมเอามาเป็นที่ตวง  เวลาตักจะได้กะให้ปริมาณแต่ละถุงใกล้เคียงกัน


ส่วน ที่สองก็เอามาทำน้ำหมักโดยทดลองทำ 3 สูตร พด.2 ใช้ทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ พด.6 ใช้ทำน้ำหมักสำหรับบำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น และพด.7 ใช้ทำน้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง  วัตถุดิบก็หาเอาในสวนไม่ว่าจะเป็นหยวกกล้วย ต้นสาบเสือ ใบสะเดา ต้นบอระเพ็ด มะละกอ ชมพู่ มะกรูด มะนาว ฯลฯ  แบ่งใช้วัตถุดิบไปตามสูตรของแต่ละ พด. (เพื่อนๆ คงหาอ่านตามอินเทอร์เน็ตได้)  แต่เนื่องจากยังไม่มีที่พักในสวนก็เลยฝากถังหมักไว้ใต้ต้นมะม่วงไปก่อน  ไม่อยากให้โดนแดดตรงๆ



หมัก เสร็จก็รอ...กลับมากวนถังหมักใต้ต้นมะม่วงสัปดาห์ละครั้ง ไม่กี่สัปดาห์ก็ใช้ได้  พอได้ที่ก็เอามารดตามต้นไม้ในสวนให้ทั่ว  แล้วก็รอ.. รอ..รอ..ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ใดๆ ทั้งสิ้น  เราจะมารอดูธรรมชาติทำงานตามสไตล์สวนขี้คร้าน....และประหยัดพลังงานด้วย เพราะไม่ต้องสูบน้ำมารดต้นไม้


ภายหลังจากได้พ่นน้ำหมักชีวภาพให้ทั่วสวน ด้วยความหวังที่ว่าจุลินทรีย์จะช่วยให้ธรรมชาติจะกลับเข้าสู่สมดุล  ย่อยสลายสารอินทรีย์  รักษาความชื้น  และดูแลสวนได้เองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องแทรกแซงมากนัก ผมจึงทำการทดลองหักดิบครั้งใหญ่ในสวนที่เคยได้รับการดูแลจากเจ้าของสวนเดิม ด้วยการ...ไม่รดน้ำต้นไม้เลย  ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อหน้าแล้งจริงๆ มาเยือนคือ


กล้วย ที่ถือว่าเป็นไม้พี่เลี้ยงก็ดูเหมือนจะเอาตัวเองไม่รอด ท่าทางไม้พี่เลี้ยงอย่างกล้วยจะเสียชื่อก็คราวนี้ เหล่าวัชพืชก็แห้งตายไม่เป็นท่า


ต้นกล้วยหลายๆ ต้นคอหักไม่เป็นท่า


กล้วยหวีเล็ก และสุกทั้งๆ ที่ยังไม่โตพอ


แนวไม้ที่เคยรกชัฏเดินลุยเข้าไปแทบไม่ได้กลับโปร่ง โล่ง และเต็มไปด้วยใบไม้แห้ง


ต้น มะพร้าวใบแห้งและค่อยๆ ร่วง ทิวเขาที่เคยเป็นสีเขียวขจีในหน้าฝนกลับเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเกือบทั้งลูก  ต้นมะนาวแป้นในสวนที่เจ้าของเดิมปลูกไว้เกือบ 200 ต้นค่อยๆ แห้ง และยืนต้นตายทีละต้น


ต้นไม้ใหญ่อีกหลายๆ ต้นสลัดใบทิ้งหมด  โดยมิรู้เลยว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพในหน้าฝนได้หรือไม่  ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนวังเวงมาก

ยาม ค่ำคืนเห็นแนวไฟป่า (bush fire) ค่อยๆ ลามไปทั้งภูเขา  เหมือนมีคนขึ้นไปติดหลอดไฟสีเหลืองเป็นแนวยาวไปทั้งภูเขา (ดูคล้ายไฟประดับภูเขาทอง วัดสระเกศในกรุงเทพฯ )  ชั่งเป็นภาพที่ทั้งดูงดงาม และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน (ถ่ายรูปมาแต่ดูไม่ค่อยเห็นเพราะว่ามืดมาก)  ทั้งๆ ที่มีการใช้งบประมาณของกรมป่าไม้ว่าจ้างชาวบ้านขึ้นไปช่วยดับไฟบนภูเขา  แต่เหตุการณ์ไฟป่าขยายวงออกไปกว้างกว่ากำลังของมนุษย์จะควบคุมมันอยู่  ไฟป่าจึงเผาไหม้ต่อเนื่องอยู่หลายสัปดาห์ (เพิ่งมารู้จากชาวบ้านว่าไฟก็ไหม้แบบนี้เกือบทุกปี)

ไฟป่าที่เจอค่อน ข้างจะแตกต่างจาก  ไฟป่าที่เคยเจอ  เนื่องจากเป็น bush fire จะเป็นลักษณะไหม้หญ้า/วัชพืชที่เหี่ยวแห้งตามพื้น และค่อยๆ ลามเป็นวงแหวนแห่งไฟไปทั้งภูเขา  ปรากฎให้เห็นเด่นชัดในยามค่ำคืน  แม้นจะทำให้เกิดควันพอสมควร แต่เปลวเพลิงก็ไม่ได้รุนแรงจนทำให้ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายไปซะทีเดียว  เมื่อได้รับน้ำฝนในอีกหลายเดือนถัดมาป่าบนภูเขาก็กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง

ผล ของการทำแบบไม่ทำได้เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ว่าเป็นเคย เป็นป่าดิบแล้ง ของดินแดนที่เรียกว่าแก่งกระจาน (คุณ Magnum (rew) ได้ชี้แจงในกระทู้น้องตั้มแล้วว่าป่า 59% ของแก่งกระจานเป็นป่าดิบแล้ง) การเผชิญหน้ากับธรรมชาติที่แห้งแล้ง และรายล้อมด้วยภัยจากไฟป่าของผืนดินแห่งนี้สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของสวน ขี้คร้านมิน้อย  มันจะเป็นไปได้หรือการทำสวนแบบไม่ต้องรดน้ำ 

ฤ เราคงต้องใช้พลังงานมหาศาลในการต่อสู้กับธรรมชาติท่ามกลางป่าดิบแล้งแห่งนี้ เหมือนเจ้าของสวนข้างๆ ที่ต้องขึ้นมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำไกลออกไปร่วม 100 เมตรทุกๆ 2 วันเพื่อเลี้ยงชีวิตต้นชมพู่ในสวนของเขา  และต้องใช้แรงสูบมหาศาลโดยเครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่ของรถยนต์มาปั่นสูบ (ต้องใช้แรงสูบเยอะ  เขาบอกว่าปั๊มไฟฟ้าเอาไม่อยู่) ต้องเสียค่าน้ำมันเดือนละเกือบหมื่นบาท

ฤ เราจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการรดน้ำต้นไม้ในสวนแห่งนี้เพียงเพื่อจะหล่อ เลี้ยงชีวิตของไม้ผลเหล่านี้  ดูท่าความหวังในการทำการเกษตรแบบที่ใช้พลังงานน้อย หรือการทำสวนแบบสบายๆ สไตล์ขี้คร้านคงเป็นไปได้ยาก  ผมเริ่มสงสัยว่าผมทำอะไรผิดพลาดไปหรือ? 


ปล. เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจซื้อที่ดินเพราะเห็นความชุ่มชื้นในหน้าฝน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม 


เมื่อศึกษาให้ละเอียดมากขึ้น  ค้นพบเรื่องที่น่าสนใจมาก ตอนแรกที่มาซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีปัญหาเรื่องแล้ง  พอเจอปัญหาที่สวนก็เลยกลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปริมาณน้ำฝนต่อปี จำนวนวันที่ฝนตกต่อปี และจำนวนเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 20 มิลลิเมตร โดยข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ยจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี มีประเด็นน่าสนใจดังนี้
  • จ.เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยที่สุด จำนวนวันที่ฝนตกน้อยที่สุด และจำนวนเดือนที่ฝนตกน้อยกว่า 20 มม. มากที่สุดในภาคใต้  สรุปกันง่ายๆ แห้งแล้งที่สุดในภาคใต้ โกรธ โกรธ โกรธ
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งมากที่สุดในบรรดาจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า จ.ราชบุรี และ จ.กาญจนบุรีที่อยู่ในแนวภูเขาฝั่งตะวันตกของประเทศเหมือนกัน
  • จ.เพชรบุรีแห้งแล้งกว่า กรุงเทพฯ  แถมกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่ฝนตกมากที่สุดในภาคกลาง !!!



โอ...พระเจ้า  ผมเลือกซื้อที่ดินได้ถูกจังหวัดจริงๆ  อย่างนี้สิจะเป็นจังหวัดที่เราจะอาบแดดได้อย่างสบายๆ ถึง 261 วันต่อปีโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องฝนตก ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  เสียดายแค่...ไม่ได้ครองแชมป์จังหวัดที่แล้งที่สุดในประเทศไทย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม (มีคนแนะนำให้ปลูกยางพาราเหมือนเจ้าของที่ดินแถวๆ นี้กำลังนิยม  ด้วยเหตุที่มีวันที่ฝนไม่ตกเยอะ และเป็นที่ดอน น่าจะเหมาะสมกับธุรกิจการกรีดยาง  แต่ผมยังไม่อยากทำสวนยาง ร้องไห้ ร้องไห้ )

เมื่อศึกษารายละเอียดพบว่าน้ำฝนมีการกระจายตัวตกระหว่างปีดังนี้


ความจริงในช่วงเดือนตุลาคมก็มีฝนตกมิใช่น้อย  ด้วยเหตุอันใดจึงได้แห้งแล้งเช่นนี้หนอ...ผมเริ่มสงสัยว่าเราจะเอาน้ำในช่วงเดือนกันยายน และตุลาคม มาใช้ในช่วงเดือนธันวาคม - เดือนเมษายนให้เพียงพอได้อย่างไร?

ปู่ฟูกูโอกะสอนให้เฝ้าสังเกตธรรมชาติ และปรับตัวให้เข้ากับวิถีของธรรมชาติ  ในแนวคิดของปู่ฟูเริ่มจากการคิดว่าเราจะไม่ทำขั้นตอนนี้ได้มั๊ย  จะไม่ทำขั้นตอนนั้นได้มั๊ย  และค่อยๆ ลดทอนการแทรกแซงธรรมชาติ  ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาจัดการเอง  แม้นว่าจะเห็นด้วยและเคารพปู่ฟูแต่ดูเหมือนว่าข้างในจิตใจของผมยังคงละวางไม่ได้  เพราะถ้าปล่อยไปสภาพในสวนคงไม่ต่างกับสภาพแห้งแล้งบนภูเขาธรรมชาติที่รายรอบ นี่หาใช่สิ่งที่ผมปารถนาเลย  ท่าทางมนุษย์เราได้เข้าไปรุกรานธรรมชาติแถบนี้เกินกว่าจะเยียวยาได้ในเร็ววัน

ถ้าผมเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งภูเขาให้เป็นสีเขียวทั้งปีไม่ได้ในวันนี้  มีอะไรที่ผมจะทดลองทำเพื่อนำพาความชุ่มชื้นกลับสู่ผืนดินแห่งนี้ได้บ้าง  นี่อาจจะหมายถึงเวลาในการออกเดินทางหาศาสตร์แขนงใหม่เพิ่มเติม


ท่ามกลางข่าวร้ายยังมีข่าวดีอยู่บ้าง...


มะม่วงที่ไม่เคยรดน้ำ  ยังออกผลให้ได้กินหลายต้น  แม้นผลจะไม่โต  แต่ผลสุกหวานมากๆ  ส่วนมะม่วงฟ้าลั่นตกพื้นกลับไม่แตกเหมือนต้นที่ได้รับน้ำเต็มที่  เป็นครั้งแรกที่ได้กินมะม่วงฟ้าลั่นสุกรสชาติดีมากแบบที่ไม่มีขายที่ตลาด


กล้วยในบางโซนของสวนก็ยังเติบโตได้ดีท่ามกลางความแห้งแล้ง  แต่ทุกสัปดาห์ก็จะมีของติดท้ายรถกลับไปทานที่บ้านเสมอ มากบ้างน้อยบ้างตามความกรุณาของธรรมชาติ (ไม่รดน้ำ ไม่พรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้าเฉพาะเวลาเดินเข้าไปเก็บเกี่ยว จะเรื่องมากไปทำไม)

ถ้าจะสรุปผลการทดลองจะมีดังนี้

  • วัชพืชที่อยู่กลางแจ้ง แห้งตายเป็นส่วนใหญ่
  • ต้นมะนาวแป้นตายเป็นส่วนใหญ่ หมดไปประมาณ 100 กว่าต้น  ต้นที่ยังรอดอยู่ต้องคอยดูต่อไป
  • ต้นมะกรูดดูโทรมไปบ้างแต่ไม่ตาย ให้ผลผลิตบ้าง แต่ไม่เยอะ
  • ต้นมะพร้าวส่วนใหญ่รอด ยืนต้นตาย 1 ต้น  คิดว่าเป็นเพราะด้วงมะพร้าวมากกว่าความแห้งแล้ง
  • ต้นมะไฟ ต้นมะปราง และต้นฝรั่งยืนต้นตาย
  • ต้นมะตูมให้ผลผลิต และทิ้งใบหมดเกลี้ยง  แต่ก็กลับมาผลิใบในหน้าฝน
  • ต้นกล้วยแห้งคอหักไปบ้าง ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่ไม่มีกอไหนตาย
  • ต้นมะม่วงให้ผลเป็นบางต้น  แต่ยังเขียวขจีอยู่ดีทุกต้น
  • ต้นสะเดา ไผ่ และต้นขี้เหล็กไม่สะทกสะท้านกับความแล้ง
  • ต้นชมพู่อยู่รอดได้ แต่ให้ผลเล็กมาก และร่วงเยอะ  ไม่ได้กิน
  • ต้นมะละกอให้ผลบ้าง บางต้นแห้งตายบ้าง
  • พืชหัว เช่น มันเลือดนก มันมือเสือ และบุก ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และผลิใบออกมาใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
  • ขิง ข่า กระชาย กระทือ ขมิ้น ใบจะค่อยๆ เหี่ยวไป  และงอกใหม่เมื่อถึงฤดูฝน
  • ต้นพริกและผักสวนครัวหลายชนิดตายหมด และไม่ฟื้นกลับมา
  • ต้นไม้ที่ทดลองปลูกใหม่ เช่น ทุเรียน มะกอกฝรั่ง กาแฟ โกโก้ ฟักข้าว ผักเหรียง และผักกูด ตายทั้ง 100%
โดยรวมๆ แล้วยังมีพืชที่รอดจากหน้าแล้งได้  บางชนิดรอดเฉพาะในบางพื้นที่ในสวน  ดูเหมือนว่าทั้งชนิดของพรรณไม้ ทำเลที่ปลูก และวิธีการปลูกจะมีผลต่อความอยู่รอดของต้นไม้  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร?  เราจะต้องออกแบบพรรณไม้และสถานที่ปลูกอย่างไร?  เราจะปรับพื้นที่ที่ไม่ค่อยเหมาะสมกับพืชมาเป็นทำเลที่เหมาะได้อย่างไร?  ดูเหมือนคำถามจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆ โดยยังไม่มีความตอบ...

ติตตาม "ทำโดยไม่กระทำ ตอนที่ 2" ใน http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/04/2.html

30 ตุลาคม 2556

ปฐมบท

ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบ 2 ปีแล้ว ระหว่างที่กำลังรื้อของในบ้าน สายตาก็ได้เหลือบไปเห็นหนังสือหน้าปกเก่าที่ไม่เคยถูกเปิดขึ้นมาอ่านอีกเป็น เวลาร่วม 20 ปีมาแล้ว ผมยังจำวันแรกที่เลือกซื้อหนังสือนี้ได้ดี ผมเลือกซื้อเพราะชื่อมันแปลกดี "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" แถมยังคิดในใจ...ขี้โม้จัง แต่ก็ซื้อมาอ่าน  อ่านจบก็ได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนคติอันลุ่มลึก และประสบการณ์อันน่าทึ่งผ่านงานเกษตรกรรมของคุณปู่ฟูกูโอกะ  ทำให้ติดตามผลงานเขียนในหนังสือ "วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1-3"

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ (ขอเรียกสั้นๆ ว่าปู่ฟู)

อ่านจบสรุปใจความรวมๆ ได้ว่าหลักการทำการเกษตรธรรมชาติของปู่ฟูคือ

1. ไม่ไถพรวนดิน
ทันที ที่เลิกการไถพรวนดิน จำนวนวัชพืชจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ประเภทของวัชพืชในที่ดินแปลงนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย วิธีการโดยทั่วไปในการจัดการกับวัชพืชก็คือการไถพรวนดิน แต่เมื่อคุณไถพรวนดิน เมล็ดที่อยู่ลึกในดินซึ่งไม่มีโอกาสงอกอยู่แล้วก็จะถูกพรวนให้ขึ้นมาอยู่ที่ ผิวดิน และเป็นโอกาสให้มันได้งอกขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นการไถพรวนดินก็เป็นวิธีที่ทำให้วัชพืชที่งอกไวโตเร็วทั้งหลาย แพร่ขยายตัวยิ่งขึ้น ดังนั้น คุณอาจพูดได้ว่าเกษตรกรที่พยายามควบคุมการเติบโตของวัชพืชโดยการไถพรวนดิน นั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโชคร้ายด้วยตัวเขาเอง

2. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก
คน เรามักจะเข้าไปวุ่นวายกับธรรมชาติ และเขาก็ไม่สามารถแก้ไขผลเสียที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร วิธีการเพาะปลูกที่เลินเล่อสะเพร่าทำให้สูญเสียหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไป และดินก็จะจืดลงทุกปี แต่ถ้าปล่อยดินอยู่ในสภาพของมันเองดินจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ตาม ธรรมชาติเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นไปตามวงจรชีวิตของพืชและสัตว์อย่างมีระเบียบ

3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
วัชพืช มีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินและช่วยให้เกิดความสมดุลใน สิ่งแวดล้อมทางชีววิทยา ตามหลักการพื้นฐาน วัชพืชเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม แต่ไม่ต้องกำจัด

4. ไม่ใช้สารเคมี
เมื่อ พืชอ่อนแอลงเพราะผลจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อันได้แก่การไถพลิกดิน การใช้ปุ๋ยเป็นต้น ความไร้สมดุลของโรคพืช และแมลงก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในการเกษตรธรรมชาตินั้นหากปล่อยไว้ตามลำพังจะอยู่ในสภาพสมดุล แมลงที่เป็นอันตรายและโรคพืชมักมีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นในธรรมชาติจนถึงระดับที่ต้งองใช้สารเคมีที่มีพิษเหล่านั้น เลย วิธีการควบคุมโรคและแมลงที่เหมาะสม ก็คือการปลูกพืชที่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์

ว้าว...มันชั่ง เข้ากับนิสัยขี้คร้านของเราจังเลย  เราไม่ต้องทำอะไรเดี๋ยวธรรมชาติเขาจะปรับตัวของเขาเอง  ฟังดูชั่งอุดมคติซะจริงๆ  จนแล้วจนรอดความขี้คร้านเข้ามาเยือน มัวแต่หลงระเริงไปกับยุคเทคโนโลยีทำให้ไม่เคยลงมือปฏิบัติ  ก็...ไม่ต้องทำอะไร  เดี๋ยวธรรมชาติเขาจัดการเอง...คิ คิ   เย้ย...ไม่ใช่ หาข้ออ้างไปได้

ว่าแล้วก็อยากไขข้อข้องใจที่คาใจมากว่า 20 ปี  เราจะทำแบบที่ปู่ฟูทำได้มั๊ย? ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเรียนกับปู่ฟูเลย  แต่ตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว  เราปล่อยวันเวลาผ่านไปโดยไม่ได้ลงมือทำจนปู่ฟูมาเสียชีวิตไปเมื่อ 16 สิงหาคม 2008 (2551) ตอนนี้คิดจะไปเรียนกับบรมอาจารย์ ปู่ฟู ก็ทำไม่ได้แล้ว  วันนี้มีกำลังทรัพย์ แต่ไม่ค่อยเหลือกำลังกายเราจะทำไหวมั๊ยเนี่ย...ในใจคิด  สุดท้ายตัดสินใจลองดู ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ลงมือทำแบบที่ผ่านมา

ตั้งแต่ นั้นก็เริ่มตะเวณหาซื้อที่ดินที่ในดวงใจเพื่อใช้เป็นห้องทดลองแนวการทำการ เกษตรแบบปู่ฟู  จากนั้นหาอีกสารพัดเหตุผลในการขออนุมัติงบประมาณจากภรรยา ไม่ว่าที่ดินนี้จะเป็นที่พักผ่อน จะเป็นที่ปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษ จะเป็นที่ได้ออกกำลังกายเวลาทำสวน เป็นงานอดิเรกหลังเกษียณ และอีกสารพัดเหตุผลจากแม่น้ำทั้งห้า จนภรรยาเห็นชอบในหลักการ จากนั้นผมและภรรยาก็ค่อยๆ ใสความต้องการเข้ามาทีละข้อได้แก่
  • ถูก
    อัน นี้สำคัญมาก  เพราะอยากทำแบบพอเพียงตามกำลังทรัพย์  เผื่อเป็นที่พักผ่อนเวลาเกษียณ  ไม่ได้อยากลงทุนแพงๆ  หวังว่าของที่ดินราคาไร่ละไม่ถึงแสน ไม่งั้นก็จะแสนสาหัส   ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
  • ระยะทางไม่ไกลจาก กทม. มากนัก
    (ไม่ อยากให้เกิน 200 กิโลเมตร) อยากจะใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง  ไม่งั้นความขี้คร้านจะเข้ามาเป็นใหญ่ มีหวังได้ไปสวนปีละครั้งเดียวแน่ๆ อีกอย่างก็คือจะได้มีเวลาไปทดลอง และติดตามผลการทดลองของเราบ่อยๆ
  • ที่ดินอยู่สูงไว้ก่อน
    ได้ ยินเรื่องโลกร้อนกรอกหูมาเป็นสิบปีก็เลยกังวัลเรื่องน้ำท่วม  ภรรยาขอให้เป็นที่สูงเกิน 60-80 เมตรจากระดับน้ำทะเล  สูงเป็นร้อยเมตรได้ยิ่งดี
  • ไม่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
    จะ เกษตรธรรมชาติยังงัย ก็ขอแหล่งน้ำกันเหนียวไว้สักหน่อย  เผื่อไม่เป็นแบบที่ปู่ฟูบอก  หากต้องทำระบบน้ำจะได้มีแหล่งน้ำให้ทำได้ (ขุดบ่อแล้วได้น้ำบ้างก็ยังดี)
  • ใกล้แหล่งท่องเที่ยว
    อัน นี้ภรรยาขอ เพราะเวลามีคนมาเยี่ยมเราจะได้มีที่เที่ยวที่อยู่ไม่ไกล นอกเหนือจากมาที่สวนด้วย ตอนแรกก็เป็นอะไรก็ได้  ต่อมาภรรยาก็บอกว่าไหนๆ เราก็จะเลือกวิวภูเขา (เพราะเลือกที่สูง) แล้ว ขอเป็นแบบไม่ไกลจากทะเลด้วยดีกว่า  เลยยิ่งเหลือน้อยจังหวัดไปเลย  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


สรุปแล้วเรื่องมากเลยใช้เวลามากกว่า 6 เดือนกว่าจะหาที่ดินได้ตามสเปคได้ทุกข้อ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  และเป็นจุดเริ่มเล็กๆ ของสวนขี้คร้าน

ขออนุญาตแทรก link ของหนังสือของปู่ฟู 4 เล่มดังนี้ :
1. ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว
http://www.neutron.rmutphysics.com/teaching-glossary/index.php?option=com_content&task=view&id=7786&Itemid=8
http://www.homebankstore.com/dl/sread/017.pdf
http://www.bkw.ac.th/onet/2555/_book_/ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว.pdf

2. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 1
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=355

3. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 2
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=356

4. วิถีสู่ธรรมชาติเล่ม 3
http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=357