7 พฤศจิกายน 2556

ทิศทางของบ้าน

ก่อนจะเข้าใจทิศทางของบ้านเราต้องเข้าใจวัตถุ ประสงค์ของเราก่อน  ในแถบอากาศหนาวเขาอาจจะต้องการความอบอุ่น  ส่วนตัวผมนั้นขี้ร้อน และมีความขี้คร้านจะไปเรียกช่างมาติดแอร์ที่สวนจึง มีต้องออกแบบบ้านให้มีความเย็น  และจะเน้นเรื่องการออกแบบให้เย็นในฤดูร้อนเป็นหลักใหญ่

ในการดู เรื่องความเย็นนั้นเราจะต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ก่อน ประเด็นแรกคือเรื่องมุมของแสงอาทิตย์  เนื่องจากแกนของโลกเอียงเทียบกับแนวทางการหมุนรอบดวงอาทิตย์  ในแต่ละช่วงเวลาของปีพระอาทิตย์จึงไม่ได้ขึ้นตรงทิศตะวันออก และตกในทิศตะวันตกเป๊ะ  แนวทางการเคลื่อนที่ของตัวอาทิตย์จะเอียงนิดๆ  โดยจะเอียงจากแนวดิ่งมากในพื้นที่ที่อยู่ไกลจุดศูนย์สูตรออกไป และจะเอียงน้อยสำหรับพื้นที่ที่อยู่ใกล้จุดศูนย์สูตร

มุมอิลิเวชั่นดวงอาทิตย์

ส่วนการเอียงจะขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ทางตอนเหนือ หรือใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถ้าเราอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร  แนวทางเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์จะเอียงไปทางใต้  แต่ทางตอนล่างของเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศออสเตรเลียจะกลับกันคือเอียงไปทางทิศเหนือ


สำหรับประเทศไทย เราอยู่ทางเหนือของเส้นศูนย์สูตรแนวทางการเคลื่อนของดวงอาทิตย์จึงจะเอียงไป ทางใต้  หมายความว่าในตอนเที่ยงวันเงาของแสงแดดจะไม่ได้อยู่ตรงกลางเป๊ะ  แต่เงาจะเอียงไปทางเหนือนิดๆ (เพราะแสงเอียงมาจากทางทิศใต้)  ถ้าเราสร้างบ้านผนังบ้านทางด้านใต้ก็จะโดนแดดมากกว่าทางด้านเหนือ  ถ้าเรากลัวร้อน  เราก็อาจจะต้องพิจารณาให้ชายคาของหลังคาโดยเฉพาะด้านใต้ออกมาไกลเพื่อลด ปริมาณแสงแดดที่จะตกกระทบกับผนังทางด้านใต้  โดยขนาดชายคาที่เหมาะสมจะบังแสงแดดไม่ให้โดนหน้าต่างในฤดูร้อน  และในฤดูหนาวที่วงโคจรจะคล้อยต่ำลงไปทางทิศใต้ได้อีก จะยอมให้แสงอาทิตย์ผ่านหน้าต่างเข้าทำความอบอุ่นในบ้านในช่วงที่หนาวเย็น   แต่ถ้าเราอยากให้บ้านเย็นทั้งฤดูร้อน/ฤดูหนาวก็แนะให้ทำชายหลังคายื่นออกไปไกลๆ เพื่อไม่ให้แสงแดดตอนกลางวันส่องมาโดนหน้าต่าง

ชายคา กันสาด

แต่หากเราจะต้องการบังแสงแดดไม่ให้โดนหน้าต่างตรงๆ  สำหรับประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับทิศที่เรามีหน้าต่างอยู่เหมือนที่เล่าให้ฟังด้านบน  โดยขอบของหลังคา หรือกันสาดควรจะทำมุมอย่างน้อย 10 องศาในทิศเหนือ และ 37 องศาในทิศใต้เพื่อป้องกันแสงแดดตอนเที่ยงวัน  แต่ถ้าหากต้องการให้กันแสงถึงตอน 16:00 ก็ควรจะทำมุม 66 องศาในทิศเหนือ และ 72 องศาในทิศใต้


ชายคา กันสาด ทิศใต้ ชายคา กันสาด ทิศเหนือ

ส่วนในหน้าต่างในทิศตะวันตก หรือตะวันออก ความจริงไม่แนะนำให้มีหน้าต่าง แต่ถ้าจะมีหน้าต่างก็ควรจะใช้กันสาดในแนวดิ่งโดนทำมุมประมาณ 30 องศากับระนาบผนัง
กันสาดแนวดิ่ง

ประเด็นที่ 2 เราจะต้องเข้าใจทิศทางของลมในพื้นที่ของตนเอง  จากข้อมูลลมในจังหวัดเพชรบุรีจะพบว่าลมจะพัดจากทิศใต้ไปทิศเหนือประมาณ 8 เดือนใน 1 ปี  ส่วนอีก 4 เดือนในฤดูหนาวจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

ทิศทางลมในประเทศไทย

ประเด็น ที่ 3 ที่เราต้องเข้าใจเรื่องความชื้นในอากาศ กับความรู้สึกร้อน/หนาวของมนุษย์  สำหรับมนุษย์แล้ว  ถ้าอากาศมีความชื้นมากเวลาอุณหภูมิสูงจะรู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ  ส่วนในฤดูหนาวถ้าอากาศยิ่งแห้ง (ชื้นมากจะรู้สึกว่าหนาวกว่าปกติ) แต่ถ้าอากาศชื้นก็จะรู้สึกว่าเย็นกว่าปกติ


ความร้อนสัมพัทธ์

หลัก การทางวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลว่าในการลดความร้อนในร่างกายนั้น ร่างกายมนุษย์จะขับเหงื่อออกทางผิวหนัง  เมื่อเหงื่อระเหยก็จะดูดความร้อนแฝงทำให้ร่างกายมนุษย์เย็นลง  แต่ถ้ามีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เหงื่อก็จะระเหยไม่ค่อยได้  ทำให้กลไกในการลดความร้อนของร่างกายแย่ลง  มนุษย์จึงรู้สึกว่าร้อนมากกว่าถ้าระดับความชื้นสัมพัทธ์สูง

ในฤดู หนาวกลไกจะแตกต่างเนื่องจากร่างกายของมนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องเหงื่อออก เพือลดความร้อนในร่างกาย  โดยปกติอากาศร้อนสามารถเก็บไอน้ำได้มากกว่าอากาศเย็น ดังนั้นหากอุณหภูมิของอากาศลดลงจนถึงจุดๆ หนึ่ง จะเกิด “อากาศอิ่มตัว” (Saturated air) อากาศไม่สามารถเก็บกักไอน้ำไว้ได้มากกว่านี้ หรือกล่าวได้ว่า อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ 100% ดังนั้นหากอุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอีก ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อุณหภูมิที่ทำให้เกิดการควบแน่นนี้เรียกว่า “จุดน้ำค้าง” (Dew point)  ในหน้าหนาวที่ชื้นเราจึงมักจะเห็นปรากฎการณ์ "หมอก" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความชื่้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง  โดยที่มนุษย์เราจะรู้ด้วยหรือไม่ก็ตาม  ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงในอากาศส่วนหนึ่งจะกลั่นตัวเป็นชั้นน้ำบางๆ ที่ผิวหนัง หรือเสื้อผ้าที่เราสวมใส่  ทำให้เกิดกลไกคล้ายๆ กับเหงื่อคือจะดูดความร้อนแฝงจากร่างกายของมนุษย์ไปทำให้น้ำที่ผิวหรือเสื้อ ผ้าระเหยกลายเป็นไอ  ดังนั้นเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมากในฤดูหนาวมนุษย์จะรู้สึกเย็น มากกว่า กรณีที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำด้วย

หากเราเอา เรื่องความชื้นในฤดูร้อนมาเล่นเราจะสังเกตุว่าการที่เรามีบ้านติดริมน้ำมากๆ โดยเฉพาะริมน้ำที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ปกคลุมน้ำ จะทำให้มีไอน้ำระเหยขึ้นมาเหนือผิวน้ำมีความชื้นสูง  เมื่อความชื้นเหล่านั้นเข้ามาในบ้านก็จะทำให้เรารู้สึกร้อนมากกว่าบ้านที่ ไม่ได้อยู่ติดน้ำ  แต่ในสภาพปกติที่เราไม่ได้สร้างบ้านติดแหล่งน้ำโดยตรงลมจะเป็นอีกปัจจัย สำคัญในการเร่งการระเหยของน้ำ และพัดพาเอาความชื้นออกไป  ในระหว่างที่น้ำระเหยจากอิทธิพลของลมก็จะมีการดึงเอาความร้อนแฝงในอากาศไป ใช้ในการระเหยทำให้อุณหภูมิในอากาศบริเวณนั้นเย็นลง

ดังนั้นถ้าเรา ต้องการให้บ้านเย็นเราควรจะออกแบบให้บ้านยอมให้ลมไหลได้สะดวกในฤดูร้อน  ส่วนในฤดูหนาว ถ้าเรากังวัลเรื่องความหนาวเย็นมากก็ความจะต้องมีแนวกันลม (จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือสำหรับสวนขี้คร้านในจังหวัดเพชรบุรี)  ถ้าเราชอบอากาศเย็นก็ไม่ต้องไปทำอะไรมากปล่อยมันตามธรรมชาติ  เมื่อรวมกับข้อมูลทิศทางลมในฤดูร้อนที่เพชรบุรีเราควรจะเลือกทิศของบ้านที่ ยอมให้อากาศไหลจากทิศใต้ผ่านเข้าตัวบ้าน และไหลออกไปทางทิศเหนือได้ดี  เพื่อให้มีพื้นที่รับลมเยอะๆ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่มีด้านที่ยาวกว่าอยู่ในแนวตะวันออก - ตะวันตก  ทำให้ด้านยาวขวางทางลมที่ไหลมาจากทางใต้เป็นส่วนใหญ่ (8 เดือน)

เรื่อง ถัดมาที่เราต้องเข้าในคือธรรมชาติของต้นไม้ที่เราปลูก  ถ้าเราเลือกปลูกต้นไม่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งช่องลมของบ้าน  ต้นไม้จะไปบังลม  ทำให้ลมไหลไม่สะดวก  แทนที่จะเย็นกลับจะร้อน  ถ้าต้นไม้มีพุ่มสูงกว่าทางเข้าของลมทางด้านใต้ก็จะทำให้เป็นการพัดเอาอากาศ เย็นใต้พุ่มไม้เข้าบ้านทำให้เย็นกว่าปกติ
บ้านประหยัดพลังงาน

ดังนั้นในการออกแบบจึงควรปลูกต้นไม้ที่มีทรงสูง และต้นล่างโปร่งอยู่ทางด้านทิศใต้  เพื่อทำให้บ้านเย็นขึ้น

ส่วน ในด้านทิศตะวันตก และทิศตะวันออกจะร้อนอยู่ประมาณครึ่งวัน และไม่ได้เป็นทิศทางของลม  เราอาจจะเลี่ยงการรับความร้อนจากทั้งสอง 2 ทิศด้วยการเลี่ยงการสร้างหน้าต่าง หรือประตูที่จะให้แสงอาทิตย์ส่องแสงเข้ามาทำให้ภายในตัวบ้านร้อน หรือเลือกห้องที่เราจะไม่ได้ทำกิจกรรมนานๆ อยู่ทางผนังของทั้ง 2 ทิศ  ซึ่งโดยปกติอากาศในบ้านเราจะมีแสงร้อนกว่าในช่วงบ่ายทำให้ผนังทิศตะวันตกจะ ร้อนมากกว่าทิศตะวันออก  ถ้าเลือกได้เราควรออกแบบให้ห้องน้ำซึ่งเราต้องการให้อากาศร้อนมาทำให้ห้อง น้ำแห้ง ลดการเกิดเชื้อรา อยู่ทางด้านทิศตะวันตก

นอกจากนั้นในทิศ ตะวันตก / ตะวันออกเรายังสามารถเลือกปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องการแสงจัด (เพราะเงาของตัวบ้านจะบังแสง ทำให้ต้นไม้ได้รับแสงประมาณครึ่งวัน) ต้นไม้ก็จะช่วยลดปริมาณแสงที่จะตกกระทบผนังทั้งสองด้านช่วยลดความร้อนภายใน บ้าน  และอีกทางเลือกหนึ่งแทนการปลูกต้นไม้คือทำระแนงไม้เลื้อย
บ้านประหยัดพลังงาน

แนว คิดเรื่องระแนงไม้หากทำขนาดใหญ่จะเรียกว่า shade house  ซึ่งถ้าเราทำอยู่ทางด้านทิศใต้ก็จะมีผลคล้ายๆ กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ทางด้านทิศใต้  ทำให้อากาศที่ไหลเข้าบ้านจากทางทิศใต้เย็นมากขึ้น
บ้านประหยัดพลังงาน

เมื่อ รวบรวมความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ประกอบกับความขี้คร้านในการติดแอร์ ผมจึงเลือกแบบบ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูหน้าต่างมากในทิศเหนือใต้  ด้านหลังของบ้านทางด้านใต้ที่เปิดประตูรับลมก็จะมีการต่อชายคายออกไปอีก เพื่อให้บริเวณประตูหลังไม่โดนแดดจากทางด้านทิศใต้ในระยะสั้น  ระหว่างนั้นก็หาต้นไม้ใหญ่มาปลูกในทางด้านทิศใต้เพื่อให้ร่มเงาในระยะยาว ต่อไป  ด้านทิศตะวันตกจะเป็นตำแหน่งห้องน้ำ และครัวอยู่ทางด้านทิศตะวันออก  ส่วนผนังทั้งด้านทิศตะวันตก และตะวันออกจะลอดการโดนแสงแดดโดยจะไม่มีประตู  และเลือกใช้หน้าต่างแบบทีบแสง


องค์ความรู้ในเรื่องเดียวกันสามารถเอาไป ประยุกต์ใช้กับการทำอาคารอื่นๆ เช่น เล้าสัตว์  ตัวอย่างเช่นในแถบอากาศหนาว เช่น ประเทศเกาหลี การสร้างเล้าสัตว์เขาจะทำในแนวเหนือ-ใต้ (ดูรูป)  เพราะว่าเขามีปัญหาเรื่องต้นทุนในการทำให้สัตว์อุ่นในฤดูหนาว

เล้าสัตว์, เล้าหมู

การ ออกแบบในลักษณะนี้จะทำให้ทั้งทุกคอกได้รับแสงเหมือนๆ กัน ไม่มีคอกใดคอกหนึ่งหนาวจนเกินไป ลมหนาวซึ่งพัดในแนวเหนือใต้ก็จะพัดได้ไม่สะดวก แต่...หากเราเอามาใช้ในประเทศไทยซึ่งอากาศร้อน  เราจะคิดต่างทันทีเราจะทำคอกในแนวตะวันออก - ตะวันตก  เพื่อให้ลมจากทางทิศใต้ไหลเข้าทุกคอก อากาศถ่ายเทได้ดีทุกคอก ช่วยคลายร้อนกับสัตว์ในคอก  ส่วนปัญหาที่มีบางคอก (ทางด้านตะวันออก) ร้อนในช่วงเช้า  บางคอก (ทางด้านตะวันตก) ร้อนในช่วงบ่าย  เราอาจจะบรรเทาได้ด้วยการทำม่านบังแดดเพิ่มเติมในด้านข้างของอาคาร หรือปลูกต้นไม้ช่วยบังแดด  (ถ้าเป็นแบบเกาหลี  ที่บังแดดจะอยู่ด้านหน้า/ด้านหลังคอก)

ดังนั้นการออกแบบเราต้องเข้าใจธรรมชาติในพื้นที่ด้วย จะ copy แบบเขามาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ถ้ารักษ์จะขี้คร้านต้องหมั่นสังเกตุ"

โดยสรุปบ้านตามหลักบ้านประหยัดพลังงานสำหรับประเทศไทยควรจะอยู่ในทิศเหนือ หรือทิศใต้ หากจะเฉียงหน่อยๆ ก็ควรจะอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือตะวันตกเฉียงใต้เพื่อให้ตรงกับทิศของลมตามฤดู ส่วนถ้าเราดูคู่กับแบบบ้านทั่วๆไป จะมีช่องเปิดให้ลมเข้าทางหน้าบ้านมากกว่าทางหลังบ้านทิศที่ดีที่สุดน่าจะเป็นทิศใต้เพื่อเปิดรับลมเข้าให้่ได้มากที่สุดต่อปี ต่อไปเราลองมาดูตามหลักอวงจุ้ยกัน

ทิศของบ้านตามหลักฮวงจุ้ย

โดยทั่วไปทิศยอดนิยมตามหลักฮวงจุ้ยมีอยู่ 2 ทิศด้วยกัน คือ บ้านที่หันหน้าไปทางทิศใต้ และบ้านที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เนื่องจากบ้านที่หันทิศใต้ จะได้รับผลดีจากกระแสลมที่พัดเข้าบ้าน ซึ่งบ้านที่มีอากาศไหลเวียนดี ย่อมนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีด้วย นอกจากนี้ ในทางฮวงจุ้ย ยังถือเป็นทิศทางของทรัพย์หรือโชคลาภ ส่วนบ้านที่หันไปทางทิศตะวันออก จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของแสงแดด ตอนเช้าแสงส่องหน้าบ้านถือเป็นแดดดีไม่ร้อนเกินไป ส่วนตอนบ่าย หน้าบ้านจะร่ม สามารถทำกิจกรรมด้านหน้าตัวบ้านได้

อย่างไรก็ตามมีอีกหลักหนึ่งที่บอกว่าให้พิจารณาดวงชะตาของผู้อยู่อาศัยด้วย โดยในทางฮวงจุ้ยทิศหลังบ้านถือเป็นทิศที่หนุนและส่งเสริมเจ้าของบ้านด้วยเช่นกัน หากหลังแน่นมั่นคงเสียอย่าง ก็ไม่มีทางที่จะล้มง่ายๆ ซึ่งทิศหลังบ้านที่เป็นมงคลสำหรับคนธาตุต่างๆ มีดังนี้ ธาตุน้ำ (ปีชวดและกุน) คือทิศตะวันตก, ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ, ธาตุไม้ (ปีชวดและเถาะ) ทิศมงคลคือทิศเหนือ, ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงใต้, ธาตุไฟ (ปีมะเส็งและมะเมีย) ทิศมงคลคือทิศตะวันออก, ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศใต้, ธาตุทอง (ปีวอกและปีระกา) ทิศมงคลคือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ, ทิศตะวันตกเฉียงใต้, ทิศตะวันตก และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สุดท้ายคนธาตุดิน (ปีฉลู, มะโรง, มะแมและจอ) ทิศมงคลคือทิศใต้, ทิศตะวันออกเฉียงแหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้

ส่วนอีกหลักหนึ่งก็บอกถึงธาตุของบ้านซึ่งจะเป็นมงคล หรือไม่เป็นมงคลขึ้นอยู่กับผู้อยู่อาศัย หรือลักษณะธุรกิจที่ทำ ตัวอย่างเช่น :

บ้านหันไปทางทิศเหนือ ทิศเหนือเป็นทิศที่พระอาทิตย์แทบจะไม่โคจรอ้อม บ้านที่หันหน้าไปทางทิศเหนือแทบจะไม่โดนแดดเลยตลอดทั้งปี ถือว่าเป็นทิศทางที่มีพลังงานของ ธาตุน้ำ ซึ่งเป็น ตัวแทนแห่งความร่มเย็น ความลึกซึ้งทางปัญญา และมีพลังแห่งการปรับตัวเข้ากับสิ่งรอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงความบันเทิงเริงรมย์ ซึ่งเหมาะกับ งานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น การขนส่งทางน้ำ ขายน้ำดื่มหรือเครื่องดื่ม การประมง ซักรีด ธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว งานที่ติดต่อกับคนต่างชาติ งานโรงเรียนสอนภาษา ทำสถานบันเทิงและธุรกิจที่เปิดในเวลากลางคืนก็จะดีเป็นพิเศษ

บ้านหันไปทางทิศใต้ ในทางกลับกับทิศเหนือ โดยส่วนใหญ่พระอาทิตย์จะโคจรแบบอ้อมทางทิศใต้ ภาพรวมของทิศใต้นั้นจะเป็ศทิศทางที่ร้อนตลอดทั้งปี ในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้นจึงถือว่าเป็นทิศทางที่มีพลังงานของ ธาตุไฟ เป็นตัวแทน พลังงานที่อบอุ่นร้อนแรง ส่องสว่าง เปี่ยมด้วยพลังงานแห่งความคิด ปัญญา และการตรวจสอบ เหมาะกับอาชีพที่เกี่ยวกับไฟต่างๆ หรืองานที่ใช้หน้าตาพบปะผู้คน ร้านอาหาร (ที่ต้องใช้เตา) กิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ งานเว็บไซต์ การเล่นหุ้น งานตรวจสอบบัญชี งานที่ต้องนำเสนอไอเดียใหม่ๆ การให้คำปรึกษา งานโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือใครอยากเป็นดาราที่เด่นดังก็เหมาะกับทิศใต้นี้

บ้านหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะพบกันแสงแดดของพระอาทิตย์ในตอนเช้า ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกับการที่ต้นไม้เริ่มผลิใบ เพื่อรับแสงแดดมาทำการสังเคราะห์แสง ถือว่าทิศนี้เป็นทิศสะสมพลังงานของ ธาตุไม้ ซึ่งจะ ให้ความเจริญรุ่งเรืองและต่อเนื่อง พัฒนาการด้านจิตใจ ความมีชีวิตชีวา เหมาะกับอาชีพด้านการศึกษา ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษ ร้านหนังสือ งานศิลปะ ธุรกิจเครื่องสำอาง ธุรกิจเสื้อผ้าและสิ่งทอ งานเฟอร์นิเจอร์หรือชิ้นส่วนที่ทำจากไม้ทุกชนิด หมอหรือพยาบาลที่รักษาเยียวยาคนไข้มากเป็นพิเศษ

บ้านหันไปทางทิศตะวันตกหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะพบกับแสงแดดของพระอาทิตย์ในตอนบ่าย จะสัมผัสกับแสงสีทองในยามเย็น ถือว่าทิศตะวันตกนี้รับพลังงานของ ธาตุทอง ที่มีความแข็งแกร่ง ฉับไว บุกตะลุย ตัวแทนแห่งความมั่งคั่งหรูหรา การบริหารจัดการ เหมาะกับงานที่ต้องปกครองผู้คน งานเกี่ยวกับโลหะทุกชนิด และงานที่เกี่ยวข้องกับของหรูหรา ได้แก่ ข้าราชการ ผู้พิพากษา บริษัทรักษาความปลอดภัย กิจการโรงแรม ห้างร้านใหญ่ๆ ร้านขายทอง ขายเพชร ธุรกิจเรื่องเครื่องยนต์กลไกทุกชนิด เช่น รถยนต์ แท่นเครื่องจักรต่างๆ เป็นต้น

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0 

6 พฤศจิกายน 2556

ออกแบบตำแหน่งสร้างบ้านสร้างรั้ว


ก่อนจะทำอะไรมากมายมีเพื่อนๆ หลายท่านแนะนำมาว่าเกษตรกรวันหยุดแบบผมควรสร้างบ้านพักก่อน  เวลาไปสวนฯ จะได้มีเวลาทำงานสวนได้เต็มที่  ถ้ามีเนื้อที่ไม่กี่ตารางเมตรเหมือนใน กทม. ผมคงไม่ต้องคิดมากว่าจะสร้างขนำตรงไหนในที่ดินดี แต่ด้วยขนาดที่ดินที่ใหญ่จึงเป็นประเด็นให้คิดว่าจะวางตำแหน่งบ้านไว้ตรงไหน ดี  ในตอนเริ่มต้นยังไม่ทันรู้จักเพอร์มาคัลเชอร์ เราไม่ใช้วิทยาศาสตร์ก็ใช้ไสยศาสตร์แทนแล้วกัน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม  ศาสตร์แรกเป็นศาสตร์ของพราหม์ได้ยินมาจากตอนอาจารย์เดชาสอนอุ้มในรายการ "ฉันจะเป็นชาวนา" เรียกว่าคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว

คัมภีร์โสฬสปุรำ

วิธี การคำนวนไม่อยาก  เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของเราจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว  ในตำราท่านพูดถึง 2 เรื่อง  เรื่องแรกคือตำแหน่งสร้างบ้าน เพื่อความง่ายในการอ่านแผนที่ผมของอนุญาตเขียนใหม่ตามทิศในแผนที่ที่เราคุ้น เคยกว่าในรูปด้านล่าง คือทิศเหนืออยู่ด้านบน  ให้เราแบ่งพื้นที่ออกเป็นเหมือนตารางหมากรุกโดยแบ่งแต่ละด้านของที่ดินออก เป็นอย่างละ 4 ส่วนเท่าๆ กัน  แต่ละส่วนในตารางจะมีชื่อตำแหน่ง  ผมแบ่งเป็นสีเขียวถ้าเป็นตำแหน่งมงคล และสีชมพูถ้าเป็นไม่มงคล  จะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นมงคลอยู่แล้ว  ถ้าไม่คิดมากก็แค่หลบตำแหน่งไม่มงคลก็แล้วกัน

คัมภีร์โสฬสปุรำ

บางคนอาจจะสงสัยว่าถ้าที่ดินไม่เป็นสี่เหลี่ยมจะทำอย่างไร  ถ้าแนวที่ดินไม่อยู่ในแนวเหนือใต้ แต่เฉียงๆ จะทำอย่างไร ขออภัยที่ต้องตอบว่าไม่รู้จริงๆ บังเอิญลักษณะที่ดินของผมใช้ได้ตำราเพราะที่ดินอยู่ในแนวเหนือใต้  และค่อนข้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมพอดี

เรื่องที่ 2 ในคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว คือเรื่องสร้างรั้วก็ให้แบ่งแนวขอบที่ดินแต่ละด้านออกแปดส่วน  หันทิศแผนที่ให้ตรงกับที่ดินของเรา แล้วเล็งหาตำแหน่งที่ไม่เป็นอัปมงคลมาใช้ในการสร้างประตูรั้ว  เห็นมั๊ยง่ายมากไม่ต้องคิดมาก  แต่มีทางเลือกเยอะพอควรเพราะสร้างประตูรั้ว และบ้านได้หลายตำแหน่งมากจึงต้องเอาไสยศาสตร์อื่นมาช่วย

ศาสตร์ที่ 2 ที่อ่านเจอเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย  แต่ตำราฮวงจุ้ยจะไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งสร้างบ้านเท่าไรหนัก  แต่เท่าที่จับประเด็นได้คือเดิมในอดีตมีการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก  บ้านจึงควรอยู่ใกล้แม่น้ำจะได้สะดวกในการเดินทาง  มีแขกมาก็จะได้เห็น  แต่ในปัจจุบันการเดินทางเปลี่ยนไปเป็นใช้รถยนต์เป็นหลัก  หากเราประยุกต์ใช้หลักการเดียวกัน  ตำแหน่งสร้างบ้านก็ไม่ควรจะห่างจากรั้วมากนัก เวลามีแขกไปใครมาจะได้มองเห็นบ้าง  แต่อยู่ติดรั้วไปเลยก็ไม่ดีเพราะจะขาดความเป็นส่วนตัว  ส่วนเรื่องเพื่อนบ้านส่วนด้านฝั่งตะวันออกของผมจะขึ้นมาพักเพื่อทำงานสวน บ่อยๆ ส่วนสวนฝั่งตะวันออกไม่ค่อยจะมาเลย  ผมจึงเลือกที่จะสร้างขนำที่ไม่ไกลจากรั้วด้านเหนือมากนัก และค่อนมาทางฝั่งเพื่อนบ้านที่มาบ่อยๆ ด้านฝั่งตะวันออก  เพราะว่าถ้ามีขโมย หรือมีเหตุอะไรกับขนำ เขาอาจจะมองเห็นบ้าง

ตำแหน่งที่ผมเลือกสร้าง บ้านก็เลยจะอยู่แถวๆ ตำแหน่งตักกสิลา และตำแหน่งสาวัตถีตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว ซึ่งยังเป็นตำแหน่งมงคล  ส่วนประตูรั้วนั้นก็เลือกระหว่างตำแหน่ง "ได้ของ" และ "ได้ลาภ" ตามคัมภีร์โสฬสปุรำสร้างบ้านสร้างรั้ว  ซึ่งก็จะสอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยเนื่องจากถนนใหญ่จะเข้ามาสวนจากทางทิศตะวัน ออกมาทางถนนทิศเหนือ  การที่ตำแหน่งรั้วของเราค่อนมาทางด้านทิศตะวันออกจะทำให้คนที่มาเยี่ยมจะเจอ ประตูรั้วก่อน




ปล. ขอนอกเรื่องด้วยความหมายของตักกศิลา และสาวัตถี

"ตัก กสิลา" สถานที่เก่าแก่ทางพุทธศาสนา ถือเป็นเมืองมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่ของโลกที่มีมาก่อนพุทธกาล  เป็นศูนย์กลางการศึกษา มีสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนศิลปวิทยาต่างๆ แก่ศิษย์ที่เดินทางมาเล่าเรียนจากทุกถิ่นในชมพูทวีป  บุคคลสำคัญและมีชื่อเสียงหลายท่านในสมัยพุทธกาลสำเร็จการศึกษาจากนครตักศิลา เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศ(พระเจ้าแผ่นดินแคว้นโกศลครองราชสมบัติอยู่ที่พระนครสาวัต ถี) เจ้ามหาลิลิจฉวี พันธุลเสนาบดี หมอชีวกโกมารภัจจ์(แพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้า) และองคุลีมาล(มหาโจรผู้กลับใจเป็นพระอรหันต์มหาสาวก)

"สาวัตถี" ชื่อของเมืองมาจากชื่อของฤๅษีชื่อ สวัตถะ หรืออีกนัยหนึ่งเมืองสาวัตถีมาจากคำภาษาบาลีที่แปลว่า มีสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคเพียบพร้อมทุกอย่าง หรือจากตำนานที่ว่าเมื่อพ่อค้ามาที่เมืองนี้มักถูกถามว่ามีข้าวของอะไรมาขาย บ้าง ซึ่งคำว่าทุกอย่างมาจากภาษาบาลีว่า "สพฺพํ อตฺถิ" ซึ่ง สพฺพํ แปลว่า ทุกอย่าง หรือมาจากภาษาสันสกฤตว่า สรฺวํ อสฺติ จึงกลายมาเป็นชื่อเมืองนี้ว่า สาวัตถี

เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายในสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นเมืองสาวัตถีมีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครองร่วมสมัยกับพระเจ้า พิมพิสาร นอกจากนี้เมืองสาวัตถีนับว่าเป็นเมืองสำคัญในการเป็นฐานในการเผยแพร่พระพุทธ ศาสนาของพระพุทธเจ้าที่สำคัญ เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุดถึง 25 พรรษา เป็นที่ตรัสพระสูตรมากมายและเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนามั่นคงที่สุด เพราะมีผู้อุปถัมภ์สำคัญ เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา เป็นต้น

หากเราจะยึดตามหลักการออกแบบของปู่บิลเราก็ต้อง วิเคราะห์โซนการใช้งานที่ดินของเราก่อน  การออกแบบโซนในเพอร์มาคัลเชอร์จะคำนึงถึงการใช้อนุรกษ์พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพของทั้งคน เครื่องจักร และเชื้อเพลิง  ดังนั้นผู้ออกแบบจึงควรวิเคราะห์พฤติกรรมและเลือกใช้พื้นที่แต่ละโซนตามความ ถี่ในการใช้งานพื้นที่ และระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปยังพื้นที่ในโซนนั้นๆ

เราควรจะเลือก องค์ประกอบที่ต้องทำกิจกรรมบ่อยไว้ใกล้ๆ ใจกลาง  โดยความถี่ของกิจกรรมอาจจะเกิดจากองค์ประกอบนั้นต้องการการดูแลจากเรา (เช่น ต้องไปให้อาหารไก่) หรือความต้องการของเราในการไปเก็บเกี่ยว/ใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบนั้นๆ (เช่น ต้องไปเก็บไข่) ตัวอย่างเช่น เล้าไก่ อาจจะต้องการให้เราไปให้อาหารและเก็บไข่ทุกวัน  ต้องไปให้น้ำทุกสัปดาห์ ต้องไปเก็บมูลไก่ทุกเดือน รวมๆ กันแล้วเราอาจจะต้องเดินทางไปเล้าไก่มากถึง 450 ครั้งใน 1 ปี ดังนั้นถ้าอยู่ไกลก็จะเสียเวลาในการเดินไปกลับนาน สูญเสียทั้งเวลา และกำลังกาย

เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบภูมิทัศน์ เราอาจจะแบ่งการใช้พื้นที่ของเราออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ (หมายเหตุ บางคนอาจจะไม่มีทุกองค์ประกอบตามนี้ เพราะอาจจะไม่มีพื้นที่ใหญ่พอจะแบ่งเป็นทั้ง 6 โซน  แต่ขอให้ศึกษาเอาหลักการ และนำไปประยุกต์ใช้)



โซน 0 : บ้าน

เรา ต้องอยู่บ้านบ่อยที่สุด  จึงเป็นแกนกลางของระบบ  ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบอื่นๆ นอกเหนือจากตัวบ้านที่เรามักจะไปทำกิจกรรมบ่อยๆ เช่น ที่เพาะพันธุ์ / อนุบาลพืช, ที่เลี้ยงสุนัข/แมว, ไม้กระถาง หรือไม้ประดับเพื่อความสวยงามอื่นๆ

โซน 1 : สวนหย่อม

เรา มักจะต้องไปกิจกรรมทุกวัน และอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 6 เมตรจากตัวบ้าน  ตัวอย่างองค์ประกอบที่อยู่ในโซนนี้ได้แก่ ถังน้ำฝน, พืชสวนครัวที่ใช้บ่อยๆ (เช่น พริก มะนาว), สระน้ำขนาดเล็กสำหรับเลี้ยงปลาสวยงาม, ที่เลี้ยงไส้เดือน, ที่วางไข่ของไก่ที่เลี้ยงไว้, ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ต้องดูแลบ่อย (เช่น กระต่าย, นก)  ที่นั่งเล่น

โซน 2 : แปลงผัก

เรามักจะต้องไปทำกิจกรรม ทุก 2-3 วัน  โซนนี้ต้องการการจัดการน้อยลงมาหน่อย ได้แก่ แปลงปลูกผักที่ใช้เวลาในการปลูกนานขึ้นแต่เป็นที่ปลูกไว้เพื่อรับประทานเอง หรือขายเล็กๆ น้อยๆ, ที่เลี้ยงสัตว์ที่ต้องดูแลบ่อย(เช่น เป็ด ไก่ แพะนม วัวนม) หรือแม้นแต่โรงเวิร์คชอพสำหรับงานไม้ หรืองานประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ

โซน 3 : ฟาร์ม

เรา มักจะต้องไปทำกิจกรรมทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ได้แก่ แปลงผักปลูกเพื่อขายขนาดใหญ่, นา, แนวต้นไม้กันลม,ไม้ผล  โซนนี้เราดูแลด้วยการคลุมดิน และการจัดการน้ำที่ดีทำให้ไม่ต้องไปดูแลบ่อย หรือเป็นที่หมักปุ๋ย ยุ้งข้าว ที่เก็บฟืน/ถ่าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกแพะ แกะ ห่าน ผึ้ง หรือวัว

โซน 4 : ป่าปลูก

เราไปทำกิจกรรม เป็นครั้งคราว ควรจะปลูกไม้ยืนต้นที่โตได้เร็ว  เพื่อใช้เป็นฟืน/ถ่าน สำหรับใช้ในบ้าน อาจจะเลี้ยงสัตว์พวกวัว กวาง หรือหมู

โซน 5 : ป่าธรรมชาติ

เรา แทบจะไม่ต้องไปทำกิจกรรมในบริเวณนี้เลย หรือไปเพียงเพื่อท่องเที่ยว หรือพักผ่อน  ถ้าที่ดินของเราติดแนวป่า  โซนนี้จะเหมือนกับการขยายขอบเขตของแนวป่าเข้ามาในพื้นที่ของเรา  เพื่อจะได้สามารถปลูกไม้ยืนต้นที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป และสามารถตัดไม้ได้อย่างถูกกฎหมาย

ตัวอย่างของการออกแบบโซนสำหรับบ้านในเมือง เราอาจจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นเพียงโซน 0 - 3 เท่านั้น







เมื่อ ดูหลักของเพอร์มาคัลเชอร์มันช่างเข้ากับนิสัยขี้คร้านเสียจริง  ดังนั้นเราจะต้องเลือกโซน 0 (บ้าน) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เราจะเดินไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนได้สะดวก  การที่ผมเลือกตำแหน่งสร้างขนำอยู่ค่อนข้างตรงกลางที่ก็จะทำให้การเดินทางไป ทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ลดภาระการเดินมากจนเกินไป (สมกับสไตล์ขี้คร้าน)  ส่วนการที่อยู่ใกล้แนวรั้ว  และประตูรั้วก็อยู่ใกล้ทางเข้าหลักของสวนที่รถจะขับมาจากทางด้านขวามือ (ด้านตะวันออก) ก็จะทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์เข้ามาที่สวนได้สะดวก ไม่ต้องขับรถไกลไปเพื่อจะเลี้ยวเข้ารั้ว  เป็นอีกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการลดพลังงานในการขับรถยนต์  มันชั่งน่าอัศจรรย์ที่ศาสตร์ของพราหมณ์ ศาสตร์ฮวงจุ้ย และศาสตร์ของเพอร์มาคัลเชอร์ออกแบบตำแหน่งของโซน 0 (บ้าน) ได้อย่างลงตัวโดยไม่มีประเด็นขัดแย้งกัน

หลักการออกแบบโซนของเพอร์มา คัลเชอร์ยังให้แนวทางในการออกแบบการใช้พื้นที่  การเลือกปลูกพืชให้ถูกต้องตามลักษณะการใช้งานในแต่ละโซน การออกแบบที่ดีจะช่วยลดทั้งพลังงานกาย และเครื่องจักรที่จะเอามาใช้ในงานสวน ทำการดำรงชีวิตในสวนขี้คร้านใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ลดการเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่จำเป็น และลดของเสียที่เราจะปล่อยกลับไปในธรรมชาติ  เพื่อที่เราจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในระยะยาว


เพิ่มเติมนิดนึงเรื่องการออกแบบ อย่าไปดูที่ผลลัพธ์เพราะจะต้องดูประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับกิจกรรมของ เจ้าของ ดังนั้นแต่ละสวนก็จะได้แบบที่ออกมาแล้วไม่เหมือนกัน  ในตัวอย่างของสวนขี้คร้าน ผมคิดจะสร้างขนำสำหรับใช้ในการทำงานสวน  ไม่ได้เน้นเรื่องการพักผ่อนเป็นรีสอร์ท  เนื่องจากมีเวลาเฉพาะวันหยุด ผมใช้เวลามากไปกับการเดินสำรวจให้ทั่วทั้งพื้นที่ถ้าเป็นไปได้  และมุ่งเน้นเฉพาะบางโซนที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น บริเวณที่ปลูกผัก หรือต้นไม้พุ่มขนาดเล็ก ขนำจึงเป็นศูนย์กลางในเก็บเครื่องมือ เมื่อเราสำรวจเจองานที่ต้องกระทำก็จะสามารถเดินทางกลับมาขนำเพื่อเอาเครื่อง มือได้ง่าย  เป็นที่พักเวลาเหนื่อย  ผมจึงเอาไม้ผลที่กินทั้งปี หรือต้องดูแลมากหน่อยมาปลูกใกล้บ้าน เอาไม้ผลที่ออกผลปีละครั้งปลูกไกลถัดไป ส่วนไม้ป่าที่ไม่ต้องดูแลมาก ถ้าจะใช้งานได้ก็อีก 10-15 ปีถัดไปก็เอาไปปลูกริมรั้วด้านไกลที่สุด

แนวคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่อง แปลกสำหรับเมืองไทย  ในสมัยเดิมที่ไม่มีระบบชลประทาน  ทำนาปีละครั้ง ชาวนาหลายคนก็มักเอาที่นาไว้ไกลบ้านเพราะไม่ต้องไปทำบ่อยๆ  ที่ใกล้บ้านก็จะปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์  ในเพอร์มาคัลเชอร์เพียงแต่เอาองค์ความรู้เหล่านี้มาจัดระเบียบ และสอนเป็นหลักสูตรให้กับคนที่ต้องออกแบบระบบ ออกแบบการใช้งานที่ดิน  เพื่อจะได้มีหลักในการออกแบบ  และเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลัง มากกว่าที่จะทำตามๆ คนอื่นโดยไม่เข้าใจว่าทำไม
 



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0 
 

5 พฤศจิกายน 2556

วิวาทะ ปู่บิล vs. ปู่ฟู

ฟูกูโอกะ และบิล มอร์ริสัน
ตอนปู่ฟู อายุ 25 ปี ในขณะที่เขานอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล  ปู่ฟูรู้สึกเหมือนบรรลุธรรม มีความซาบซึ้งในธรรมชาติว่ามันสมบูรณ์แบบอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเข้าไปปรุง แต่งแทรกแซงธรรมชาติมากนัก  ในการตอบคำถามที่ว่า "มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?"  ปู่ฟูมองว่าวิธีการเชิงวิทยาศาตร์ที่เรามองธรรมชาติแบบแยกส่วน  พยายามจะเข้าใจธรรมชาติโดยใช้สติปัญญาของเรา และพยายามจะควบคุมธรรมชาตินั้น จะทำให้เราเข้าทางออกของปัญหาได้ช้าเกินไป  มันจะไม่ทันการณ์กับการทำลายล้างระบบนิเวศน์โดยการ "ปฏิวัติเขียว"  ธรรมชาตินั้นมีความเชื่อมโยง สลับซับซ้อน และสมบูรณ์แบบกว่าที่เราจะเข้าใจด้วยวิถีเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิมๆ ได้  เขาจึงเลือกที่จะ "ไม่กระทำ"  ในช่วงต้นเขาทดลองไม่กระทำ  ไม่ตัดแต่งกิ่งส้ม  ก็ประสบความล้มเหลวต้นส้มเสียหายไปเป็นจำนวนมาก (ฟังดูคล้ายกับสวนเราเลย  ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม )

บท เรียนนี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่า  "ในการทำเกษตรกรรมธรรมชาติเราจะต้องเข้าใจว่าธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง หรือดัดแปลงคืออะไร  ผู้คนมักจะเข้าใจธรรมชาติผิดไปด้วยการดูสิ่งที่เลียนแบบธรรมชาติที่มนุษย์ สร้างขึ้น  เราไม่สามารถเป็นเกษรกรธรรมชาติได้โดยการละทิ้งธรรมชาติภายหลังจากที่มัน ถูกดัดแปลงไปแล้ว แต่เราจะต้องค่อยๆ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และตัดสินใจว่าจะปลูกมันเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร  ทั้งนี้การปลูกเหล่านี้จะต้องทำหลังจากที่สำรวจธรรมชาติ และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงในพื้นแผ่นดินของเราก่อน"

เอ...ฟัง ดูเข้าท่า  เราก็ปล่อยสวนมันเป็นไปตามธรรมชาติ  เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติแบบที่ปู่ฟูบอก  ตอนนี้เริ่มรู้ขึ้นมานิดๆ แล้ว  ว่าพืชชนิดไหนจะอยู่รอด  พืชชนิดไหนจะต้องปลูกแถวไหนถึงจะรอด  แล้วงัยต่อ?....

เทคนิคของปู่ฟูฟังดูดี แต่ผมมีเวลาอยู่สวนน้อย (ไม่ได้อยู่ทุกวันแบบปู่ฟู) แถมปู่ฟูยังใช้เวลาตั้งเกือบ 30-40 ปีในการค่อยๆ เรียนรู้ธรรมชาติภายในไร่ของตนเอง  นอกจากนั้นปู่ฟูยังบอกอีกว่าธรรมชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน copy กันบ่ได้  ต้องเอาแต่หลักการไป ที่เหลือไปหัดสังเกตุ และเรียนรู้จากธรรมชาติของแต่ละพื้นเอง  เอ..เรามันพวกอายุเหลือน้อย แถมมีเวลาทำสวนน้อยอีกท่าทางจะต้องมองหาวิธีลัดก่อนดีกว่า มาฟังปู่บิลบ้างดีกว่า

ปู่บิลมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากปู่ฟู  เขาไม่เคยจบการศึกษาทางจุลชีววิทยาสาขาโรคพืชวิทยาเหมือนปู่ฟู  เพราะเขาออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย  โดยเฉพาะการทำงานศึกษา ทดลองเกี่ยวกับระบบนิเวศน์  และการฟื้นฟูป่า  ทำให้เขาเล็งเห็นความสำคัญของการออกแบบ  และมีความเชื่อว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบที่ดีจะทำให้ธรรมชาติ ทำงานได้เต็มที่และรวดเร็วกว่าการรอให้ธรรมชาติกลับเข้าสู่สมดุลด้วยตนเอง  แตกต่างจากปู่ฟูที่เน้นการเพาะปลูกข้าว ปู่บิลเน้นการทำงานกับต้นไม้ที่ทานได้  สุขภาพ ภูมิทัศน์ของที่ดิน การเงิน และสังคม เพื่อที่สร้างองค์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาพลักดันการฟื้นฟู ธรรมชาติโดยยึดธรรมนูญ 3 อย่างคือ

รักษ์โลก  - การที่ระบบของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกจะมีชีวิต และสืบพันธุ์ต่อไปได้จะต้องยึดธรรมนูญข้อนี้เป็นอันดับแรก เพราะว่าถ้าไม่มีโลกที่อุดมสมบูรณ์มนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้  การรักษ์โลกหมายรวมถึงการดูแลดินให้มีชีวิต ป่าและลำน้ำเป็นเสมือนปอดและเส้นเลือดของโลก มันช่วยให้โลกมีชีวิตและเป็แหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิดทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้เห็นว่ามันมีประโยชน์กับความต้องการของเราก็ตาม

รักษ์มนุษย์ - รักษ์มนุษย์เริ่มต้นจากตัวเราแล้วค่อยๆ ขยายไปยังครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชมท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่ไกลออกไป  ความท้าทายคือการค่อยๆ เติบโตกลุ่มโดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยไม่ผลิต หรือบริโภคทรัพยากรมากเกินไป  การทำงานร่วมกันจะได้ภูมิปัญญา และผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำงานโดยลำพัง

แบ่งปันส่วนเกิน - เมื่อเราได้ผลผลิตมากเกินกว่าที่เราจะบริโภคแล้วก็ควรจะแบ่งปันส่วนเกินให้ บุคคลอื่น หรือสัตว์อื่น หลายครั้งที่การบริโภคที่เพิ่มขึ้นของมนุษย์หมายถึงการสูญพันธุ์ของพืช / สัตว์ชนิดต่างๆ บางครั้งเราต้องคิดตัดสินใจอย่างหนักว่าจุดไหนเป็นความพอเพียงของเรา

ปู่ฟูเน้นการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ พยายามหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่โดยการค่อยๆ ลดการกระทำของมนุษย์  ปู่ฟูทดลองด้วยวิธีการหว่านแห เช่น การโรยเมล็ดพืชไปทุกๆ ที่ในหลายๆ ช่วงเวลาเพื่อจะค้นหาว่ามันจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมอย่างไร

ส่วน ปู่บิลกลับอาศัยประสบการณ์ในการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติที่หลากหลายในสมัยที่เป้ นนักวิจัยในโครงการฟื้นฟูป่า และศึกษาระบบนิเวศน์  ปู่บิลรวบรวมประสบการณ์ออกมาเป็นรูปแบบ (pattern) ที่ทำงานได้ดีในสภาพแวดล้อม และภูมิอากาศที่แตกต่างกัน  จากนั้นใช้องค์ความรู้เหล่านี้ในการถ่ายทอดการออกแบบระบบ และปรับภูมิทัศน์ของที่ดินเพื่อสร้างรูปแบบที่เอื้อให้ธรรมชาติทำงานได้ดี

ทั้ง 2 แนวคิดมุ่งเน้นที่เป้าหมายเดียวกันคือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ  แต่ปู่ฟูมีความละเอียดอ่อนและมุ่งเน้นที่ "การไม่กระทำ"  ส่วนปู่บิลเน้นที่การออกแบบจะ "ลงมือกระทำ" เพื่อวางองค์ประกอบต่างๆ ในจุดและเวลาที่เหมาะสม เพื่อเสริมการทำงานของธรรมชาติ  ทั้ง 2 แนวทางมุ้งเน้นที่ความหลากหลาย และการลด "การกระทำ" ของมนุษย์ในระยะยาว  (ปู่ฟูจะให้เริ่มลดการไม่กระทำทันทีแต่ค่อยเป็นค่อยไป  ส่วนปู่บิลจะเน้นให้กระทำที่มากหน่อยในช่วงต้นที่มีการออกแบบระบบ สร้างระบบ และปรับภูมิทัศน์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำ/บำรุงรักษามากนักในระยะยาว)

ด้วย แนวคิดแบบนี้ของปู่บิล ในช่วงต้นเขาบัญญัติคำว่า Permaculture มาจากคำว่า Permanent + Agriculture หมายถึงการทำการเกษตรแบบยั่งยืนร่วมกับธรรมชาติ   ต่อมาแนวคิดของเขาขยายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรม การจัดตั้งองค์กรทางการเงิน การจัดตั้งองค์ที่พลักดันการเคลื่อนไหวเพอร์มาคัลเชอร์ เป็นต้น  ต่อมาจึงได้มีคนขยายคำนิยามของเพอร์มาคัลเชอร์ ว่าน่าจะมาจากคำว่า Permanent + Culture (วัฒนธรรมยั่งยืน) มากกว่า  โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับการทำการเกษตรยั่งยืนแต่เพียงอย่างเดียว  คนในเมืองที่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกมากนักก็สามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของเพอร์มา คัลเชอร์ในการดำเนินชีวิตได้

การเคลื่อนไหวหลักของเพอร์มาคัลเชอร์ มุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือใหัคนสามารถพึ่งพาตนเองในธรรมชาติได้โดยอาศัยการออก แบบ และพัฒนาระบบที่ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยหลักการออกแบบจะอยู่บนหลักธรรมนูญ 3 ข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้บนหลักการพื้นฐาน 12 ข้อคือ


1. การเฝ้าสังเกตุและทำงานกับธรรมชาติ : การให้เวลากับการเฝ้าสังเกตุธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมจะทำให้เราออกแบบระบบได้เหมาะสมกับสถานะการณ์เฉพาะในสวนของเรา
2. การดักเก็บ และสะสมทรัพยากร : การพัฒนาระบบที่จะดักเก็บทรัพยากรในช่วงที่มีมากที่สุด และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลน
3. ได้รับผลผลิตจากระบบ : ต้องออกแบบระบบให้ได้ผลผลิตที่มนุษย์ต้องการด้วย
4. กำกับดูแล และแก้ไขด้วยตัวเอง : เพื่อระบบสามารถทำงานได้ในระยะยาว จะต้องหมั่นสำรวจความผิดปกติ และแก้ไขระบบ
5. ใช้และให้คุณค่ากับทรัพยากรหมุนเวียนและบริการ : การใช้ทรัพยการที่หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดจะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภค และลดการพึ่งพิงทรัยากรที่ใช้แล้วหมดไป
6. ลดการสร้างของเสีย : โดยการให้คุณค่ากับทุกทรัพยกรที่มี เราจะค้นพบว่าของเสียจากระบบหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับอีกระบบหนึ่ง  เมื่อบริหารการใช้งานของเสียดีๆ ก็จะไม่มีของเสีย
7. ออกแบบจากรูปแบบก่อนจะลงรายละเอียด : เมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพใหญ่เราจะสังเกตุเห็นรูปแบบในธรรมชาติ และสังคม  รูปแบบเหล่านี้สามารถใช้งานเป็นแกนหลักในการออกแบบของเราก่อนที่จะใส่ราย ละเอียดต่างๆ ลงไป
8. การทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานแยกกัน : โดยการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ที่เหมาะสมจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และทำให้องค์ประกอบทำงานเกื้อหนุนกัน
9. การแก้ปัญหาขนาดเล็ก และช้าๆ : ระบบขนาดเล็ก และช้าจะสามารถบำรุงรักษาได้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ๆ เป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น และสร้างผลผลิตที่ยั่งยืนกว่า
10. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานความหลากหลาย : ความหลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนกัน
11. ให้คุณค่า และรู้จักใช้งานขอบ : รอยเชื่อมต่อขององค์ประกอบต่างๆ เป็นบริเวณที่สิ่งที่น่าสนใจต่างๆ มักจะเกิดขึ้น  ซึ่งสื่งที่เกิดขึ้นมักจะเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่า ความหลากหลาย และมีประสิทธิผลมากที่สุดในระบบ
12. ใช้งาน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ : เราสามารถที่จะสร้างผลกระทบในเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยเฝ้าสังเกตุธรรมชาติอย่างรอบคอบ และเข้าไปช่วยส่งเสริมการทำงานของธรรมชาติในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ด้วย หลักการข้างต้น ผมพยายามออกแบบระบบต่างๆ ในสวนแบบงูๆ ปลาๆ โดยอาศัยการศึกษาเทคนิคย่อยๆ ในหนังสือคู่มือนักออกแบบที่ปู่บิลได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ในบทต่อไปมาฟังประสบการณ์ในการเอาเพอร์มาคัลเชอร์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และก่อสร้างขนำ แบบงูๆ ปลาๆ