4 มีนาคม 2557

โกฐจุฬา - โกฐจุฬาลัมพา - ผักชีลาว - รากสามสิบ - ผักชีล้อม

เจ้าต้นโกฐจุฬาของ ผมกำลังออกดอกเหมือนที่สวนของอาจารย์ยุทธเมืองสุรินทร์ และอาจารย์ตั้มที่ราชบุรี เนื่องจากอาจารย์ยุทธขู่ว่าจะซวยเลยต้องถ่ายรูปต้นนี้มาให้ดูเป็นหลักฐาน เพื่อล้างอาถรรพ์คำพูดของอาจารย์   ต้นนี้ที่สวนขี้คร้านปลูกโดยไม่รดน้ำ แต่ออกดอกเป็นปีที่ 2 แล้ว แต่เมล็ดจากปีที่แล้วไม่ได้งอกใต้ต้นเลย  สงสัยจะโดนแมลงกินไปหมด ผมเองก็เพิ่งทราบว่าขยายพันธุ์ด้วยการปักชำได้ไม่ยาก  เลยคิดว่าว่างๆ จะลองทำดู
โกฐจุฬา

เจ้า ต้น"โกฐจุฬา" นี้ทำผมหน้าแตกตอนไปทริปไปสวนลุงนิลเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา  เนื่องจากผมเข้าใจผิดว่า "โกฐจุฬา" และ "โกฐจุฬาลัมพา" เหมือนกัน  แต่ลักษณะของต้น "โกฐจุฬาลัมพา" ที่ผมไปเจอและลองกินที่โครงการแก้มลิงหนองใหญ่กลับมีใบอีกลักษณะหนึ่ง  ผมคิดเองว่าสงสัยใบอ่อน และใบแก่จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน  แต่ก็เอะใจนิดๆ ว่าน่าจะเป็นพืชคนละชนิดกัน   พออาจารย์ตั้มเอารูปมาถามชื่อเลยได้โอกาสค้นคว้าจนพบว่าตัวเองเข้าใจผิด อย่างแรง  เนื่องจาก "โกฐจุฬา" และ "โกฐจุฬาลัมพา" เป็นพืชคนละวงศ์กันด้วยซ้ำไป   แถมแฟนๆ อาจารย์ตั้มยังมาถามเรื่องต้นรากสามสิบอีก  เลยถือโอกาสรวบรวมข้อมูลลงในกระทู้อาจารย์ตั้ม  และขออนุญาตนำมาลงในกระทู้นี้อีกรอบ  โดยภาพด้านล่างทั้งหมดมาจากอินเทอร์เน็ตหลายๆ แหล่งเนื่องจากที่สวนขี้คร้านมีแค่ต้น "โกฐจุฬา" ชนิดเดียวเท่านั้น  ต้นอื่นๆ ยังไม่มีในครอบครอง  จึงขอยกเครดิตให้เจ้าของภาพที่แชร์รูปบนเน็ทให้ค้นคว้า

เรากำลังจะพูดถึงพืช 9 ชนิด ทั้งที่มีชื่อคล้ายต้น "โกฐจุฬา" และมีลักษณะคล้ายตามรายละเอียดในตารางข้างล่าง


โกฐจุฬา  ชื่อวิทยาศาสตร์ Eupatorium capillifolium วงศ์  Asteraceae ชื่อภาษาอังกฤษ Dog fennel มีลักษณะคล้ายต้นผักชีลาว  ลำต้นมีสีเขียวขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวสดออกเรียงสลับกันคล้ายพู่ ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นช่อ
โกฐจุฬา โกฐจุฬา

ผักชีลาว  ชื่อวิทยาศาสตร์ Anethum graveolens วงศ์  Apiaceae ชื่อภาษาอังกฤษ Dill มีลำต้นมีสีเขียวเข้มขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบประกอบแบบขนนกมีสีเขียวสดออกเรียงสลับกัน (ต้นโกฐจุฬาจะเป็นใบเดี่ยว  ถ้าสังเกตุใกล้ๆ จะเห็นความแตกต่างชัดมาก) ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกมีลักษณะคล้ายกับซี่ร่ม


ผักชีล้อม ชื่อวิทยาศาสตร์ Foeniculum vulgare วงศ์  Apiaceae เช่นเดียวกับผักชีลาว ชื่อภาษาอังกฤษ Fennel (ต้นโกฐจุฬามีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dog Fennel) ใบคล้ายขนนก รสชาติหวานหอม มีน้ำมันหอมที่สำคัญ คือ anethole 50-80% ส่วนที่รับประทานได้ มีทั้ง “ผล” หรือที่เราเรียกว่า “เมล็ด” และส่วนของลำต้น และใบ  ดอกมีสีเหลืองลักษณะคล้ายกับดอกของผักชีลาว
ผักชีล้อม ผักชีล้อม

รากสามสิบ หรือ สามร้อยราก สาวร้อยผัว ชื่อวิทยาศาสตร์ Asparagus racemosus วงศ์ Asparagaceae นั้นแต่มีลักษณะใบคล้ายกับโกฐขจุฬา แต่ไม่เหมือนกันดังรูปด้านล่าง และจะเป็นไม้เลื้อย  ที่สำคัญคือตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินออกเป็นกระจุกคล้ายกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย
รากสามสิบ รากสามสิบ

โกฐจุฬาลัมพา ก็เป็นชื่อที่ใช้เรียกไม้ในสกุล Artemisia วงศ์ Asteraceae มีอยู่สามชนิดตามชื่อวิทยาศาสตร์คือ

Artemisia annua ชื่อภาษาอังกฤษ sweet wormwood, sweet annie, sweet sagewort หรือ annual wormwood  ชื่อภาษาจีน ชิงฮาว, แชเฮา   ต้นนี้น่าจะเป็นต้นที่คุณ jeenpat พูดถึงว่าเอาไว้ทำเครื่องยาสมุนไพร
โกฐจุฬาลัมพา โกฐจุฬาลัมพา

Artemisia pallens ชื่อภาษาอังกฤษ Davanam หรือ Davana
โกฐจุฬาลัมพา

Artemisia vulgaris  ชื่อภาษาอังกฤษ Mugwort ต้นที่ 3 นี้เป็นแบบที่โครงการแก้มลิงหนองใหญ่เขาเอามาให้รับประทานเป็นผักแก้มกับ น้ำพริก  อร่อยดีครับ  ทางใต้ปลูกกันเยอะ ขยายพันธุ์ด้วยการชำกิ่งได้ง่าย  ประกาศ...พี่ๆ เพื่อนๆ ที่แอบปล้นมาจากทริปชุมพรแล้วปักชำรอด  กรุณาบอกพิกัดให้ไปปล้นด้วย
โกฐจุฬาลัมพา โกฐจุฬาลัมพา

อีกตัวที่น่าสนใจไม่น้อยคือ "จิงจูฉ่าย" ชื่อวิทยาศาสตร์ Artemisia lactiflora อยู่ในวงศ์ Asteraceae เช่นกัน ชื่อภาษาอังกฤษ White mugwort บางท่านแปลเป็นภาษาไทยว่าโกฐจุฬาลัมพาขาว
จิงจูฉ่าย จิงจูฉ่าย

สุดท้ายคือโกฐจุฬาลัมพาญี่ปุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์  Artemisia Princeceps (โกฐจุฬาลัมพาแบบของญี่ปุ่น เรียกกันว่า Yomogi)
โกฐจุฬาลัมพาญี่ปุ่น

สนใจติดตามชื่อวิทยาศาสตร์ของโกฐชนิดอื่นๆ ได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/2014/09/blog-post.html

สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

3 มีนาคม 2557

พฤกษ์ - ราชพฤกษ์ - กัลปพฤกษ์ - ชัยพฤกษ์ - กาฬพฤกษ์

เนื่องจากกำลังทำการบ้านเพาะต้นกัลปพฤกษ์ และสังเกตุว่าฝักกัลปพฤกษ์คล้ายกับฝักราชพฤกษ์ แต่ไม่เหมือนกัน  จึงไปค้นคว้าเพิ่มเพิม  พบว่ามีหลายต้นที่มีคำว่า "พฤกษ์" อยู่เป็นพืชตระกูลถั่วทั้งนั้น  และมีลักษณะคล้ายๆ กัน จึงถือโอกาสมาแบ่งปันข้อมูลของสาระพัด "พฤกษ์" กันครับ

พฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia lebbeck   ชื่ออังกฤษ : East Indian walnut, frywood, Indian siris, koko) วงศ์ Leguminosae - Mimosoideae สูง 15-25เมตร  ดอก สีเขียวอ่อนปนเหลือง ออกดอกเป็นช่อใกล้ปลายยอด ดอกย่อยรวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก  ฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง 2 ซม. ยาว 12 ซม.


นิเวศวิทยา : พฤกษ์เป็นต้นไม้โตเร็วและทนทาน เหมาะสำหรับปลูกในที่เสื่อมโทรมและแห้งแล้งสามารถปรับปรุงสภาพดินให้สมบูรณ์ขึ้นได้ เนื่องจากเป็นพวกถั่วซึ่งสามารถจับไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยไนเทรตได้ดี ขึ้นได้ดีในพื้นที่เสื่อมโทรม เป็นไม้เบิกนำที่ดี พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย

ออกดอก : มีนาคม - เมษายน เป็นฝัก กันยายน - ธันวาคม

ประโยชน์ : ใบอ่อนและยอดอ่อนของพฤกษ์ นำมากินเป็นผักได้ เช่น ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกปลาร้า ฯลฯ โดยนำไปทำให้สุกเสียก่อน เช่น ต้ม, ลวก, ย่าง ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำไปปรุงอาหารตำรับอื่นๆได้อีก เช่น แกงส้ม เป็นต้น ยอดพฤกษ์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และรสชาติดีไม่แพ้ผักพื้นบ้านชนิดอื่นๆ
เนื้อไม้แข็ง ลายไม้สวย ใช้ทำสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือทาง การเกษตร เปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง เปลือกมีรสฝาดใช้รักษาแผลในปาก ลำคอ เหงือก เมล็ดรักษาโรคผิวหนัง ใบใช้ดับพิษร้อนทำให้เย็น

ประวัติ : พฤกษ์มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนชื้นของทวีปเอเชีย ในอดีตที่คนไทยภาคกลางเรียกพฤกษ์ว่าจามจุรีหรือจามรี น่าจะเป็นเพราะลักษณะดอกเป็นฝอย และมีสีออกเหลืองคล้ายแส้ขนจามรี (จามจุรี) ที่ใช้ในพิธีมงคลนั่นเอง ส่วนที่ได้ชื่อว่าก้ามปู ก็เพราะลักษณะตอนปลายช่อใบคล้ายก้ามปูทะเล จึงเรียกว่า ต้นก้ามปู ต่อมีคนนำต้นราชพฤกษ์มาจากทวีปอเมริกาใต้มาปลูกในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง ชื่อจามจุรี จึงถูกนำไปเรียกใช้เรียกต้นราชพฤกษ์เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะลักษณะดอกที่มีเกสรยาวเป็นฝอย ต่างกันตรงที่สีดอกพฤกษ์มีสีขาวเหลือง แต่ดอกจามจุรี(ใหม่) สีออกชมพูแดง จึงเรียกในสมัยแรกๆ ว่าจามจุรีแดง เพื่อให้เห็นความแตกต่างจากจามจุรีเดิม(พฤกษ์) ซึ่งมี ดอกสีขาวเหลือง ต่อมาเรียกสั้น ลงว่าจามจุรี (เฉยๆ) ไม่มีคำว่า"แดง"ตามหลัง และไม่มีเรียกต้นพฤกษ์ ว่าจามจุรีหรือก้ามปูอีกมาจนถึงปัจจุบัน  ในปัจจุบันยังมีบางถิ่นเรียกต้นพฤกษ์ว่า "จามจุรีสีทอง" เพื่อให้แตกต่างกับต้นจามจุรี(แดง) นั่นเอง


ราชพฤกษ์ หรือ คูณ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassis fistula Linn. ชื่ออังกฤษ Golden Shower Tree, Purging Cassia) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 12-15 เมตร  เวลาออกดอกใบจะร่วง ดอกมีสีเหลือง  ฝักยาวกลม ทรงกระบอก ปลายแหลมสั้น มีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเปลือกแข็งเรียบ ภายในฝักจะมีชั้นกั้นเป็นช่อง ๆ

นิเวศวิทยา : ราชพฤกษ์เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด ซึ่งอาจติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้

ประวัติ : ราชพฤกษ์มีการกระจายพันธุ์ทั่วไปตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย พบปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป และกระจายห่างๆ ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่าควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเรือนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าวจะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อนและทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น

คนไทยในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดี ดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคล

กระทั่งในปี พ.ศ.2506 มีการประชุมเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรก โดยกรมป่าไม้ได้เสนอให้ ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูณ ไม้มงคลที่มีประโยชน์และรู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นต้นไม้ประจำชาติ สำหรับสัตว์ประจำชาติก็คือ ช้างเผือก สัตว์ที่มีคุณค่าเกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน การเสนอครั้งนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ปี พ.ศ.2530 มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั่วประเทศจำนวน 99,999 ต้น ทุกวันนี้จึงมีต้นราชพฤกษ์อยู่มากมายทั่วประเทศไทย

ข้อสรุปเรื่องสัญลักษณ์ประจำชาติดูเหมือนจะยังไม่ชัดเจน กระทั่งช่วงปี พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำเรื่องดังกล่าวกลับมาเสนออีกครั้ง และมีข้อสรุปเสนอให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ สัตว์และสถาปัตยกรรม และการพิจารณาที่ผ่านมาเสนอให้กำหนดดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกราชพฤกษ์ สัตว์ประจำชาติ คือ ช้างไทย และสถาปัตยกรรมประจำชาติคือ ศาลาไทย

เหตุที่เลือก ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะมีความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน คือ เป็นดอกไม้จากต้นไม้ที่ถูกเสนอให้เป็นต้นไม้ประจำชาติเมื่อครั้งที่กรมป่าไม้เสนอไว้ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทนทาน ปลูกขึ้นได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักแพร่หลาย ราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆ เช่น ลงหลักเมือง ลงเสาเอก ทำคฑาจอมพลและยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ในช่วงฤดูร้อนราชพฤกษ์จะออกดอกสะพรั่งทั้งต้น ช่อดอกมีรูปทรงสวยงาม สีเหลืองอร่ามเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ รวมทั้งเป็นสีเดียวกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนี้ความงามของช่อดอก และความหมายที่ดียังถูกจำลองแบบประดับไว้บนอินทรธนูของข้าราชการพลเรือนอีกด้วย


กัลปพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib ชื่ออังกฤษ Wishing Tree , Pink Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 5 - 15 เมตร  ดอกเริ่มบานสีชมพู เมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีขาว  ฝักรูปทรงกระบอก ยาว 30 - 50 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 - 2.5 ซม.


ชัยพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L. subsp. reigera ชื่ออังกฤษ Pink and white shower tree หรือ Javanese Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 5 - 15 เมตร  ดอกเริ่มบานสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใกล้โรยดอกสีขาว ฝักกลมเล็กน้อยออกแบน สีดำ ยาว 20 - 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร


กาฬพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia grandis L.f. ชื่ออังกฤษ Pink Shower , Horse Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 10 - 20 เมตร ดอกเริ่มบานสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูตามลำดับ ฝักรูปทรงกระบอก กว้างประมาณ 3 - 4 ซม. ยาว 20 - 40 ซม. สีค่อนข้างดำ ผิวมีรอยแตกและมีสันทั้งสองข้างเมล็ดรูปรี รูปไข่หรือรูปขอบขนาน


สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

2 มีนาคม 2557

เสลา - ตะแบก - อินทนิล

ต้นนี้น่าจะเป็นอินทนิลน้ํา  จนบัดนี้ผมก็ยังแยกต้นอินทนิลน้ํา ต้นเสลา และต้นตะแบกตอนยังเป็นต้นเล็กๆ ออกจากกันไม่ได้ซะที  โกรธ
เสลา

อินทนิล

ความจริงทั้ง 3 ต้นเป็นญาติกันในวงศ์ LYTHRACEAE โดยมีชื่อวิทยาศาตร์คล้ายกันมาก 

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อภาษาอังกฤษชื่ออื่น
เสลาLagerstroemia loudoniSalao
ตะแบกLagerstroemia floribundaBungorตะแบกนา, ตะแบกไข่
อินทนิลน้ำLagerstroemia speciosaPride of India หรือ Queen's flowerตะแบกดำ, ตะแบกอนเดีย
อินทนิลบกLagerstroemia macrocarpaPride of India หรือ Queen's flowerกากะเลา กาเสลา จ้อล่อ จะล่อ ซีมุง ปะหน่าฮอ

มีคนบอกว่าให้สังเกตุความแตกต่างกันที่ลำต้น เปลือกไม้ ใบอ่อน และดอกตูม ดังภาพด้านล่าง (เครดิตภาพจาก http://www.mornor.com/2009/forum/viewthread.php?tid=9281)  ส่วนตอนนี้ก็ได้แต่รอต้นไม้เหล่านี้เขาโตก่อน  อีก 3-4 ปีค่อยมาสังเกตุอีกที  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
เสลา ตะแบก อินทนิล
เปลือกต้นเสลาจะแตกตามยาวเป็นแถบเล็กๆทั้งต้น
เปลือกต้นตะแบกมักจะหลุดล่อนเป็นแผ่นเล็ก ทำให้ลำต้นดูเรียบแต่มีลักษณะเป็นดวงๆสีขาว คล้ายเปลือกต้นฝรั่ง
เปลือกต้นอินทนิลจะแตกตามยาวคล้ายต้นเสลา แต่จะมีปุ่มๆ ขรุขระตามลำต้น ไม่เป็นระเบียบ และเปลือกจะออกดำๆหน่อย

เสลา ตะแบก อินทนิล
เสลา ตะแบก อินทนิล
ใบต้นเสลามีปลายใบมน สีเขียวอ่อน ใบเป็นขนทั้งหน้าใบหลังใบ ใบไม่มัน
ใบต้นตะแบกมีใบเล็ก ปลายใบแหลม ใบมันคล้ายใบอินทนิล และยอดอ่อนจะสีชมพูแดง
ใบต้นอินทนิลบกมีขนาดใหญ่ สีเขียวแก่ ปลายใบมน ใบแข็ง เป็นมันทั้งหน้าใบและหลังใบ ส่วนใบอินทนิลน้ำจะมีปลายใบแหลม ใบบางกว่าอินทนิลบก

เสลา ตะแบก อินทนิล
ดอกตูม ดอกตูมของตะแบกจะหัวแบนๆ ส่วนอินทนิลจะเป็นทรงโดมยอดขรุขระ เสลาจะเป็นทรงโดมยอดโดมเรียบและมีขนปกคลุม

เสลา ตะแบก อินทนิล
ดอกเสลาช่อดอกห้อยย้อย ดอกดกแน่นเป็นพวง สีอ่อนหวานกว่าตะแบกและอินทนิล
ดอกตะแบกช่อดอกจะตั้งขึ้น มีขนาดเล็ก ขึ้นถี่หนาแน่นกว่าดอกอินทนิล
ดอกอินทนิลช่อดอกจะตั้งขึ้น มีขนาดใหญ่ และยาวกว่าดอกตะแบก ช่อดอกห่าง

เสลา ตะแบก อินทนิล

สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0