1 มีนาคม 2557

ประดู่แดง-ประดู่ลาย-ประดู่แขก-ประดู่ชิงชัน-ประดู่บ้าน-ประดู่ป่า

ที่สวนขี้คร้านปลูกต้นประดู่ไว้เลยสนใจว่ามีกี่ชนิด สอบถามอากู๋ดูก็พบว่าน่าจะมีอย่างน้อย 6-7 ชนิด โดยต้นที่ผมปลูกน่าจะเป็นต้นประดู่ป่า  ประดู่แต่ละชนิดเป็นพืชวงศ์ถั่ว Leguminosae-Papilonaceae เหมือนกัน (ยกเว้นชนิดท้ายๆ) จึงจะมีใบที่คล้ายกัน แต่อาจจะมีสีดอกที่ต่างกัน จึงขอเพิ่มเติมข้อมูลสีของดอกในตารางดังนี้

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อภาษาอังกฤษชื่ออื่นสีดอก
ประดู่บ้านPterocarpus indicusPashu Padauk, Malay Padaukประดู่กิ่งอ่อนสีเหลือง
ประดู่ป่าPterocarpus macrocarpusBurma Padaukประดู่ส้ม, ประดู่เลือดสีเหลือง
ประดู่รัตจันทน์
(คล้ายประดู่ป่าแต่ต้นเล็กกว่า)
Pterocarpus santalinusRed Sandalwoodจันทน์แดงสีเหลือง
ประดู่ลายDalbergia erransAlexandrian Laurel, Indian Laurel.สีม่วงอ่อน
ประดู่แขกDalbergia sissooIndian Rosewoodประดู่อสนะสีเหลืองอ่อน หรือสีขาว
ประดู่ชิงชันDalbergia oliveriTamalan Treeชิงชันสีขาวอมม่วง
ประดู่ตะเลนDalbergia floribunda.คร่าหยุม (ต้น)สีขาวอมเหลือง
ประดู่น้ำDalbergia cochinchinensisRosewood, Tracwoodพะยูงขาว
ประดู่แดงPhyllocarpus septentrionalis วงศ์ Leguminosae-CaesalpinoideaeMonkey-flower tree.สีแดง
ประดู่ทะเลIntsia bijuga วงศ์ Leguminosae-CaesalpinoideaeMerbau, Kwilaหลุมพอทะเลขาว เปลี่ยนเป็นชมพูและแดง
ประดู่ส้มBischofia javanica วงศ์ EuphorbiaceaeBishop wood, Toog Treeเติมเหลืองอ่อนอมเขียว

หลายครั้งก็มีการเข้าใจกันผิดๆ  เช่น ประดู่แดงนั้นยังมีคนเข้าใจผิดกันเยอะ ประดู่ป่าจึงถูกเรียกตามสีของเนื้อไม้ เช่น ประดู่ส้ม ประดู่แดง เป็นต้น แต่ประดู่ป่าจะออกดอกเป็นสีเหลืองโดยไม่ขึ้นกับสีของเนื้อไม้ ส่วนประดู่แดงของแท้จะออกดอกเป็นสีแดง ต้นประดู่ที่มีประวัติเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาคือประดู่แขก ซึงถือว่าเป็นโพธิญาณพฤกษา ถูกกล่าวไว้ในในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ติสสพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 20 พระนามว่า พระติสสพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ครึ่งเดือนเต็ม จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ โคนไม้ประดู่แขก ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นอสนะ” ชาวอินเดียเรียกว่า “ลิสโซ” และชาวฮินดูเรียกว่า “สิสสู”   ประดู่แขกจึงถูกเรียกว่าประดู่อสนะ

ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้ากลับจากเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโทธนะ พระราชบิดา แล้วก็เสด็จพาพระอานนท์ พระราหุล พร้อมทั้งพระภิกษุสาวกบริวาร สู่กรุงราชคฤห์ ประทับยังสีสปาวัน คือ ป่าของต้น Simsapa tree ซึ่งเราเชื่อกันว่าเป็นป่าของต้น ประดู่แขก (Dalbergia sissoo) และได้ใช้ใบของต้นประดู่แขกในการแสดงธรรมเรื่องใบไม้ในกำมือเดียว  

**พระพุทธองค์ ทรงตรัสถาม พระอานนท์ ว่า "ใบไม้ 1 กำมือ ในพระหัตถ์ของพระองค์มีปริมาณเท่าใด เมื่อเปรียบเทียบกับ ใบไม้ ทั้งป่า"
**พระอานนท์ ทูลตอบว่า "มี ปริมาณ น้อยนิด"
**พระพุทธองค์ ตรัส อธิบายว่า "เมื่อ เปรียบใบไม้ ในกำมือเป็นธรรมอันเป็นประโยชน์ ต่อการพาเราให้ข้ามพ้นห้วงวัฏสงสารได้ย่อมมีประโยชน์มากกว่าใบไม้ หรือธรรม ทั้งหลาย ทั้งปวงที่มีอยู่มากกว่ามาก"

โดยกล่าวเปรียบเทียบว่าความรู้ในโลกมีมากมาย แต่มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดทุกเรื่องเพื่อที่จะพ้นทุกข์ ธรรมมะที่พระองค์ทรงแสดงจริงเป็นเหมือนเพียงใบไม้ 1 กำมือเมื่อเทียบกับใบไม้ทั้งป่า  แต่ความรู้ในใบไม้ 1 กำมือนี่ล่ะเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เราพ้นทุกข์ได้  ต่อมาเราจึงเรียกปัญหาโลกแตกที่ไม่เกี่ยวข้อง  ซึ่งรู้ไปก็หาทำให้เราพ้นทุกข์ได้ว่า "อจินไตย"

อย่างไรก็ตามมีความสับสนเรียกต้นประดู่แขก (Dalbergia sissoo) ว่าประดู่ลาย (Dalbergia errans) ซึ่งความจริงแล้วเป็นคนละชนิดกันแต่มีลักษณะคล้ายกัน ที่ถูกต้นประดู่ในพุทธประวัติควรจะต้องเป็นต้นประดู่แขกไม่ใช่ประดู่ลายตามที่หลายคนกล่าวถึง  ในบทความภาษาอังกฤษเองยังคงสงสัยว่าความจริงแล้ว “ต้นอสนะ” อาจจะหมายถึงต้นโสกระย้า (Amherstia Nobilis) ซึ่งก็เป็นพืชในวงศ์ถั่ว Leguminosae-Caesalpinioideae ได้ด้วย ในต่างประเทศจึงยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นต้นประดู่แขกอย่างแน่นอน  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน http://en.wikipedia.org/wiki/Simsapa_tree

โดยสรุปหากยึดตามพระพุทธประวัติจริงๆ  มีความคาดเคลื่อนในการเรียกชื่อต้นไม้ในระหว่างการแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง  จึงยังไม่แน่ใจว่าต้นไม้ที่อยู่ในพระพุทธประวัติจริงๆ แล้วเป็นต้นใด

ต้นประดู่แขก (Dalbergia sissoo)
ต้นประดู่แขก

โสกระย้า (Amherstia Nobilis)
โสกระย้า

ส่วนต้นประดู่อื่นๆ มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้

ประดู่บ้าน
ประดู่บ้าน

ประดู่บ้าน

ประดู่ป่า
ประดู่ป่า

ประดู่แดง
ประดู่แดง

ประดู่แดง

นอกเหนือจากต้นประดู่แล้วต้นไม้ในสกุล Dalbergia ยังมีอีกหลายชนิดที่ไม่ได้ถูกเรียกว่า "ประดู่" ในภาษาไทย ตัวอย่าง เช่น :

ชื่อไทยชื่อวิทยาศาสตร์
กระพี้ Dalbergia entadioides
กระพี้เครือDalbergia foliacea
กำพี้Dalbergia ovata
มะขามเครือDalbergia darlacensis
ขามเครือDalbergia stipulacea
กระพี้หยวกDalbergia lakhonensis
เก็ดดำDalbergia assamica
เก็ดแดงDalbergia dongnaiensis
กระพี้นางนวลDalbergia kerrii
เก็ดขาวDalbergia glomeriflora
เก็ดเขาควายDalbergia fusca
ขี้มอดDalbergia maymyensis
ครี้, กระซิกDalbergia parviflora
เครือปี้Dalbergia velutina
เครือแมดDalbergia volubilis
ถ่อนเครือDalbergia discolor
ประดู่ตะเลนDalbergia floribunda
ปี้จั่นDalbergia cana
พะยูงแกลบ, ชิงชันเขมรDalbergia bariensis
มักแผ้นDalbergia malabarica
สักขีDalbergia candenatensis
หางไหลDalbergia abbreviata
เหม่ปี้Dalbergia kurzii
อัญชัน (คนละต้นกับดอกอัญชัน)Dalbergia duperreana
อีเม็งDalbergia lanceolaria
กะนวน, ฉนวนDalbergia nigrescens
พะยูงDalbergia cochinchinensis
กระพี้เขาควายDalbergia cultrata

ในทำนองเดียวกันกับต้นประดู่ลาย/ประดู่แขก ต้น "สาละ" (Sal Tree) ซึ่งจริงๆ แล้วต้นสาละในพระพุทธประวัติตอนประสูติน่าจะเป็นต้นสาละอินเดีย (Sal of India) ชื่อวิทยาศาสตร์ Shorea robusta วงศ์ Dipterocarpaceae เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง

แต่ในประเทศศรีลังกาก็มีต้นไม้ ที่เรียกว่า Sal เหมือนกันแต่เป็นคนละวงศ์กันเลย คือต้นสาละลังกา หรือ ลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree) ชื่อวิทยาศาสตร์ Couroupita guianensis วงศ์ Lecythidaceae โดยต้นนี้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่จากศรีลังกาเข้ามาทางอินโดนีเซีย และมาเลเซีย  ในภาษาอินโดนีเซียจึงเรียกว่า Sala ตามที่ชาวศรีลังกาเรียก  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีความเชื่อว่าต้นสาละที่เอ่ยถึงในพระพุทธประวัติ น่าจะเป็นต้นสาละอินเดีย (Sal of India) มากกว่า แต่โดยจริงๆ แล้วก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในความสับสนของชื่อต้นไม้เมื่อถูกเรียกข้ามจากภาษา หนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง

ต้นสาละอินเดีย (Shorea robusta)
สาละอินเดีย

ต้นสาละลังกา (Couroupita guianensis)
สาละลังกา
เครดิท รูปทั้งหมดจากอินเทอร์เน็ตหลายๆ แหล่ง  ผมเองยังไม่มีทั้ง 4 ชนิดที่อาจจะเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติปลูกในสวนฯ  แต่คงจะหาโอกาสนำมาปลูกที่สวนฯ ในโอกาสต่อไป


สนใจเรื่องพืชที่น่าสับสนแบบนี้อีกติดตามได้ที่ http://my-experimental-farm.blogspot.com/p/plants.html

สนใจเรื่องราวต่างๆ ในสวนขี้คร้านติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

14 กุมภาพันธ์ 2557

นำการผูกประกบ 3 (tripod) มาใช้งาน

วันนี้ไป กางสแลนคลุมต้นไม้ต้อนรับการสิ้นสุดของหน้าฝน  ขอแชร์เทคนิคทำที่บังแดดแบบขี้คร้าน  ด้วยความที่สวนฯ มีไม้รวกเกินใช้  ผมเลยไม่ต้องห่วงเรื่องความเปลือง  ผมเลยทำโครงแบบ 3 ขา หรือที่เรียกกันว่า tripod เนื่องจากขี้เกียจขุดหลุมฝังเสา  เริ่มต้นด้วยการตัดไม้ยาวตามที่เราต้องการ 3 ชิ้น แล้วมาวางโดยให้ทางด้านฐานเท่ากัน  เราจะไปผูกเชื่อกที่ปลายอีกด้านหนึ่งของไม้


ผูกเงื่อนคร่าวๆ ตามขั้นตอนข้างล่าง  ทำผิดบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้  เอาให้แน่นเป็นพอ


คลี่ฐานออกไปเป็นสามเหลี่ยมตามรูปด้านล่าง


เอาสแลนมาผูกกับเสา


เมื่อ โอบรอบแล้วก็ผูกเชือกให้สแลนติดกับเสาเป็นอันเสร็จพิธี  ถ้ามีความขยันหน่อยก็ขุดหลุมฝังฐานลงในดิน  แต่ถ้าไม่เจอลมแรงๆ ปกติก็จะตั้งอยู่ได้ไม่ต้องฝังดิน


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0

13 กุมภาพันธ์ 2557

การขุดสระในพื้นที่ลาด และสระว่ายน้ำธรรมชาติ

วันนี้ขอออกนอกเรื่องนิดหน่อยไป  ขอพูดเรื่องการขุดสระน้ำ (ที่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยสำหรับการอนุรักษ์น้ำในพื้นที่แล้งจัด) เนื่องจากมีคนถามเกี่ยวกับตำแหน่งขุดสระน้ำในพื้นที่ลาดเทซึ่งจะต่างกับ พื้นที่ราบลุ่ม  ในพื้นที่ราบลุ่มไม่ค่อยมีความแตกต่างของระดับ  เราจะขุดตรงไหนก็อาจจะไม่แตกต่างมากนักเนื่องจากดินอยู่ในระดับพอๆ กัน  ปัญหาเล็กน้อยก็คือเราอาจะต้องปรับระดับที่ดินบ้างเพื่อให้น้ำไหลมาลงสระ น้ำ  แต่ปกติในที่ราบลุ่มจะมีสัดส่วนของดินที่มีความละเอียด (ดินเหนียว) มากกว่าที่ดอนจึงมีโอกาสที่จะเก็บน้ำได้มากกว่า  รวมทั้งการอยู่ในพื้นที่ต่ำจึงมีระดับน้ำใต้ดินที่สูงอยู่แล้วจะได้เปรียบ เรื่องอัตราการซึมของน้ำลงใต้ดินที่น้อยกว่า

สำหรับคนที่มีที่ดินบน ที่ลาดเทจะได้เปรียบเรื่องทิศทางการไหลของน้ำที่ชัดเจน   หากสระน้ำที่จะขุดมีขนาดใหญ่มากก็จะต้องการพื้นที่รับน้ำมากอาจจะต้องเลือก พื้นที่ที่ต่ำที่สุดในดิน  แต่ก็จะต้องใช้พลังงานในการสูบน้ำขึ้นมาใช้งานมากกว่าการขุดสระไว้บนที่สูง ที่สุดในที่ดินซึ่งเราสามารถปล่อยน้ำให้ไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำได้โดยไม่ ใช้ปั๊ม   แต่การขุดสระไว้บนที่สูงสุดของที่ดินเราก็ต้องมั่นใจว่ามีที่ดินที่สูงขึ้น ไปกว่าตำแหน่งของสระที่ใหญ่พอที่จะเป็นพื้นที่รับน้ำให้ไหลมาลงสระของเรา  ไม่งั้นปริมาณน้ำลงสระจะมีไม่พอ

แต่หากสระที่เราจะขุดมีขนาดไม่ใหญ่ มาก และ/หรือที่ดินของเรามีขนาดใหญ่ (ขออภัยที่โจทย์ข้อนี้อาจจะเกี่ยวข้องเฉพาะสำหรับคนที่มีที่ดินขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ และอยู่ในพื้นที่ลาดเอียง) ปัญหาเรื่องพื้นที่รับน้ำอาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ประเด็นจะอยู่ที่ปริมาณดินที่เราต้องเคลื่อนย้าย  ยิ่งเราเคลื่อนย้ายดินมากก็จะแปลงเป็นเงินค่าขุดที่มากขึ้นตามตัว  ในกรณีนี้ผู้รู้จึงแนะนำให้ขุดที่ตำแหน่ง key line คือบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงความลาดชันของที่ดินจากชันมากมาเป็นชันน้อยลง  การขุดที่ตำแหน่งนี้จะเป็นจุดที่การเคลื่อนย้ายดินจะทำน้อยที่สุดสำหรับ ขนาดสระที่ใหญ่เท่ากัน  วิธีการขุดคือการตักเอาดินด้านที่สูงกว่ามาโป๊ะเป็นเนินในด้านที่ต่ำกว่า  น้ำที่ปกติไหลจากที่สูงมาสู่ที่ต่ำก็จะถูกดักลงสระของเรา



หาก เราเลือกตำแหน่งขุดที่สูงขึ้นไปทางด้านที่ชันมากกว่า  ที่ระดับความลึกที่เท่ากันสระที่ขุดได้จะเก็บน้ำได้น้อยกว่าและเนินดินด้าน ที่ต่ำกว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากจะต่ำว่าระดับดินเดิมเยอะ จึงจะต้องทำเนินดินขนาดใหญ่ขึ้น (เปลืองเงินมากขึ้น)   ในขณะที่การเลือกขุดสระในต่ำแหน่งที่ต่ำลงไป  ที่ระดับความลึกที่เท่ากันสระจะกินบริเวณที่จะโดนน้ำท่วมเยอะกว่า  ทำให้เราสูญเสียพื้นที่ปลูกต้นไม้ไปเยอะกว่า



นอก จากนั้นผู้รู้ยังบอกอีกว่าในลักษณะที่ดินแบบนี้เวลามีไฟป่า  อากาศร้อนจะไหลจากล่างขึ้นบน  ตำแหน่งสร้างบ้านที่เหมาะสมคือ อยู่ด้านที่สูงกว่าสระน้ำ  เวลาไฟไหม้จากด้านที่ต่ำว่าเปลวไฟจะได้โดนน้ำในสระกั้นไว้ไม่มาถึงบ้าน  ส่วนไฟไหม้ในป่าด้านที่สูงกว่าตำแหน่งบ้านก็จะไหม้ขึ้นไปด้านบนมากกว่าจะ ลามมาทางบ้าน



ด้วย เหตุนี้กระมังผู้รู้จึงไม่แนะนำให้สร้างบ้านบนเนินสูงสุดในที่ดินเพราะจะโดน ลมแรงมากเนื่องจากไม่มีเนินที่สูงกว่าบังลมให้  ลักษณะที่ดินที่เหมาะสมจึงมีความลาดบ้าง แต่ไม่ควรติดชายเขามากนัก (ไม่แนะนำให้สร้างบ้านในบริเวณที่ชันกว่า 20 องศา) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดินโคลนถล่มตอนฝนตกเยอะๆ  (ในรูปผมวาดให้ลาดเอียงเว่อร์ๆ เพื่อให้เห็นภาพ  ในทางปฏิบัติไม่ควรสร้างบ้านบนที่ดินที่ชันเกิน 20 องศา)
เนื่องจากเจ้าขอที่ดินเลือกขุดสระในบริเวณแนว ร่องน้ำเดิม  ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องปรับระดับที่ดินมาก น้ำฝนที่ตกในพื้นที่รอบๆ ก็จะไหลมาลงสระน้ำเอง  และเราก็รู้ทิศทางการไหลของน้ำ แต่เพื่อให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นขอแนะนำองค์ประกอบอีก 2 ส่วนคือ

1. บ่อดักตะกอน (silk catchment basin) ซึ่งจะต่อท่อน้ล้นเหมือนในรูปด้านล่าง หรือทำเป็นแนวให้น้ำล้นข้ามมาเลยก็ได้  วัตถุประสงค์ของบ่อดักตะกอนจะเป็นเหมือนชื่อคือช่วยยืดอายุของสระน้ำ ไม่ให้ตื้นเขินเร็วจนเกินไปด้วยการชะลอน้ำที่ไหลมาเร็วในช่วงฝนตกหนัก  ทำให้ตะกอนบางส่วนตกตะกอนในบ่อดักตะกอนทำให้ชะลอการตื้นเขินของสระน้ำ  นานๆ ไปบ่อดักตะกอนก็จะตื้นเขินขึ้น เราค่อยมาขุดลอกบ่อดักตะกอนซึ่งตื้นในระดับที่ใช้แรงงานคนในการขุดได้  ส่วนการขุดลอกสระจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าเนื่องจากต้องขุดลงไปลึกอาจจะต้องใช้ รถตักในการขุดลอก

2. ท่อน้ำล้น หรือทางน้ำล้น  ซึ่งควรจะติดตั้งที่ระดับต่ำกว่าขอบสระอย่างน้อย 50 ซม. เพื่อให้น้ำที่มากเกินไปในสระ (ในช่วงฝนตกมาก) สามารถล้นออกไปยังแนวร่องน้ำเดิมได้โดยไม่เซาะทำลายคันดิน  ส่วนจะทำเป็นท่อน้ำล้น หรือทางน้ำล้นขึ้นอยู่กับการออกแบบของเจ้าของที่ดินครับ



นอก จากนั้นประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พยายามให้สระลึกเพียงด้านเดียว (ควรจะเป็นทางด้านคันดินตามรูป)  พยายามอย่าให้สระสมมาตรเกินไป  เนื่องจากการทำแบบนี้จะทำให้เกิดการไหลเวียนของน้ำได้ดีกว่า  โดยน้ำในด้านที่ตื้นกว่าจะร้อนกว่า น้ำในด้านที่ลึกกว่าจึงเกิดการไหลเวียนของน้ำเนื่องจากความแตกต่างของ อุณหภูมิ และความที่สระไม่สมมาตร   ในระหว่างที่เกิดการไหลเวียนน้ำที่อยู่ด้านล่างก็จะขึ้นมาด้านบนบ้างทำให้ สัมผัสกับอากาศเกิดการละลายตัวของอ๊อกซิเจนลงไปในน้ำมากกว่าน้ำที่ไม่ไหล เวียนเลย   หากต้องการให้มีความแตกต่างของอุณหภูมิมากขึ้นไปอีกให้นำเอาหินก้อนใหญ่ๆ ไปวางทางด้านที่ตื้นของสระให้มากพอ น้ำจะอุ่นมากกว่าสระที่ไม่มีหินเลย



ส่วน จะแต่งสระให้เป็นต่างระดับหรือไม่นั้นไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด  แต่ถ้าเพิ่มส่วนที่ลึกมีน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรให้เยอะหน่อยก็จะมีพื้นที่ปลูกไม้น้ำได้มากขึ้น  และไปชดเชยความจุของสระ (ปริมาตรน้ำ) ด้วยการขุดส่วนที่ลึกให้ลึกมากขึ้น  มีผู้รู้ให้แนวทางไว้ว่าให้แบ่งพื้นที่เป็นน้ำตื้น 30% น้ำลึกปานกลาง 30% และน้ำลึกมาก 40% คล้ายๆ กับรูปด้านล่าง


ส่วนเรื่อง natural swimming pool นั้นอย่าเพิ่งคิดไกล  เราพยายามเก็บน้ำในสระให้ได้ก่อน  เรื่องอื่นค่อยๆ มาทำเพิ่มทีหลัง  "เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง" อย่างครับ  (อย่าทำทีละพัน ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม)  ถ้าคิดจะให้เด็กเล็กๆ ลงไปว่ายน้ำอย่างปลอดภัยในภายหลังก็พยายามอย่าเลี้ยงปลาตัวโต หรือมีครีบแหลมคม เช่น  ไม่ควรเลี้ยง ปลาจาระเม็ดน้ำจืด (หรือ ปลาคู้แดง ปลาเปคู) ตามอาจารย์ยุทธ (รายนั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของท่านอาจารย์ครับ เพราะอย่างไรก็เป็นครู)  หรือปลาหมอ ปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุก เป็นต้น ถ้าจะเลี้ยงปลาไว้กินลูกน้ำ  เอาปลาเล็กๆ และทนๆ เช่น ปลาหางนกยูง ปลาสอดแดง ไปก่อนครับ  ส่วนการเลี้ยงในธรรมชาติต้องทำใจเรื่องมีลูกอ๊อดมาวางไข่ และมีคางคง/นก/งู ลงมากินปลาในสระนะครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่งงว่าพี่ลักษณ์พูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับ swimming ลองดู VDO ข้างล่างครับ


How To Make a DIY Natural Swimming Pool

Natural Swimming Pools BBC Inside Out


 

Natural Pools - Natural Pool selfbuild



DIY Natural Swimming Pools

Natural Swimming Pool Pond - Typical - Total Habitat

Natural swimming pools- Swimming with the lotus



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=79810.0