3 มีนาคม 2557

พฤกษ์ - ราชพฤกษ์ - กัลปพฤกษ์ - ชัยพฤกษ์ - กาฬพฤกษ์

เนื่องจากกำลังทำการบ้านเพาะต้นกัลปพฤกษ์ และสังเกตุว่าฝักกัลปพฤกษ์คล้ายกับฝักราชพฤกษ์ แต่ไม่เหมือนกัน  จึงไปค้นคว้าเพิ่มเพิม  พบว่ามีหลายต้นที่มีคำว่า "พฤกษ์" อยู่เป็นพืชตระกูลถั่วทั้งนั้น  และมีลักษณะคล้ายๆ กัน จึงถือโอกาสมาแบ่งปันข้อมูลของสาระพัด "พฤกษ์" กันครับ

พฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia lebbeck   ชื่ออังกฤษ : East Indian walnut, frywood, Indian siris, koko) วงศ์ Leguminosae - Mimosoideae สูง 15-25เมตร  ดอก สีเขียวอ่อนปนเหลือง ออกดอกเป็นช่อใกล้ปลายยอด ดอกย่อยรวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น5แฉก  ฝักแบนรูปขอบขนานกว้าง 2 ซม. ยาว 12 ซม.


นิเวศวิทยา : พฤกษ์เป็นต้นไม้โตเร็วและทนทาน เหมาะสำหรับปลูกในที่เสื่อมโทรมและแห้งแล้งสามารถปรับปรุงสภาพดินให้สมบูรณ์ขึ้นได้ เนื่องจากเป็นพวกถั่วซึ่งสามารถจับไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนเป็นปุ๋ยไนเทรตได้ดี ขึ้นได้ดีในพื้นที่เสื่อมโทรม เป็นไม้เบิกนำที่ดี พบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย

ออกดอก : มีนาคม - เมษายน เป็นฝัก กันยายน - ธันวาคม

ประโยชน์ : ใบอ่อนและยอดอ่อนของพฤกษ์ นำมากินเป็นผักได้ เช่น ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกปลาร้า ฯลฯ โดยนำไปทำให้สุกเสียก่อน เช่น ต้ม, ลวก, ย่าง ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำไปปรุงอาหารตำรับอื่นๆได้อีก เช่น แกงส้ม เป็นต้น ยอดพฤกษ์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และรสชาติดีไม่แพ้ผักพื้นบ้านชนิดอื่นๆ
เนื้อไม้แข็ง ลายไม้สวย ใช้ทำสิ่งปลูกสร้าง เครื่องมือทาง การเกษตร เปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง เปลือกมีรสฝาดใช้รักษาแผลในปาก ลำคอ เหงือก เมล็ดรักษาโรคผิวหนัง ใบใช้ดับพิษร้อนทำให้เย็น

ประวัติ : พฤกษ์มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนชื้นของทวีปเอเชีย ในอดีตที่คนไทยภาคกลางเรียกพฤกษ์ว่าจามจุรีหรือจามรี น่าจะเป็นเพราะลักษณะดอกเป็นฝอย และมีสีออกเหลืองคล้ายแส้ขนจามรี (จามจุรี) ที่ใช้ในพิธีมงคลนั่นเอง ส่วนที่ได้ชื่อว่าก้ามปู ก็เพราะลักษณะตอนปลายช่อใบคล้ายก้ามปูทะเล จึงเรียกว่า ต้นก้ามปู ต่อมีคนนำต้นราชพฤกษ์มาจากทวีปอเมริกาใต้มาปลูกในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง ชื่อจามจุรี จึงถูกนำไปเรียกใช้เรียกต้นราชพฤกษ์เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะลักษณะดอกที่มีเกสรยาวเป็นฝอย ต่างกันตรงที่สีดอกพฤกษ์มีสีขาวเหลือง แต่ดอกจามจุรี(ใหม่) สีออกชมพูแดง จึงเรียกในสมัยแรกๆ ว่าจามจุรีแดง เพื่อให้เห็นความแตกต่างจากจามจุรีเดิม(พฤกษ์) ซึ่งมี ดอกสีขาวเหลือง ต่อมาเรียกสั้น ลงว่าจามจุรี (เฉยๆ) ไม่มีคำว่า"แดง"ตามหลัง และไม่มีเรียกต้นพฤกษ์ ว่าจามจุรีหรือก้ามปูอีกมาจนถึงปัจจุบัน  ในปัจจุบันยังมีบางถิ่นเรียกต้นพฤกษ์ว่า "จามจุรีสีทอง" เพื่อให้แตกต่างกับต้นจามจุรี(แดง) นั่นเอง


ราชพฤกษ์ หรือ คูณ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassis fistula Linn. ชื่ออังกฤษ Golden Shower Tree, Purging Cassia) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 12-15 เมตร  เวลาออกดอกใบจะร่วง ดอกมีสีเหลือง  ฝักยาวกลม ทรงกระบอก ปลายแหลมสั้น มีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผิวเปลือกแข็งเรียบ ภายในฝักจะมีชั้นกั้นเป็นช่อง ๆ

นิเวศวิทยา : ราชพฤกษ์เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่โล่งแจ้ง สามารถปลูกได้ทั้งดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ทนต่อความแห้งแล้งและดินเค็มได้ดี แต่ไม่ทนในอากาศหนาวจัด ซึ่งอาจติดเชื้อราหรือโรคใบจุดได้

ประวัติ : ราชพฤกษ์มีการกระจายพันธุ์ทั่วไปตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา ภูมิภาคอินโดจีนและมาเลเซีย พบปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป และกระจายห่างๆ ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่าควรปลูกต้นราชพฤกษ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเรือนมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นทวีคูณ ซึ่งความเป็นจริงคือทิศดังกล่าวจะได้รับแดดจัดตลอดช่วงบ่าย จึงควรปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ลดความร้อนและทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น

คนไทยในสมัยโบราณยังมีความเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ประจำบ้านจะช่วยให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และใบของต้นราชพฤกษ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะในพิธีทางไสยศาสตร์ให้ใบทำน้ำพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ได้ผลดี ดังนั้นจึงถือว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้มงคล

กระทั่งในปี พ.ศ.2506 มีการประชุมเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรก โดยกรมป่าไม้ได้เสนอให้ ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูณ ไม้มงคลที่มีประโยชน์และรู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นต้นไม้ประจำชาติ สำหรับสัตว์ประจำชาติก็คือ ช้างเผือก สัตว์ที่มีคุณค่าเกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน การเสนอครั้งนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ปี พ.ศ.2530 มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั่วประเทศจำนวน 99,999 ต้น ทุกวันนี้จึงมีต้นราชพฤกษ์อยู่มากมายทั่วประเทศไทย

ข้อสรุปเรื่องสัญลักษณ์ประจำชาติดูเหมือนจะยังไม่ชัดเจน กระทั่งช่วงปี พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำเรื่องดังกล่าวกลับมาเสนออีกครั้ง และมีข้อสรุปเสนอให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ สัตว์และสถาปัตยกรรม และการพิจารณาที่ผ่านมาเสนอให้กำหนดดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกราชพฤกษ์ สัตว์ประจำชาติ คือ ช้างไทย และสถาปัตยกรรมประจำชาติคือ ศาลาไทย

เหตุที่เลือก ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะมีความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน คือ เป็นดอกไม้จากต้นไม้ที่ถูกเสนอให้เป็นต้นไม้ประจำชาติเมื่อครั้งที่กรมป่าไม้เสนอไว้ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทนทาน ปลูกขึ้นได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักแพร่หลาย ราชพฤกษ์เป็นไม้มงคลใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆ เช่น ลงหลักเมือง ลงเสาเอก ทำคฑาจอมพลและยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ในช่วงฤดูร้อนราชพฤกษ์จะออกดอกสะพรั่งทั้งต้น ช่อดอกมีรูปทรงสวยงาม สีเหลืองอร่ามเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ รวมทั้งเป็นสีเดียวกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนี้ความงามของช่อดอก และความหมายที่ดียังถูกจำลองแบบประดับไว้บนอินทรธนูของข้าราชการพลเรือนอีกด้วย


กัลปพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia bakeriana Craib ชื่ออังกฤษ Wishing Tree , Pink Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 5 - 15 เมตร  ดอกเริ่มบานสีชมพู เมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีขาว  ฝักรูปทรงกระบอก ยาว 30 - 50 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 - 2.5 ซม.


ชัยพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia javanica L. subsp. reigera ชื่ออังกฤษ Pink and white shower tree หรือ Javanese Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 5 - 15 เมตร  ดอกเริ่มบานสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใกล้โรยดอกสีขาว ฝักกลมเล็กน้อยออกแบน สีดำ ยาว 20 - 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร


กาฬพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia grandis L.f. ชื่ออังกฤษ Pink Shower , Horse Cassia ) วงศ์ Leguminosae - Caesalpinioideae สูง 10 - 20 เมตร ดอกเริ่มบานสีแดง แล้วเปลี่ยนเป็นชมพูตามลำดับ ฝักรูปทรงกระบอก กว้างประมาณ 3 - 4 ซม. ยาว 20 - 40 ซม. สีค่อนข้างดำ ผิวมีรอยแตกและมีสันทั้งสองข้างเมล็ดรูปรี รูปไข่หรือรูปขอบขนาน


สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

2 มีนาคม 2557

เสลา - ตะแบก - อินทนิล

ต้นนี้น่าจะเป็นอินทนิลน้ํา  จนบัดนี้ผมก็ยังแยกต้นอินทนิลน้ํา ต้นเสลา และต้นตะแบกตอนยังเป็นต้นเล็กๆ ออกจากกันไม่ได้ซะที  โกรธ
เสลา

อินทนิล

ความจริงทั้ง 3 ต้นเป็นญาติกันในวงศ์ LYTHRACEAE โดยมีชื่อวิทยาศาตร์คล้ายกันมาก 

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อภาษาอังกฤษชื่ออื่น
เสลาLagerstroemia loudoniSalao
ตะแบกLagerstroemia floribundaBungorตะแบกนา, ตะแบกไข่
อินทนิลน้ำLagerstroemia speciosaPride of India หรือ Queen's flowerตะแบกดำ, ตะแบกอนเดีย
อินทนิลบกLagerstroemia macrocarpaPride of India หรือ Queen's flowerกากะเลา กาเสลา จ้อล่อ จะล่อ ซีมุง ปะหน่าฮอ

มีคนบอกว่าให้สังเกตุความแตกต่างกันที่ลำต้น เปลือกไม้ ใบอ่อน และดอกตูม ดังภาพด้านล่าง (เครดิตภาพจาก http://www.mornor.com/2009/forum/viewthread.php?tid=9281)  ส่วนตอนนี้ก็ได้แต่รอต้นไม้เหล่านี้เขาโตก่อน  อีก 3-4 ปีค่อยมาสังเกตุอีกที  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
เสลา ตะแบก อินทนิล
เปลือกต้นเสลาจะแตกตามยาวเป็นแถบเล็กๆทั้งต้น
เปลือกต้นตะแบกมักจะหลุดล่อนเป็นแผ่นเล็ก ทำให้ลำต้นดูเรียบแต่มีลักษณะเป็นดวงๆสีขาว คล้ายเปลือกต้นฝรั่ง
เปลือกต้นอินทนิลจะแตกตามยาวคล้ายต้นเสลา แต่จะมีปุ่มๆ ขรุขระตามลำต้น ไม่เป็นระเบียบ และเปลือกจะออกดำๆหน่อย

เสลา ตะแบก อินทนิล
เสลา ตะแบก อินทนิล
ใบต้นเสลามีปลายใบมน สีเขียวอ่อน ใบเป็นขนทั้งหน้าใบหลังใบ ใบไม่มัน
ใบต้นตะแบกมีใบเล็ก ปลายใบแหลม ใบมันคล้ายใบอินทนิล และยอดอ่อนจะสีชมพูแดง
ใบต้นอินทนิลบกมีขนาดใหญ่ สีเขียวแก่ ปลายใบมน ใบแข็ง เป็นมันทั้งหน้าใบและหลังใบ ส่วนใบอินทนิลน้ำจะมีปลายใบแหลม ใบบางกว่าอินทนิลบก

เสลา ตะแบก อินทนิล
ดอกตูม ดอกตูมของตะแบกจะหัวแบนๆ ส่วนอินทนิลจะเป็นทรงโดมยอดขรุขระ เสลาจะเป็นทรงโดมยอดโดมเรียบและมีขนปกคลุม

เสลา ตะแบก อินทนิล
ดอกเสลาช่อดอกห้อยย้อย ดอกดกแน่นเป็นพวง สีอ่อนหวานกว่าตะแบกและอินทนิล
ดอกตะแบกช่อดอกจะตั้งขึ้น มีขนาดเล็ก ขึ้นถี่หนาแน่นกว่าดอกอินทนิล
ดอกอินทนิลช่อดอกจะตั้งขึ้น มีขนาดใหญ่ และยาวกว่าดอกตะแบก ช่อดอกห่าง

เสลา ตะแบก อินทนิล

สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

1 มีนาคม 2557

ประดู่แดง-ประดู่ลาย-ประดู่แขก-ประดู่ชิงชัน-ประดู่บ้าน-ประดู่ป่า

ที่สวนขี้คร้านปลูกต้นประดู่ไว้เลยสนใจว่ามีกี่ชนิด สอบถามอากู๋ดูก็พบว่าน่าจะมีอย่างน้อย 6-7 ชนิด โดยต้นที่ผมปลูกน่าจะเป็นต้นประดู่ป่า  ประดู่แต่ละชนิดเป็นพืชวงศ์ถั่ว Leguminosae-Papilonaceae เหมือนกัน (ยกเว้นชนิดท้ายๆ) จึงจะมีใบที่คล้ายกัน แต่อาจจะมีสีดอกที่ต่างกัน จึงขอเพิ่มเติมข้อมูลสีของดอกในตารางดังนี้

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อภาษาอังกฤษชื่ออื่นสีดอก
ประดู่บ้านPterocarpus indicusPashu Padauk, Malay Padaukประดู่กิ่งอ่อนสีเหลือง
ประดู่ป่าPterocarpus macrocarpusBurma Padaukประดู่ส้ม, ประดู่เลือดสีเหลือง
ประดู่รัตจันทน์
(คล้ายประดู่ป่าแต่ต้นเล็กกว่า)
Pterocarpus santalinusRed Sandalwoodจันทน์แดงสีเหลือง
ประดู่ลายDalbergia erransAlexandrian Laurel, Indian Laurel.สีม่วงอ่อน
ประดู่แขกDalbergia sissooIndian Rosewoodประดู่อสนะสีเหลืองอ่อน หรือสีขาว
ประดู่ชิงชันDalbergia oliveriTamalan Treeชิงชันสีขาวอมม่วง
ประดู่ตะเลนDalbergia floribunda.คร่าหยุม (ต้น)สีขาวอมเหลือง
ประดู่น้ำDalbergia cochinchinensisRosewood, Tracwoodพะยูงขาว
ประดู่แดงPhyllocarpus septentrionalis วงศ์ Leguminosae-CaesalpinoideaeMonkey-flower tree.สีแดง
ประดู่ทะเลIntsia bijuga วงศ์ Leguminosae-CaesalpinoideaeMerbau, Kwilaหลุมพอทะเลขาว เปลี่ยนเป็นชมพูและแดง
ประดู่ส้มBischofia javanica วงศ์ EuphorbiaceaeBishop wood, Toog Treeเติมเหลืองอ่อนอมเขียว

หลายครั้งก็มีการเข้าใจกันผิดๆ  เช่น ประดู่แดงนั้นยังมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ ประดู่ป่าจึงถูกเรียกตามสีของเนื้อไม้ เช่น ประดู่ส้ม ประดู่แดง เป็นต้น แต่ประดู่ป่าจะออกดอกเป็นสีเหลืองโดยไม่ขึ้นกับสีของเนื้อไม้ ส่วนประดู่แดงของแท้จะออกดอกเป็นสีแดง ต้นประดู่ที่มีประวัติเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาคือประดู่แขก ซึงถือว่าเป็นโพธิญาณพฤกษา ถูกกล่าวไว้ในในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ติสสพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 20 พระนามว่า พระติสสพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ครึ่งเดือนเต็ม จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ โคนไม้ประดู่แขก ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นอสนะ” ชาวอินเดียเรียกว่า “ลิสโซ” และชาวฮินดูเรียกว่า “สิสสู”   ประดู่แขกจึงถูกเรียกว่าประดู่อสนะ

ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้ากลับจากเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโทธนะ พระราชบิดา แล้วก็เสด็จพาพระอานนท์ พระราหุล พร้อมทั้งพระภิกษุสาวกบริวาร สู่กรุงราชคฤห์ ประทับยังสีสปาวัน คือ ป่าของต้น Simsapa tree ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นป่าของต้น ประดู่แขก (Dalbergia sissoo) และได้ใช้ใบของต้นประดู่แขกในการแสดงธรรมเรื่องใบไม้ในกำมือเดียว  

**พระพุทธองค์ ทรงตรัสถาม พระอานนท์ ว่า "ใบไม้ 1 กำมือ ในพระหัตถ์ของพระองค์มีปริมาณเท่าใด เมื่อเปรียบเทียบกับ ใบไม้ ทั้งป่า"
**พระอานนท์ ทูลตอบว่า "มี ปริมาณ น้อยนิด"
**พระพุทธองค์ ตรัส อธิบายว่า "เมื่อ เปรียบใบไม้ ในกำมือเป็นธรรมอันเป็นประโยชน์ ต่อการพาเราให้ข้ามพ้นห้วงวัฏสงสารได้ย่อมมีประโยชน์มากกว่าใบไม้ หรือธรรม ทั้งหลาย ทั้งปวงที่มีอยู่มากกว่ามาก"

โดยกล่าวเปรียบเทียบว่าความรู้ในโลกมีมากมาย แต่มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องเพื่อที่จะพ้นทุกข์ ธรรมมะที่พระองค์ทรงแสดงจริงเป็นเหมือนเพียงใบไม้ 1 กำมือเมื่อเทียบกับใบไม้ทั้งป่า  แต่ความรู้ในใบไม้ 1 กำมือนี่ล่ะเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เราพ้นทุกข์ได้  ต่อมาเราจึงเรียกปัญหาโลกแตกที่ไม่เกี่ยวข้อง  ซึ่งรู้ไปก็หาทำให้เราพ้นทุกข์ได้ว่า "อจินไตย"

อย่างไรก็ตามมีความสับสนเรียกต้นประดู่แขก (Dalbergia sissoo) ว่าประดู่ลาย (Dalbergia errans) ซึ่งความจริงแล้วเป็นคนละชนิดกันแต่มีลักษณะคล้ายกัน ที่ถูกต้นประดู่ในพุทธประวัติควรจะต้องเป็นต้นประดู่แขกไม่ใช่ประดู่ลายตามที่หลายคนกล่าวถึง  ในบทความภาษาอังกฤษเองยังคงสงสัยว่าความจริงแล้ว “ต้นอสนะ” อาจจะหมายถึงต้นโสกระย้า (Amherstia Nobilis) ซึ่งก็เป็นพืชในวงศ์ถั่ว Leguminosae-Caesalpinioideae ได้ด้วย ในต่างประเทศจึงยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นต้นประดู่แขกอย่างแน่นอน  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Simsapa_tree

โดยสรุปหากยึดตามพระพุทธประวัติจริงๆ  มีความคาดเคลื่อนในการเรียกชื่อต้นไม้ในระหว่างการแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง  จึงยังไม่แน่ใจว่าต้นไม้ที่อยู่ในพระพุทธประวัติจริงๆ แล้วเป็นต้นใด

ต้นประดู่แขก (Dalbergia sissoo)
ต้นประดู่แขก

โสกระย้า (Amherstia Nobilis)
โสกระย้า

ส่วนต้นประดู่อื่นๆ มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้

ประดู่บ้าน
ประดู่บ้าน

ประดู่บ้าน

ประดู่ป่า
ประดู่ป่า

ประดู่แดง
ประดู่แดง

ประดู่แดง

นอกเหนือจากต้นประดู่แล้วต้นไม้ในสกุล Dalbergia ยังมีอีกหลายชนิดที่ไม่ได้ถูกเรียกว่า "ประดู่" ในภาษาไทย ตัวอย่าง เช่น :

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์
กระพี้ Dalbergia entadioides
กระพี้เครือDalbergia foliacea
กำพี้Dalbergia ovata
มะขามเครือDalbergia darlacensis
ขามเครือDalbergia stipulacea
กระพี้หยวกDalbergia lakhonensis
เก็ดดำDalbergia assamica
เก็ดแดงDalbergia dongnaiensis
กระพี้นางนวลDalbergia kerrii
เก็ดขาวDalbergia glomeriflora
เก็ดเขาควายDalbergia fusca
ขี้มอดDalbergia maymyensis
ครี้, กระซิกDalbergia parviflora
เครือปี้Dalbergia velutina
เครือแมดDalbergia volubilis
ถ่อนเครือDalbergia discolor
ประดู่ตะเลนDalbergia floribunda
ปี้จั่นDalbergia cana
พะยูงแกลบ, ชิงชันเขมรDalbergia bariensis
มักแผ้นDalbergia malabarica
สักขีDalbergia candenatensis
หางไหลDalbergia abbreviata
เหม่ปี้Dalbergia kurzii
อัญชัน (คนละต้นกับดอกอัญชัน)Dalbergia duperreana
อีเม็งDalbergia lanceolaria
กะนวน, ฉนวนDalbergia nigrescens
พะยูงDalbergia cochinchinensis
กระพี้เขาควายDalbergia cultrata

ในทำนองเดียวกันกับต้นประดู่ลาย/ประดู่แขก ต้น "สาละ" (Sal Tree) ซึ่งจริงๆ แล้วต้นสาละในพระพุทธประวัติตอนประสูติน่าจะเป็นต้นสาละอินเดีย (Sal of India) ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta วงศ์ Dipterocarpaceae เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง

แต่ในประเทศศรีลังกาก็มีต้นไม้ ที่เรียกว่า Sal เหมือนกันแต่เป็นคนละวงศ์กันเลย คือต้นสาละลังกา หรือ ลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree) ชื่อวิทยาศาสตร์ Couroupita guianensis วงศ์ Lecythidaceae โดยต้นนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่จากศรีลังกาเข้ามาทางอินโดนีเซีย และมาเลเซีย  ในภาษาอินโดนีเซียจึงเรียกว่า Sala ตามที่ชาวศรีลังกาเรียก  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีความเชื่อว่าต้นสาละที่เอ่ยถึงในพระพุทธประวัติ น่าจะเป็นต้นสาละอินเดีย (Sal of India) มากกว่า แต่โดยจริงๆ แล้วก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในความสับสนของชื่อต้นไม้เมื่อถูกเรียกข้ามจากภาษา หนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง

ต้นสาละอินเดีย (Shorea robusta)
สาละอินเดีย

ต้นสาละลังกา (Couroupita guianensis)
สาละลังกา
เครดิท รูปทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ตหลายๆ แหล่ง  ผมเองยังไม่มีทั้ง 4 ชนิดที่อาจจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติปลูกในสวนฯ  แต่คงจะหาโอกาสนำมาปลูกที่สวนฯ ในโอกาสต่อไป


สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0